วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2553

อีกหนึ่ง เรอเนสซองซ์ ลูคัส ครานากซ์



นับเป็นครั้งแรกในอิตาลีที่มีโอกาสได้ต้อนรับภาพเขียนยุคเรอเนสซองซ์ของจิตรกรชาวเยอรมัน ลูคัส ครานากซ์ (คนพ่อ) ในนิทรรศการ "Lucas Cranach. The Other Renaissance" ซึ่งจัดแสดงตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 13 ก.พ. 2011 ณ กาเยเรีย บอร์เกห์เซ (Galleria Borghese) ในกรุงโรม

งานนี้ผลงานของลูคัส ครานากซ์ ดิ เอลเดอร์ อันเป็นหนึ่งในยุคเรอเนสซองซ์ แม้จะน่าสนใจใคร่ชมอยู่หลายส่วน แต่ก็ยังมีตัวช่วยที่คล้ายเป็นการอรรถาธิบายให้เห็นภาพของลูคัส ศิลปินเยอรมันผู้คล้ายดั่งคนปิดทองหลังพระ โดยแสดงงานร่วมกับศิลปินดังชาติเดียว/ยุคเดียวกัน อย่าง อัลแบรชต์ ดูเรอร์ ในแบบที่เรียกว่า ลูคัส เป็นพระเอก ส่วน อัลแบรชต์ เป็นน้ำจิ้ม

คือนอกจากจะเป็นการจัดแสดงผลงานของเขาครั้งแรกในอิตาลีแล้ว ยังเรียกว่ารวบรวมผลงานของเขาเอาไว้เกือบทั้งหมด ทั้งในยุคเรอเนสซองซ์ ผลงานที่ทำงานรับใช้ราชสำนักต่างๆ รวมทั้งผลงานที่ล้ำสมัย แบบที่ศิลปินชาวเฟลมิช (เช่น แยน ฟาน เมียร์) นิยมทำในยุคนั้น

ศาสตราจารย์แบร์นาร์ด ไอเคมา นักประวัติ ศาสตร์ศิลปะชาวเยอรมันแห่งมหาวิทยาลัย เวโรนา คือภัณฑารักษ์สำหรับนิทรรศการ "Lucas Cranach - The Other Renaissance" ครั้งนี้ ร่วมกับ แอนนา โกลิวา ผู้อำนวยการ หอศิลป์กาเยรา บอร์เกห์เซ

ตามประวัติแล้ว ลูคัส ครานากซ์ ดิ เอลเดอร์ รู้จักกันดีในฐานะเพื่อนและผู้สนับสนุน มาร์ติน ลูเธอร์ พระเยอรมันผู้เผยแผ่นิกายโปรเตสแตนต์ ซึ่งนับว่าเป็นนิกาย "นอกรีต" ในยุคกลาง ทั้งคู่ร่วมกันร่างทฤษฎีที่พวกเขาเรียกว่า "อิสรภาพแห่งคริสเตียน" จนกลายเป็นตัวแทนในการเปลี่ยนแปลงทางศาสนาในยุคดังกล่าว

ลูคัสที่สร้างสรรค์งานส่วนใหญ่ของเขาใน สตูดิโอที่เมืองวิตเทนแบร์ก ผลงานของเขาได้ชื่อว่าแปลกใหม่ ล้ำสมัย ทั้งภาพเขียนนู้ด ภาพเชิงอีโรติก ภาพเหมือนคนจริงหรือพอร์เทรต (Portrait) แบบมีชีวิตจิตใจ มีอารมณ์ความ รู้สึก รวมทั้งงานสไตล์ก้าวล้ำอื่น จนกระทั่งได้ฉายา "เรอเนสซองซ์ที่แตกต่าง" (Another Renaissance) เพราะช่างไม่เหมือนกับสไตล์ เรอเนสซองซ์ตามขนบเดิมที่เคยทำกันมา

ผลงานของเขาแม้จะแสดงออกถึงความก้าวล้ำนำสมัย แตกต่างจากสไตล์ของ อัลแบรชต์ ดูเรอร์ หรือเรอเนสซองซ์แบบอิตาเลียนดั้งเดิมไปไกล กระนั้นก็แสดงให้เห็นถึงการผ่านการศึกษาในระบบมาอย่างเคร่งครัด ซึ่งการที่ลูคัส ครานากซ์ ดิ เอลเดอร์ เป็นจิตรกรผู้ทำงานรับใช้ราชสำนัก หากยังสามารถสร้างสรรค์งานแบบก้าวหน้าได้ นับว่าหาได้ยากทีเดียว

ศาสตราจารย์แบร์นาร์ด ไอเคมา และ แอนนา โกลิวา ได้คัดสรรผลงาน 45 ชิ้นที่แสดงความเป็นลูคัสอย่างสูงมาจัดแสดง โดยส่วน ใหญ่มาจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะชั้นสูง รวมทั้ง สมบัติส่วนตัวจากยุโรปและอเมริกา หลายชิ้น ทีเดียวที่นำออกจากฝาบ้านมาจัดแสดงสู่สาธารณชนครั้งแรก

ลูคัส ครานากซ์ ดิ เอลเดอร์ ผู้ตั้งนามสกุลตามเมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของเยอรมนีอันเป็นบ้านเกิดของเขา นับว่าเป็นศิลปินในยุคเรอเนสซองซ์ที่มีคนรู้จักน้อยมาก

เขาเริ่มชีวิตจิตรกรในกรุงเวียนนา ซึ่งส่วนใหญ่แวดล้อมไปด้วยนักมานุษยวิทยา และมีส่วนร่วมในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งกรุงเวียนนาในยุคเริ่มต้น

ที่นั่นเขาเริ่มสร้างสรรค์ผลงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซ เช่น ภาพเหมือนของโยฮานเนส คุสพีเนียน อาจารย์มหาวิทยาลัยเวียนนา และภริยา แอนนา (Portrait of Johannes Cuspinian, and his wife Anna)

จิตรกรรมเกี่ยวกับศาสนาเองก็ได้รับการกล่าวขานเป็นพิเศษ โดยเฉพาะความโดดเด่นด้านความงามของทิวทัศน์ อย่างที่ศิลปินสายศิลปะดานูปนิยม เช่นภาพ The Rest on the Flight into Egypt ภาพครอบครัวของพระเยซูกำลังพักผ่อนอยู่กลางป่าสนในเยอรมนี

เขาย้ายไปวิตเทนแบร์กเพื่อที่จะเป็นจิตรกรประจำราชสำนักของพระเจ้าเฟรเดอริก ที่ 3 ในปี 1504 ชีวิตที่วิตเทนแบร์กคือยุคทองของลูคัส ครานากซ์ ดิ เอลเดอร์ อย่างแท้จริง นอกจากเป็นราษฎรชั้นหนึ่ง เป็นที่นับหน้าถือตาแล้ว เขายังสร้างสรรค์ผลงานที่สุดยอดเอาไว้มากมาย

โดยเฉพาะความสามารถพิเศษในการวาดภาพหญิงงาม ไม่ว่าจะเป็นชุด Reclining Nymph ซึ่งเป็นแนวอีโรติกและภาพนู้ด นอกจากนี้ยังมีภาพพอร์เทรตสตรียุคเรอเนสซองซ์ ที่ให้อารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นการจินตนาการพวกเธอให้เป็นตัวละครต่างๆ ในตำนาน หรือการวาดภาพเหมือนแบบเต็มตัว ที่ไม่มีศิลปินในยุคนั้นทำมาก่อน

ลูคัสยังคงสร้างสรรค์งานที่เกี่ยวกับศาสนา และนับเป็นจิตรกรรายแรกที่สร้างสรรค์ภาพเขียนจากคัมภีร์ไบเบิล ฉบับพันธสัญญาใหม่ ในเวอร์ชันภาษาเยอรมัน และแน่นอนที่ภาพเหมือนของมาร์ติน ลูเธอร์ พระและเพื่อนของเขาก็กลายเป็นภาพดังภาพหนึ่ง

ปี 1550 เขาลี้ภัยตามเจ้านายไปยังอุกส์แบร์ก เมืองทางตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นบาวาเรีย นับว่าความเป็นอยู่ที่นี่เหมือนฟ้ากับเหว แต่ เขาก็ยังสร้างสรรค์ผลงาน โดยเฉพาะการช่วยเหลือมาร์ติน ลูเธอร์ ก่อร่างสร้างนิกายใหม่ของศาสนาคริสต์

ในบั้นปลาย ลูคัสสอนศิลปะให้ลูกชาย ลูคัส ครานากซ์ เดอะ ยังเกอร์ ซึ่งโตมาเป็นจิตรกรคนสำคัญของวงการไม่แพ้บิดา

วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เอล เกรโก ' เดอะ กรีก ' ผู้ยิ่งใหญ่



เขาชื่อว่า โดเมนิกอส เตโอโตโกปูลอส แต่ ชาวสเปน (และชาวโลก) แทบไม่มีใครรู้จักนามจริงๆ ของเขามากไปกว่านาม "เอล เกรโก" (หรือคนกรีก) แม้เขามักจะเซ็นชื่อเต็มๆ ภาษากรีกของเขาไว้ในภาพเขียนสมัยเรอเนสซองซ์ของเขาเสมอ

หลายๆ คนมุ่งหน้าไปชมผลงานสุดอลังการของ เอล เกรโก ที่พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ปราโด (Museo del Prado) กรุงมาดริด แต่หากต้องการชมผลงานระดับมาสเตอร์พีซจริงๆ ต้องตีตั๋วรถไฟไปชมที่เมืองหลวงเก่าอย่างโตเลโด

ที่ซานโต โตเม ในกรุงโตเลโด อันเป็นที่ฝังศพของเคานต์ออร์กาซ อดีตผู้ปกครองแคว้น คนจ่ายเงิน 2 ยูโรกว่าๆ หรือร้อยกว่าบาท เพื่อไปชมอภิมหาภาพย์เขียนเพียงภาพเดียว The Burial of Count Orgaz (ปี 1586–1588, สีน้ำมันบนผ้าใบขนาด 480X360 ซม.) แต่ก็เป็นภาพที่ชมแล้วคุ้มสุดคุ้ม – ภาพเขียนขนาดใหญ่ สูงจากพื้นถึงเพดาน เล่าเรื่องฉากตอนการถึงแก่อนิจกรรมของเคานต์ออร์กาซ ผู้ทำคุณงามความดีเอาไว้มากมายขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อถึงแก่อนิจกรรมจึงมีทูตสวรรค์ลงมารับ และเหล่าเทพก็พากันช่วยส่งวิญญาณสู่อ้อมกอดของพระเจ้าบนสรวงสวรรค์

นั่นคือหนึ่งในผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่รู้จักกันดีของจิตรกร ประติมากร และสถาปนิกผู้เลื่องชื่อชาวสเปนเชื้อสายกรีก

เอล เกรโก เกิดที่ครีต ในปี 1541 ซึ่งขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐเวนิซ และยังเป็นศูนย์กลางของศิลปะไบเซนไทน์ เขาได้รับการศึกษาและจบมาเป็นศิลปินชั้นเอกตามมาตรฐาน และเดินทางมายังกรุงเวนิซ ขณะที่อายุได้ 26 ปี ดังที่ศิลปินกรีกนิยมทำกันเมื่อศึกษาจบ

ในปี 1570 เอล เกรโก ย้ายมายังกรุงโรม โดยเปิดเวิร์กช็อปสอนนักศึกษาที่นั่น และสร้างสรรค์งานของตัวเองในสไตล์แมนเนอริสม์ และเรอเนสซองซ์แบบเวเนเซีย

อีก 7 ปีต่อมา เขาย้ายไปอยู่ที่กรุง โตเลโด ประเทศสเปน และปักหลักสร้างสรรค์งานชิ้นเอกอันเป็นที่รู้จักกันดีหลายชิ้น จนกระทั่งเสียชีวิตที่นั่นเอง

ผลงานของ เอล เกรโก มีความโดดเด่น และมีความเป็นเอกซ์เพรสชันนิสม์อยู่มาก ซึ่งในยุคสมัยที่เขายังมีชีวิตอยู่นั้น อาจจะดู "ล้ำ" ไปสักหน่อยจนผู้คนยากจะเข้าใจหรือเห็นคุณค่า หากแต่กลายเป็นชิ้นงานสุดมหัศจรรย์และล้ำค่ายิ่งในศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา โดยเฉพาะคุณค่าที่เขาได้การยอมรับว่าเป็นแรงขับสำคัญในการเกิดของศิลปะแนวเอกซ์เพรสชันนิสม์ โรแมนติกซิสม์ และคิวบิสม์

นอกจากนั้น ด้วยบุคลิกภาพที่โดดเด่นพอๆ กับผลงานที่ไม่ธรรมดาของเขา ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กวีและนักเขียนหลายคนนำไปสร้างเป็นเรื่องราวแต่งแต้มโลกวรรณกรรม อาทิ เรเนอร์ มาเรีย ริลเค และ นิคอส คาซานต์ซาคิส ฯลฯ

สำหรับศิลปะยุคใหม่ เอล เกรโก เป็นศิลปินที่มีเอกเทศ มีลักษณะเด่นเฉพาะตัวสูง เขาจึงไม่จัดอยู่ในศิลปินยุคใดเลย นอกจากยุคของตัวเขาเอง ผลงานของเขามักออกมาคล้ายภาพแห่งจินตนาการที่ไม่รู้จบ เหมือนอยู่ในความฝัน (ประหลาดๆ) โดยเขาได้ผสมผสานเอาศิลปะไบเซนไทน์ซึ่งเป็นพื้นฐานอันหนักแน่นของตัวเอง เข้ากับศิลปะตะวันตกออกมาได้อย่างมหัศจรรย์

จินตนาการอันล้นเหลือเป็นสิ่งแรกที่สังเกตเห็นได้ในผลงานทุกชิ้นของ 'เดอะ กรีก' แม้ว่าเขาจะอยู่ในยุคสมัยสุดคลาสสิกอย่างยุคฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการก็ตาม หากศิลปินเชื้อสายกรีกผู้มาโด่งดังในสเปน กลับปฏิเสธที่จะเดินตามแนวทางคลาสสิก ไม่ว่าจะเป็นครรลองของสีสัน เทคนิค โดยเฉพาะเนื้อหา เรื่องราวที่เล่าในภาพ

เอล เกรโก เขียนภาพรับใช้ศาสนาคริสต์นิกายกรีกออร์ทอดอกซ์ที่เขานับถือมากมาย เพียงล้วนเป็นภาพที่ไม่ธรรมดา และไม่อาจนำไปบวกรวมกับภาพเขียนแห่งศรัทธาของศิลปินท่านอื่นๆ ได้ แม้ความศรัทธาในศาสนาของเขาเองนั้นก็เปี่ยมล้นไม่แพ้ศิลปินกลุ่มนั้นๆ

ศิลปินสเปนเชื้อสายกรีก บอกว่า "สี" คือสิ่งสำคัญที่สุดในภาพเขียน นอกจากนั้นยังเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะควบคุมได้มากที่สุด สำหรับเขาแล้วสีสันจะมาก่อนรูปทรง รวมทั้งองค์ประกอบอื่นๆ

ฟรานซิสโก ปาเชโก จิตรกรและนักทฤษฎีศิลปะ เคยไปพบ เอล เกรโก ในปี 1611 และบันทึกไว้ว่า ศิลปินคนดังนิยมใช้สีดิบๆ ไม่ผสม โดยเฉพาะสีเข้มๆ จากหมึกที่ต้องอาศัยความชำนิชำนาญเฉพาะตัวในการสร้างสรรค์ลงบนผืนผ้าใบ นอกจากนี้ เอล เกรโก ยังไม่เชื่อเรื่องการแต่งเสริมเติมสีใหม่ลงไปหลังภาพเสร็จแล้ว เพราะจะทำให้รูปออกมาไม่เป็นธรรมชาติ แต่ภาพจิตรกรรมที่ดีต้องเสร็จในการวาด (ลงสี) ครั้งเดียวเท่านั้น

ชื่อของ เอล เกรโก ถูกลืมจากเจเนอเรชันต่อจากเขาไปเสียสนิท เนื่องเพราะความไม่ get ศิลปะในแนวทางอันเป็นเอกเทศของเขานั่นเอง วิญญาณของเขาต้องรอกระทั่งต้นศตวรรษที่ 17 กว่าจะมีคนเห็นคุณค่า เนื่องเพราะปราศจากผู้ดำเนินตามรอยศิลปะแนวแมนเนอริสม์ มีแต่ลูกชายของเขาเอง ซึ่งไม่มีความสามารถมากพอที่จะสานต่อความยิ่งใหญ่ของผู้พ่อได้

ในช่วงศตวรรษที่ 17 ต่อ 18 แวดวงศิลปะสเปนมีการนำเอาผลงานของศิลปินที่ถูกลืมอย่าง เอล เกรโก มาประเมินคุณค่าใหม่ ซึ่งผลสรุปก็ยังแตกความเห็นไปต่างๆ กัน

นักวิจารณ์ศิลปะอย่าง อซิสโล อันโตนิโอ ปาโลมิโน เด กาสโตร อี เบลาสโก กับ เบร์มูเดซ เซอัน เบร์มูเดซ เห็นพ้องต้องกันว่า จิตรกรรมของ เอล เกรโก คือความ เหลวไหลไร้สาระ ประหลาด แสดงถึงความบ้า โดยความเห็นของนักประวัติศาสตร์ศิลปะ 2 คนนี้ล้างสมองชาวสเปนต่อมาอีกหลายศตวรรษ

ต่างจากมุมมองของนักเขียนและนักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวฝรั่งเศส เตโอฟิล โกติเยร์ ที่เห็นว่าศิลปินเชื้อสายกรีกชาวสเปนผู้นี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อแรงขับเคลื่อนของศิลปะก่อนจะก้าวไปสู่ยุคโรแมนติก ไม่ว่าจะด้วยความแปลกและไม่ธรรมดาในชิ้นงานของเขา เตโอฟิล ยังชี้ให้เห็นว่า ความพิเศษเหนือธรรมดากับความบ้านั้นยากที่จะหาเส้นแบ่งแยกออกจากกันได้ชัดเจน

เนื่องด้วยฝรั่งเศสเป็นศูนย์กลางแห่งศิลปะในขณะนั้น ในที่สุดสเปนก็มิอาจต้านกระแสด้วยการปฏิเสธคุณค่าในผลงานของ เอล เกรโก ได้ จึงมีการปัดฝุ่นให้ความสำคัญกับศิลปินเอก ด้วยการจัดพื้นที่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะสำคัญให้เขา แม้ในใจลึกๆ หลายคนยังเชื่ออยู่ว่าเป็นศิลปะแห่งความบ้าก็ตาม

เอดูอาร์ด มาเนต์ ศิลปินอิมเพรสชันนิสม์ชาวฝรั่งเศส เป็นคนหนึ่งที่ชื่นชมผลงานของ เอล เกรโก มาก โดยเฉพาะผลงาน Holy Trinity ทำให้ เอดูอาร์ด วาดภาพชิ้นสำคัญของเขาเอง The Angels at Christ's Tomb ศิลปินฝรั่งเศสชื่อดัง ถึงกับเดินทางไปสเปนเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เอล เกรโก ด้วยตัวเอง

ในปี 1908 มานูเอล บาร์โตโลเม กอสซิโอ นักประวัติศาสตร์ศิลป์ เขียนในหนังสือของเขาว่า เอล เกรโก เป็นศิลปินคนแรกที่นำเอาจิตวิญญาณแห่งสเปนใส่ลงไปในงานศิลปะ ขณะที่ ยูลิอุส ไมเยอร์- กราเอเฟ ชาวเยอรมัน ก็ว่า จิตรกรรมไม่ธรรมดานี้มีความร่วมสมัย แม้จะล่วงมาจากศตวรรษที่ 15 ถึงศตวรรษที่ 20 แล้วก็ตาม นอกจากนี้ กลุ่มโบลเอ รีเทอร์ (Blaue Reiter หรือ Blue Rider) ยังยึดให้ เอล เกรโก เป็นแนวทางสำคัญที่จะเอาตามอย่าง ส่วน โรเจอร์ ฟราย นักวิจารณ์ศิลปะชาวอังกฤษ ยกให้ศิลปินสเปนเชื้อสายกรีกเป็น "อัจฉริยะ"

ศิลปินคนสำคัญของโลกอย่าง ปาโบล ปิกัสโซ ในยุค "สีฟ้า" (Blue Period) นั้นก็ได้แรงบันดาลใจสำคัญจาก เอล เกรโก มากพอๆ กับ โปล เซซาน ไม่เพียงเท่านั้น เจ้าตำรับคิวบิสม์ชาวสเปนยังสารภาพว่า เอล เกรโก มีอิทธิพลต่อสไตล์ของเขาอย่างยิ่ง ขณะที่จะลองสิ่งใหม่ๆ และก้าวข้ามมาสู่ยุคสมัยของคิวบิสม์

จิตรกรรมชิ้นเอกโดยศิลปินอัจฉริยะ กับศิลปะแห่งความบ้านั้นยากจะแบ่งแยกจากกันอย่างสิ้นเชิง อาจด้วยเพราะในความบ้าก็อาจจะมีคุณค่า ส่วนในสมองของอัจฉริยะก็อาจจะมีเสี้ยวแห่งความเพี้ยน

เพียงแรงบันดาลใจสำคัญที่ เอล เกรโก มีต่อศิลปินชั้นเอกมากมาย รวมทั้งแรงผลักดันให้เกิดศิลปะขึ้นมาอีกหลายยุคสมัยก็คงเพียงพอจะเป็นคำตอบได้ สำหรับคนที่ยังเห็นว่าคลุมเครือ

แอนดริว ไวเอธ กับแลนด์สเคปที่ไม่มีใครลืมเลือน


ภาพเขียนสีหม่นที่ดูเหงา เศร้า เปล่าเปลี่ยว เดียวดาย โหยหา หรือบางครั้งเหมือนอยู่ในอันตราย เป็นผลงานของ แอนดริว ไวเอธ ที่แม้ว่าเพิ่งจากโลกนี้ไปไม่นาน แต่ก็ยังไม่มีใครลืมเลือนภาพเขียนที่ให้อารมณ์สุดแสนเศร้าของเขาไปได้

ขึ้นชื่อว่าเป็นจิตรกรอันเป็นที่รักและรู้จักมากที่สุดคนหนึ่งของอเมริกา เขาเคยได้รับเชิญให้ไปร่วมรับประทานอาหารกับประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ในทำเนียบขาวเมื่อปี 1970 ท่านประธานาธิบดียังต้องขอชนแก้วด้วย ในฐานะที่เขาเป็น "ขวัญใจอเมริกา"

ครอบครัวของแอนดริวนั้นยังเรียกว่าเป็นศิลปิน 3 เจเนอเรชัน เริ่มตั้งแต่ เอ็น.ซี.ไวเอธ อาร์ติสต์ นักวาดภาพประกอบชื่อดัง สืบทอดมาถึงรุ่นของเขา ซึ่งเน้นการสร้างสรรค์จิตรกรร
มแบบไฟน์อาร์ตมากกว่า ต่อเนื่องมาถึงรุ่นลูกชาย เจมส์ ไวเอธ (นิโคลัส ลูกชายอีกคนเป็นนักค้างานศิลปะ)

แม้ว่าคนรุ่นหลังๆ จะออกมาวิจารณ์งานของเขาว่าจืดชืด ไร้ชีวิตชีวา ดูแล้วป่วย หรือแม้กระทั่งบอกว่าน่าเบื่อเหมือนรายการของมาร์ธา สจวร์ต – อะไรก็แล้วแต่ แอนดริวก็ยังคงทำงานต่อไปในขนบเดิมของตัวเองอย่างชิลชิล เนื่องด้วยยังมีอเมริกันชนอีกมากมายนิยมชมชื่นกับอารมณ์แอบสแทรกต์ที่มีอยู่ในจิตรกรรมของเขา

ผลงานชิ้นสำคัญที่สุดของเขาและยังเป็นผลงานชื่อดังที่สุดชิ้นหนึ่งของศตวรรษที่ 20 คือ Christina's World (อยู่ที่ Museum of Modern Art หรือ โมมา กรุงนิวยอร์ก) เป็นภาพของผู้หญิงนั่งพับเพียบหันหลังอยู่บนเนินเขาที่เป็นทุ่งกว้าง ทำท่าตะเกียกตะกายจะไปให้ถึงโรงนาเบื้องหน้าให้ได้ เช่นเดียวกับ Brown Swiss ที่เป็นภาพของโรงนาอันห่างไกลตัวเมืองเช่นกัน ตรงกลางภาพแอนดริววาดเงาสีดำทาบทับอยู่บนตัวบ้าน ให้อารมณ์อึดอัด ไม่ธรรมดา

แอนดริว ไวเอธ ถือเป็นศิลปินยุคโมเดิร์นนิสม์ที่สอบตกกับโจทย์แห่งยุคสมัย เขาปรับตัวไม่ได้ที่จะก้าวข้ามความเป็นตัวตนเดิมๆ ออกมาสู่ยุคสมัยแห่งศิลปะที่เปลี่ยนไปในรุ่นของตัวเอง

"ถ้าจะพูดให้เต็มปาก ผมขอเรียกตัวเองว่าเป็นพวกแอบสแทรกต์นะ" แอนดริว ให้สัมภาษณ์ไว้ครั้งหนึ่งในปี 1965 ด้วยว่า ความล้มเหลวของตัวเองคือ การใส่ใจรายละเอียดมากเกินไปในภาพเขียนของตัวเอง แต่อารมณ์แบบเรียลิสติกนี่เองที่ทำให้ชนะใจคนอเมริกันนับล้านๆ

แอนดริว ไวเอธ เกิดในแชดส์ฟอร์ดทาวน์ รัฐเพนซิลเวเนีย โดยมีบิดาเป็นนักวาดภาพประกอบชื่อดัง มีผลงานในหนังสือ อย่าง Treasure Island และ The Last of the Mohicans ฯลฯ จะว่าไปภาพประกอบของบิดาก็ล้วนเป็นสีหม่นทั้งนั้น ซึ่งอาจจะเป็นมรดกตกทอดมาทางสายเลือด

"ผมชอบงานของพ่อนะ มันดูเศร้าแล้วก็แสดงออกถึงความเจ็บปวดได้ดีมากเลย ทุกๆ ภาพล้วนสวยทั้งนั้น แล้วก็เศร้า ดูไร้ความหวัง" แอนดริว ว่าไว้

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นพวกหลงยุค แต่แอนดริวก็ใช่ว่าจะต้องเดินอย่างเดียวดาย เพราะศิลปินชื่อดังๆ อีกหลายคน อย่าง เอดเวิร์ด ฮอปเปอร์ มาร์ก รอธโก เรื่อยเลยไปถึง เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ และไมล์ส เดวิส ด้วยก็ได้ ที่ไม่ได้ดำเนินรอยตามขนบแห่งโมเดิร์นนิสต์หรือป๊อปอาร์ต – ยิ่งไปกว่านั้นคือ เจมส์ (เจมี) ไวเอธ บุตรชายของเขาก็รับมรดกทางสไตล์ของครอบครัว ในการสร้างงานศิลปะ

ในวัยเด็ก แอนดริวเป็นจอมขี้โรค เขาจึงเรียนหนังสืออยู่ที่บ้าน ทุกๆ ฤดูร้อน ครอบครัวจะเดินทางไปยังเมืองคูชิง รัฐเมน ซึ่งในความรู้สึกของเด็กชายแอนดริวแล้วเหมือนกับอยู่ที่นั่นแต่ละครั้งยาวนานเป็นศตวรรษ

ขณะที่บิดาของเขาศึกษาเครื่องมือเครื่องใช้ เสื้อผ้า และอุปกรณ์อื่นๆ ของชาวนา เพื่อที่จะนำไปวาดภาพประกอบหนังสือนิทาน แอนดริวพยายามหลีกให้ไกลจากพื้นที่การทำงานของบิดา แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยเวลาที่มีมากมายทำให้เขาเริ่มจับพู่กันวาดสีน้ำ จนกระทั่งได้แสดงงานเดี่ยวของตัวเองครั้งแรกที่วิลเลียม แมคเบธ แกลเลอรี ในนิวยอร์ก ตอนอายุเพียง 20 ปี

หลังจากสีน้ำเขาเริ่มทดลองวาดด้วยเทคนิคเทมเปอราหรืออาศัยสีผสมไข่แดง อันเป็นเทคนิคที่มีมาตั้งแต่ยุคกลางและมีศิลปินยุคใหม่ๆ จำนวนไม่มากนักที่ทดลองใช้กัน แต่เขากลับติดอกติดใจจนใช้ไม่ยอมเลิก "มันให้อารมณ์ความรู้สึกแบบเหงาๆ สูญเสีย อย่างที่ผมต้องการเลย"

เอ็น.ซี.ไวเอธ เสียชีวิตในอุบัติเหตุรถไฟชนกับรถยนต์ที่มีเขาและลูกสาววัย 4 ขวบ อยู่ในนั้น "ผมเพิ่งเป็นศิลปินสีน้ำดาวรุ่งตอนที่พ่อตาย ตอนที่เริ่มลองเทมเปอรา จึงต้องลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง เพราะพ่อไม่อยู่สอนผมแล้ว"

Winter 1946 ภาพของเด็กชายวิ่งลงมาจากเนินเขาในฤดูหนาว เล่าความเจ็บปวดของตัวเองในการสูญเสียบิดาอย่างไม่มีวันกลับ เด็กชายในภาพลื่นไถลอยู่บนเนินหญ้าแห้งๆ ในจินตนาการของแอนดริว ฝั่งตรงกันข้ามมีทางรถไฟอันเป็นจุดเกิดเหตุ

ในช่วงเวลาไล่ๆ กัน เขาเริ่มวาดคาร์ลและแอนนา คูเออร์เนอร์ เพื่อนบ้านชาวนา – คาร์ลเคยร่วมรบกับเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่ 1 เขามองคาร์ลในบุคลิกของพ่อ ภาพ Karl (1948) นั้น เขาว่าเป็นพอร์ตเทรตที่ดีที่สุดที่เคยวาด ภาพชื่อดังอีกภาพ อย่าง Groundhog Day ก็วาดจากครัวของบ้านคูเออร์เนอร์ในฤดูหนาว

ในปี 1940 เขาสมรสกับเบตซี เจมส์ ซึ่งเข้ามาจัดการทุกอย่างในบ้าน โดยที่แอนดริวไม่ต้องกังวลเรื่องใดๆ โดยเฉพาะเรื่องเงินเรื่องทอง แถมยังเป็นแบบให้เขาวาดภาพนู้ดได้อีกด้วย โดยสามีจิตรกร ตั้งชื่อให้เธอว่า Helga

ไม่มีใครรู้จักเบตซี และไม่มีใครรู้ว่าแอนดริวแต่งงาน พวกนักข่าวจึงไปลือกันอยู่หลายปีว่าเขาช่วยเหลือชาวเยอรมันอพยพ แลกกับการได้วาดภาพนู้ดของ เฮลกา เทสทอฟ แถมยังมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับเธออีก (ว่าเข้าไปนั่น...) แม้กระทั่งมีการเปิดตัว เบตซีในทศวรรษที่ 1970 แล้ว ก็ไม่วายที่คนยังลือกันเหมือนเดิม ค่าที่เชื่อว่าเธอคือเฮลกาตัวจริงอยู่ดี

กลับมาที่ภาพเขียนของเขา นอกจากสีสันที่หม่นเศร้าแล้ว สิ่งที่เป็นจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือ จะมีการสร้างคาแรกเตอร์ของตัวละครขึ้นมาในงานทุกๆ ชิ้น ส่วนหนึ่งอาจเพราะว่าคนที่เป็นแบบให้เขามีน้อยมาก จึงต้องสร้างสรรค์ให้เกิดความแตกต่าง

ด้วยความที่เขาสืบทอดวิถีและอารมณ์การวาดภาพแบบครอบครัวไวเอธรุ่นต่อรุ่น ทำให้ภาพมีอารมณ์ของการ "หวนรำลึก" (Nostalgia) ผสมผสานกับจินตนาการแบบแฟนตาซี (ตามภาพประกอบหนังสือของบิดา) ในขณะที่มีความเป็นเรียลิสติกอยู่มาก

ผลงานของแอนดริว ไวเอธ เป็นที่ถกเถียงกันมากในหมู่นักวิจารณ์ศิลปะ ส่วนใหญ่จะลงความเห็นกันในด้านลบ แต่คนที่ชอบก็มักจะเป็นเพราะว่าเป็นงานศิลปะที่มีอารมณ์อย่างล้นเหลือ รวมทั้งภาษาสัญลักษณ์และความเป็นแอบสแทรกต์ แต่ที่ลงความเห็นเดียวกันอย่างไม่มีเฉไฉก็คือ ความชำนาญในการใช้เทคนิคเทมเปอราของเขานั้นปราศจากข้อกังขา

ปัจจุบัน ผลงานของแอนดริวมากมายอยู่ใน หอศิลป์ใหญ่ๆ ในอเมริกา ตั้งแต่ โมมา กรุงนิวยอร์ก หอศิลปะเมโทรโพลิแทน นิวยอร์ก หอศิลปะอเมริกันวิทนีย์ หอศิลป์ซินซินเนติ หอศิลป์สมิธโซเนียน รวมทั้งทำเนียบขาว

เหนือระดับของภาพถ่าย เซซิล บีตัน




นานๆ ที หอศิลป์คริส บีเทิลส์ แกลเลอรีในอังกฤษ ร่วมกับสถาบันซอเธอบีส์ จะมีโอกาสจัดนิทรรศการภาพถ่ายของช่างภาพชั้นแนวหน้าผู้ล่วงลับ เซซิล บีตัน โดยรวบรวมผลงานระดับมาสเตอร์พีซของช่างภาพชาวอังกฤษผู้เอกอุ ไม่ว่าจะเป็นภาพของ นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดัง อย่าง มาริลีน มอนโร หรือออเดรย์ เฮปเบิร์น คู่ศิลปินดูโอ กิลเบิร์ต โปรเอสช์ และจอร์จ พาสมอร์ รวมถึงพระบรมฉายาลักษณ์ของราชวงศ์อังกฤษ

นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายๆ ปี โดยได้รวบรวมผลงานระดับมาสเตอร์พีซของช่างภาพดังกว่า 70 ภาพ ซึ่งครอบคลุมในหลากหลายสาขาที่เขาเคยคลุกคลี และนับเป็นนิทรรศการครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยจัดแสดงผลงนของเซซิล

กิลส์ ฮักซ์ลีย์-พาร์เลอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายภาพถ่ายของหอศิลป์คริส บีเทิลส์ แกลเลอรี กล่าวว่า เซซิล บีตัน นับเป็นบุคคลสำคัญในวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ของอังกฤษ และของศตวรรษที่ 20 "เขาเป็นทั้งนักสร้างสรรค์และ ผู้จดบันทึกทางประวัติศาสตร์ เป็นทั้งช่างภาพ จิตรกร นักวาดภาพประกอบ นักเขียน ทั้งยังเป็นนักออกแบบฉากและเครื่องแต่งกายมือรางวัลออสการ์อีกด้วย"

เซซิล กลายเป็นศูนย์กลางแห่งแวดวงแฟชั่นตั้งแต่ทศวรรษที่ 1920 โดยผลงานโบแดงชิ้นแรกของเขาคือการสร้างชื่อเสียงให้ครอบครัวซิตเวลล์ (เอดิธ/ออสเบิร์ต และซาเชอเวลล์ ซิตเวลล์) ครอบครัวศิลปิน-นักเขียน ซึ่งช่างภาพคนดังได้ถ่ายทอดความไม่ธรรมดาของศิลปิน-นักเขียนรุ่นใหม่ทั้ง 3 คน รวมทั้งนักคิดอย่าง สตีเฟน เทนแนต์ ภายใต้คอนเซปต์ Bright Young Things ตีพิมพ์ในนิตยสารชั้นนำ ทั้ง Vogue, Tatler และ Vanity Fair

ผลงานของเซซิล ทำให้วงการการถ่ายภาพบุคคล รวมทั้งรูปแบบการถ่ายภาพแฟชั่น ต้องพลิกโฉมไปอย่างสิ้นเชิง โดยเปลี่ยนไปเป็นยุคซึ่งนิยมภาพถ่ายลักษณะที่เน้นความหรูหรา สง่างาม และสติปัญญาของช่างภาพ ในการดึงความเป็นตัวตนของคนที่อยู่ในภาพออกมาให้ดีที่สุด

ด้วยเพราะหลงใหลในความงาม เซซิล บีตัน จึงมักจะคิดถึงเครื่องประกอบฉากทุกครั้งในการถ่ายภาพ และ เนื่องเพราะมีประสบการณ์ด้านการออกแบบเสื้อผ้าและอุปกรณ์ประกอบฉากในละครเวทีมาก่อน เขาจึงได้นำสิ่งเหล่านี้เข้ามาใช้ในการถ่ายภาพคน โดยทดลองใช้วัสดุต่างๆ อย่างกระจก และข้าวของย้อนยุค รวมทั้งการจัดฉากแบบไม่ธรรมดาโดยอิงกับบุคลิกของผู้ที่เป็นแบบ

เขาเคยเป็นช่างภาพประจำนิตยสาร Vogue เวอร์ชันอังกฤษในปี 1931 ช่างภาพของ Vogue เวอร์ชันฝรั่งเศส จอร์กจ์ ออยนิเยน-อูเอน เดินทางมาอังกฤษ ทั้งคู่ได้ทำงานร่วมกันในโครงการ The Channel and the Atlantic อันเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของ ช่างภาพของ Vogue ทั้งสองประเทศออกมาเป็นผลงานที่เต็มไปด้วยสไตล์และไม่ธรรมดา

กล้องตัวแรกที่เซซิลใช้คือ โกดัก 3A รุ่นยืด หด และพับได้ (ลักษณะเหมือนแอกคอร์เดียน) เมื่อสถานะทางการเงินเริ่มมั่นคง เขาก็เริ่มเปลี่ยนมาใช้กล้องที่ดี เสถียรขึ้น อย่างกล้อง โรลลีเฟล็กซ์ ทั้งตัวใหญ่และเล็ก อย่างไรก็ตาม เซซิลไม่ได้สร้างชื่อจากเทคนิคในการถ่ายภาพ ทว่า เป็นการสร้างสไตล์ให้กับภาพและการ ดึงเอาบุคลิกของแบบออกมาอย่างเยี่ยมยอด

ในปลายทศวรรษที่ 1930 ชื่อของเซซิลก็ติดลมบนในฐานะช่างภาพชั้นนำ เขาเป็นมือหนึ่งในการถ่ายภาพคนดังและนักแสดงทั้งหลายของ ทั้งสองฟากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ดังกระทั่งสำนักพระราชวังอังกฤษก็ยังเมินไม่ได้ ต้อง ให้เป็นผู้บันทึกพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 และพระฉายาลักษณ์ของราชวงศ์อังกฤษพระองค์อื่นๆ ทั้งควีนมัม และเขานี่เองเป็นผู้บันทึกภาพประวัติศาสตร์ อย่างพิธีอภิเษกสมรสของดยุกและดัชเชสแห่งวินด์เซอร์ ฯลฯ

ในช่วงสงครามโลกครั้ง 2 แม้ว่าภาพถ่ายแนวหรูหราอาจจะดูซบเซา แต่เซซิลก็ยังได้โอกาสถ่ายภาพให้กระทรวงการสื่อสาร เป็นภาพชีวิตผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ทหารที่แนวหน้า ทั้งที่ประจำในและต่างประเทศ โดยมีภาพถ่ายชื่อดังเป็นรูปของเหยื่อสงครามวัย 3 ขวบ ไอลีน ดูน กับตุ๊กตาหมีของเธอ ขณะพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาล

หลังจากที่ภาพดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ อเมริกา ซึ่งขณะนั้นยังไม่เข้าร่วมในสงครามโลกครั้ง 2 ก็กระโจนเข้าสู่สนามรบในทันที

หลังสงครามนับว่าเขามีส่วนอย่างมาก ในการช่วยให้นักร้อง นักแสดง และศิลปินหลายคน โดดเด่นขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น มิก แจ็กเกอร์ มาริลีน มอนโร หรือแอนดี วอร์ฮอล แถมยังสร้างช่างภาพรุ่นหลังขึ้นมาเป็นตัวตายตัวแทน อย่าง เดวิด เบลีย์ และแองกัส แม็กบีน ซึ่งล้วนกลายเป็นช่างภาพแถวหน้าของวงการภาพถ่ายบุคคลและวงการแฟชั่นของอังกฤษ

ในปี 1972 เซซิลได้รับพระราชทานเครื่องราชฯ ชั้นอัศวิน หลังจากนั้น 2 ปี เขาเกิดเส้นเลือดในสมองแตก และร่างกายด้านขวาขยับไม่ได้เลย ระหว่างต้องนอนนิ่งๆ อยู่บนเตียง เขาพยายามเรียนการเขียนหนังสือและวาดภาพเช่นเดียวกับการถ่ายภาพด้วยมือซ้าย แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยช่วยอะไรเท่าไหร่ เขาจึงขายภาพระดับมาสเตอร์พีซให้สถาบันซอเธอบีส์ เพื่อที่จะนำเงินมาเลี้ยงดูตัวเองในบั้นปลาย โดยสถาบันประมูลชื่อดังเปิดประมูลภาพถ่ายของเขามาแล้ว 5 ครั้ง ครั้งแรกในปี 1977 และ ครั้งสุดท้ายในปี 1980 หลังจากที่เขาเสียชีวิต

รื่นรมย์ชมศิลปะคนเมือง

พอล บัลเมอร์ Cityscape

ขอตั้งตนเป็น "เวอร์ชวลคูเรเตอร์" (Virtual Curator) หรือ "ภัณฑารักษ์ตัวปลอม" จัดแสดงงานศิลปะแบบคนเมืองให้เยี่ยมชมกัน

ภาพแนว "ซิตีสเคป" (Cityscape) ก็เหมือนภาพแลนด์สเคป (Landscape) เพียงแต่ฉากที่ปรากฏบนภาพเป็นรูปของเมืองซึ่งเต็มไปด้วยตึกรามบ้านเรือน หรือบางครั้งก็เรียกอีกอย่างว่า ภาพทาวน์สเคป (Townscape) หากว่า "เมือง" มีขนาดเล็กลง

ศิลปินดังๆ ที่วาดภาพแนวซิตีสเคป มีตั้งแต่ กานาเลตโต แยน ฟาน เมียร์ อัลเฟรด ซิสเลย์ กามิลล์ ปิสซาโร โปล ซีญัค เอดูอาร์ด เลออน กอร์เตส อิสซาค อิสราเอล ฯลฯ

ภาพศิลปะแนว "ซิตีสเคป" เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับการเกิดขึ้นของเมือง ไม่ว่าจะเป็นภาพดรออิง จิตรกรรม ภาพพิมพ์ หรือภาพถ่าย ซิตีสเคปไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือเป็นเรื่องเฉพาะของสังคมเมืองสมัยใหม่เท่านั้น นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 เป็นต้นมา ก็เริ่มมีภาพ เฟรสโกฉากกรุงโรมสมัยนั้นชื่อ The Baths of Trajan ขณะที่ยุคกลางมีภาพพอร์เทรตและภาพทางศาสนาจำนวนมากที่มีฉากหลังเป็นเมืองใหญ่ และนับจากศตวรรษที่ 16–18 ก็มีภาพพิมพ์แผ่นทองแดงและภาพพิมพ์หินมากมายที่วาดเมืองในมุมสูง (Bird's Eye View) คล้ายวิธีคิดของการเขียนแผนที่

กลางศตวรรษที่ 17 ภาพแนวซิตีสเคปเริ่มปรากฏเด่นชัด กลายเป็น "รูปแบบ" ของการเขียนภาพอย่างหนึ่งในเนเธอร์แลนด์ โดยเฉพาะภาพ View of Delft (1660-1661) ของแยน ฟาน เมียร์ ที่สามารถสร้างชื่อเสียงของเมืองอัมสเตอร์ดัม ฮาร์เล็ม และเฮก ให้โด่งดังไปทั่วยุโรป

พอล บัลเมอร์ New York City
ขณะที่เมืองอื่นๆ ในยุโรปก็โด่งดังตามมาติดๆ ทั้งในอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ส่วนเมืองเวนิส ในอิตาลีนั้นเป็น "ซิตีสเคป" ที่พีกสุดๆ ในศตวรรษที่ 18 ไม่เพียงศิลปินท้องถิ่น อย่าง กานาเลตโต หรือโจวานนี อันโตโน กานาล และฟรันเชสโก กูอาร์ดี เท่านั้น แต่ภายหลังยังมีศิลปินจากนานาชาติไปสร้างชื่อสถานที่แห่งนี้ให้โด่งดังในงานศิลปะ โดยเฉพาะยอดจิตรกรอังกฤษ โจเซฟ มัลลอร์ด เทอร์เนอร์

ล่วงมาถึงศตวรรษที่ 19 ในยุคสมัยแห่ง อิมเพรสชันม์ ภาพซิตีสเคปเริ่มเน้นให้เห็นอารมณ์ความรู้สึก บรรยากาศ และความเคลื่อนไหวของชีวิตในเมือง เลยไปถึงเมืองที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เขตอุตสาหกรรม ตึกรามบ้านเรือน ทางรถไฟ ฯลฯ ล้วนกลายเป็นประเด็นที่บอกเล่าเอาไว้ในภาพซิตีสเคป ต่างจากศตวรรษที่ 20 ที่อิทธิพลแบบแอบสแทรกต์และคอนเซปชวลเข้ามามีอิทธิพล

ศิลปะในยุคศตวรรษที่ 21 ได้รับอิทธิพลจากหลากหลายยุคสมัยของศิลปะที่ผ่านมา ศิลปินแต่ละคนมีความเป็นปัจเจกที่จะเลือกถ่ายทอดมุมมองของตัวเองในเทคนิคและสไตล์หลากหลาย บ้างก็ผสมผสานแรงบันดาลอันมากมายเข้าด้วยกัน

วันนี้ขอนำเสนอศิลปินซีตีสเคปร่วมสมัย 2 ราย – พอล บัลเมอร์ ศิลปินชาวแอฟริกาใต้ที่ไปเติบโตยังประเทศออสเตรเลีย เขาจบโรงเรียนศิลปะในซิดนีย์ ก่อนที่จะไปต่อด้านกราฟฟิก ดีไซน์ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งซิดนีย์ หลังจากทำงานด้านการวาดภาพประกอบและโฆษณาทั้งในแอฟริกา ออสเตรเลีย และอเมริกาอยู่หลายปี ในที่สุดก็ตัดสินใจหันมาสร้างสรรค์งานศิลปะอย่างเต็มตัว

ความสนใจในศิลปะนำพาให้ชีพจรลงเท้าเขาไปยังยุโรป เขาตระเวนศึกษางานศิลปะทั่วยุโรป ตั้งแต่ศิลปะประเพณี ศิลปะแนวเรียลิสม์ ไปจนถึง แอบสแทรกต์ หลังศึกษาจนหนำใจ เขาย้ายไปปักหลักยังกรุงนิวยอร์ก ซึ่งชีพจรศิลปะแห่งยุคอยู่ที่นั่น

ผลงานของ ดิออน อาร์คิบัลด์
ในที่สุดซีรีส์ New York Cityscapes ก็คลอดออกมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสีสันที่จัดจ้าน รูปทรงของตึกที่แสดงความเป็นเมือง ล้วนโดดเด่นเตะตา นอกจากนี้ยังมีกลิ่นอายของความดิบแทรกอยู่ในภาพ ซึ่งแสดงเห็นถึงแรงบันดาลใจจากแอฟริกาและออสเตรเลียอันเป็นพื้นฐานวัยเด็กของเขา

ศิลปะที่ดูสวยงาม ไม่ได้มีความลึกซึ้งอะไรมากมาย ผลงานเล่นกับรูปทรง และดูโมเดิร์นมากๆ แสดงให้เห็นถึงการวางแผนของศิลปินที่มองถึงภาพรวมที่จะออกมาก่อนที่จะลงมือสร้างสรรค์ผลงาน

จากผลงานซิตีสเคปที่ดูล้ำสไตล์กราฟฟิกสุดขีด ข้ามมาชมฝีแปรงหนาๆ ที่ให้อารมณ์ผสมผสาน แบบอิมเพรสชันนิสม์นิดหน่อย ในผลงานของ ดิออน อาร์คิบัลด์

ดิออนสนใจศิลปะมาตั้งแต่เด็ก ขณะที่เด็กคนอื่นไปวิ่งเล่นสนุกสนาน เขากลับมาหาความหฤหรรษ์กับการหัดวาดรูป แน่นอนว่า ต้องเริ่มจากการดรออิง แต่เมื่อเขาได้จับสีน้ำมันเป็นครั้งแรกตอนอายุ 15 เขาเฝ้าแต่บอกตัวเองว่า นี่ไง... ใช่เลย!

จากความรักกลายเป็นความหลงใหล และสุดท้ายกลายเป็นปรารถนาแห่งชีวิต เขาทดลองนั่น ทดลองนี่ นอกจากจะตื่นเต้นกับเอฟเฟกต์ต่างๆ ที่ทำให้อารมณ์ของสีเปลี่ยนไปแล้ว เขายังมักจะตื่นตาตื่นใจกับการทดลองเทคนิคใหม่ๆ เสมอ

หลังจากเห็นผลงานของศิลปินร่วมสมัยชาวออสเตรเลีย เบรตต์ ไวต์ลีย์ ทำให้โลกทัศน์ของของเขาได้เปลี่ยนไป จากเดิมที่คิดแต่จะวาดภาพวิว ภาพชนบทไปเรื่อยๆ เบรตต์ทำให้เขาเห็นว่า ศิลปะมีอะไรมากกว่านั้น

ปาโบล ปิกัสโซ เป็นแรงบันดาลใจอย่างสูงให้เขาอีกคน เช่นเดียวกับวินเซนต์ ฟาน โกห์ "ปิกัสโซทำงานหลากหลายมาก เขามีพลังงานเหลือเฟือจริงๆ ผมจะเอาตาม ส่วนฟาน โกห์ผมก็ทึ่งในความทุ่มเทของเขา" เขาให้สัมภาษณ์เอาไว้

หลังจากการศึกษาด้านศิลปะจากเทฟ (TAFE) ในออสเตรเลียบ้านเกิด ก็เป็นเวลาที่จะต้องค้นหาตัวเอง ดิออนเห็นว่าคนที่ไม่ชอบงานของเขา ก็เหมือนกับอาจารย์ในวิทยาลัยที่มักจะมีแต่คำติมากกว่าคำชม ระหว่างสร้างสรรค์งานศิลปะไปด้วย เขาก็เข้ามหาวิทยาลัยไปเรียนต่อทางด้านประวัติศาสตร์และทฤษฎีทางศิลปะ ซึ่งเขาเชื่อว่ามีความสำคัญต่องานที่เขาจะสร้างสรรค์

ดิออนทำงานทั้งภาพสติลไลฟ์ ภาพพอร์เทรต แต่ที่โดดเด่นมากๆ ก็คือ ภาพแนวซิตีสเคป โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุด Istanbul (Cityscape) 2002 หลังจากประทับใจในเสน่ห์แห่งเมืองอิสตันบูลของตุรกี เขาก็สร้างสรรค์งานชุดนี้อย่างไม่ลังเล โดยโทนสีของเมืองนี้ถ่ายทอดตามความประทับใจของเขาในโทน สีฟ้า-เทา ครีม และเหลืองคาราเมล

ขณะที่ซิตีสเคปเมืองแห่งความประทับใจอีกเมืองคือ นิวคาสเซิล ในอังกฤษ (The Bench (Newcastle) 2002) โดยเมืองนี้ใช้สีที่โดดเด่นเป็นสีแดงกับสีน้ำเงิน

นอกจากสีสันที่โดดเด่นแล้ว เทกซ์เจอร์ในผลงานภาพซิตีสเคปสีน้ำมันของดิออน อาร์คิบัลด์ ก็เป็น เรื่องที่ต้องพูดถึง ฝีแปรงหนาๆ ที่ปาดลงในภาพ สร้างเป็นเลเยอร์และเทกซ์เจอร์ ซึ่งนับเป็นสไตล์ที่เป็น ซิกเนเจอร์ของเขาด้วย

"ผมไม่กังวลที่ภาพวาดจะแสดงให้เห็นอารมณ์ ณ ขณะนั้น ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องมีในงานศิลปะ" ดิออนทิ้งท้าย

วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ฮาเวิร์ด ไพลี นักวาดภาพประกอบศตวรรษที่ 19



นอกจากเป็นนักวาดภาพประกอบคนสำคัญแล้ว ฮาเวิร์ด ไพลี ยังเป็นนักเขียนหนังสือสำหรับเด็กที่โดดเด่น คนหนึ่ง

เขาเกิดที่วิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์ สหรัฐอเมริกา ไม่ปรากฏว่าเขาศึกษาเล่าเรียนศิลปะมาจากไหน ทว่าในปี 1894 เขาเริ่มสอนวาดรูปในสถาบันศิลปะ วิทยาศาสตร์ และอุตสาหกรรมเดร็กเซล (ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยเดร็กเซล) ที่ฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย พอปี 1900 ฮาเวิร์ดก็ได้ฤกษ์ตั้งโรงเรียนสอนศิลปะและการวาดภาพประกอบของตัวเอง ชื่อว่า โรงเรียนศิลปะภาพประกอบฮาเวิร์ด ไพลี (Howard Pyle School of Illustration Art)

ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นโรงเรียนแบรนดีไวน์ (Brandywine School) เมื่อศิลปินนักวาดภาพประกอบท้องถิ่นแบรนดีไวน์ อย่าง ครอบครัวไวเอธมาเข้าร่วม โดยได้ผลิตศิลปินที่มีชื่อเสียงออกมาหลายคน ไม่ว่าจะเป็น โอลีฟ รัช เอ็น. ซี. ไวเอธ แฟรงก์ ชูนโนเวอร์ เอเลนอร์ แอบบ็อตต์ แล้วก็ เจสซี วิลล์คอกซ์ สมิธ

ในปี 1883 ฮาเวิร์ดได้สร้างผลงานสุดคลาสสิก The Merry Adventures of Robin Hood ซึ่งยังมีการพิมพ์ออกจำหน่ายอยู่จนถึงทุกวันนี้ เช่นเดียวกับหนังสือที่เขาเขียน โดยส่วนมากจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับยุโรปในยุคกลาง เช่น King Arthur หนังสือชุด 4 เล่มเกี่ยวกับกษัตริย์อาร์เธอร์ และ Otto of the Silver Hand ฯลฯ

ฮาเวิร์ดเดินทางไปยังเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เพื่อที่จะศึกษาการวาดภาพเขียนผนัง ในขนบแบบการวาดภาพทางศาสนา ในปี 1910 แต่เรียนอยู่ได้ปีเดียว เขาก็เสียชีวิตจากโรคไตวายเฉียบพลัน

ผลงานส่วนใหญ่ของฮาเวิร์ด ไพลี มีให้ชมทั้งที่หอศิลป์แบรนดีไวน์และหอศิลป์เดลาแวร์ ส่วนที่เห็นในภาพนี้เป็นภาพวาดประกอบบางส่วนในชุด History of American People ทั้งหมด 22 ภาพ จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ประชาชน เนวิลล์ ในเบย์เคาน์ตี เมืองกรีนเบย์ รัฐวิสคอนซิน

ภาพประกอบชุดนี้เคยอยู่ในแบบเรียนประวัติศาสตร์อเมริกันชน และบทความในหนังสือฮาร์เปอร์ส ของ วู้ดโรว์ วิลสัน สมัยที่ยังสอนอยู่มหาวิทยาลัยพรินซ์สัน ก่อนจะได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา

ฮาเวิร์ดอาศัยเทคนิคโมโนโครม (ภาพโทนสีเดียวไล่เฉดขาว เทา ดำ) อันเป็นเทคนิคที่นิยมกันในภาพวาดสมัยยุโรปยุคกลาง และยังเป็นผลดีต่อการพิมพ์หนังสือ โดยสามารถพิมพ์ซ้ำได้หลายๆ ครั้ง

ระหว่างที่เขายังมีชีวิตอยู่ ฮาเวิร์ดได้การยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเรื่องของการเป็นนักวาดภาพประกอบ รวมทั้งจิตรกรมากฝีมือคนหนึ่ง โดยมีผลงานมากมายในนิตยสารและพ็อกเกตบุ๊กส์ ของค่ายฮาร์เปอร์สหลายฉบับ แม้กระทั่งจิตรกรร่วมสมัยเดียวกับเขา คือ วินเซนต์ ฟาน โกห์ ยังต้องพูดถึงฮาเวิร์ดในจดหมายถึงเธโอ พี่ชายของเขาเลย ...

"ผมชื่นชอบงานของเขาจริงๆ"

วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สติลไลฟ์สีจาง ของ จอร์โจ โมรันดิ



ถ้าให้จัดอันดับ 10 สุดยอดภาพเขียนของศิลปินศตวรรษที่ 20 ซึ่งคนมีรสนิยม (ดี) ทางศิลปะในโลกนี้ต้องการเป็นเจ้าของ 1 ใน 10 ภาพนั้นจะต้องบรรจุ รายนามของ ภาพสติลไลฟ์ (Still Life) ฝีมือศิลปินอิตาเลียน จอร์โจ โมรันดิ เอาไว้ อย่างแน่นอน

ศิลปินระดับมาสเตอร์ของศตวรรษที่ 20 โด่งดังไม่แพ้ โปล เซซาน และ ฌอง-บัปติสต์ ซิเมยง ชาร์แดง โดยเฉพาะภาพสติลไลฟ์และแลนด์สเคป

เขาเกิดในปี 1890 ที่เมืองโบโลนยาของอิตาลี มีพรสวรรค์ทางด้านศิลปะตั้งแต่ยังเด็ก และได้รับการศึกษาในสถาบันศิลปะชั้นดี อย่าง อะคาเดเมีย ดิ แบลเล อาร์ติ ผลงานในช่วงแรกๆ ที่จอร์โจผลิตออกสู่โลกศิลปะแสดงชื่อชั้นของเขาให้เห็นความสามารถระดับยอดศิลปินแห่งยุค อย่าง โปล เซซาน และมีแนวโน้มจะข้ามไปสู่คิวบิสม์ ด้วยกลิ่นอายในสไตล์แบบฟิวเจอริสม์

ในปี 1914 จอร์โจได้งานสอนวาดรูปให้เด็กประถมในโบโลนยา ซึ่งเขาทำอยู่จนกระทั่งปี 1929 ปัจจุบันสตูดิโอของเขาในโรงเรียนประถมแห่งดังกล่าว จัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงบรรยากาศการทำงานสอนหนังสือของจิตรกรชาวอิตาเลียนเลื่องชื่อรายนี้ด้วย

จอร์โจถูกเกณฑ์เข้าไปเป็นทหารในปี 1915 แต่ได้รับบาดเจ็บจนต้องกลับมารักษาตัว และไม่สามารถกลับไปรับใช้ชาติได้อีกต่อไป ระหว่างนั้น เขากลับมาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอย่างจริงจังอีกครั้ง

จอร์โจไม่วาดอะไรนอกจากสติลไลฟ์ ผลออกมาเป็นภาพซึ่งมีรายละเอียดที่เหมือนจริงน้อยลงทุกที ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดในภาพ สีสัน หรือการจัดวางองค์ประกอบของภาพ แทนที่จะเป็นภาพเหมือนสิ่งของหรือผลไม้อย่างที่เคยเห็นกัน กลายเป็นภาพที่แสดงรูปทรง โครงร่าง ในสีสันอันซีดจาง อันเป็นสไตล์ที่ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร

ภายหลัง จอร์โจ โมรันดิ เปลี่ยนมาทดลองวาดภาพในแนวเมตาฟิสิคอล อันเป็นความเคลื่อนไหวทางศิลปะที่สำคัญในสายเซอร์เรียลลิสม์ของศิลปะอิตาเลียน ที่เรียกว่า ปิตตูรา เมตาฟิสิกา (Pittura Metafisica) เป็นลักษณะภาพเหนือจริงที่ให้บรรยากาศเหมือนอยู่ในความฝัน ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ต่างจากภาพสติลไลฟ์สีหม่นปนเทาของเขาสักเท่าไร

จอร์โจเป็นศิลปินคนสำคัญในเทศกาลโนเวเชนโต อิตาเลียโน ในปี 1926 และ 1929 แต่ที่โดดเด่นกว่าก็คือ ผลงานที่รวมกลุ่มกับศิลปินท้องถิ่น สตราปาเอเซ เมื่อปลายทศวรรษที่ 1930 ณ ยุครุ่งเรืองของรัฐบาลฟาสซิสต์

ระหว่างปี 1930–1956 จอร์โจ โมรันดิ เป็นศาสตราจารย์ด้านภาพพิมพ์หินอยู่ที่อะคาเดเมีย ดิ แบลเล อาร์ติ ที่เดียวกับที่เขาจบการศึกษา ในปี 1948 เขาได้รับรางวัลทางด้านภาพเขียนเป็นครั้งแรกในชีวิต จาก เวนิซเบียนนาเล

จอร์โจเดินทางไปปารีสครั้งแรกในปี 1956 แม้จะเคยได้รับการเชื้อเชิญจากศิลปินฝรั่งเศสบ่อยครั้ง โดยเฉพาะจาก โปล เซซาน และ อองรี รุสโซ ที่ชื่นชอบผลงานของเขา และปีต่อมาเขาได้รางวัลสูงสุดของเทศกาลศิลปะเซาเปาโล เบียนนาเล ไปอีกรางวัล

ตลอดชีวิตบนเส้นทางศิลปะ เขาสร้างสรรค์ภาพสติลไลฟ์และแลนด์สเคปไว้มากมาย พอๆ กับภาพที่เรียกว่าเป็นงาน "หาเลี้ยงชีพ" โดยเป็นภาพพิมพ์หิน กับอีกส่วนน้อยที่เป็นภาพพอร์เทรต

สิ่งที่โดดเด่นมากในภาพสติลไลฟ์ของเขาก็คือการเล่นกับโทนสี รูปทรง และ องค์ประกอบที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทำให้ภาพของเขาดูน่าสนใจ มากไปกว่าการเป็นแค่ขวดและแจกันใบเดิมๆ

สไตล์ของศิลปินอิตาเลียนคนดัง มีอิทธิพลเป็นอย่างมากในการนำไปสู่ความเคลื่อนไหวทางศิลปะที่เรียกว่า มินิมัลลิสม์ (Minimalism) ในเวลาต่อมา