วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

แยน ฟาน เดอร์ ฮีย์เดน ดา วินชี แห่งฮอลแลนด์


เมื่อไม่นานมานี้ มีการจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในรอบ 70 ปี ของศิลปินชาวดัตช์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น "Dutch Da Vinci" หรือ ดา วินชี ชาวดัตช์ขึ้นที่ หอศิลป์ริกส์มิวเซียม กลางกรุงอัมสเตอร์ดัม นับจากปี 1937 ที่มีการจัดแสดงงานของศิลปินผู้นี้เป็นครั้งสุดท้าย

เหตุที่ แยน ฟาน เดอร์ ฮีย์เดน ได้รับการยกย่องประหนึ่งจิตรกรเอกของโลก อย่าง ลีโอ นาร์โด ดา วินชี ก็เป็นเพราะว่า เขาคือศิลปินที่ โดดเด่นที่สุดในศตวรรษที่ 17 โดยผลงานระดับมาสเตอร์พีซของเขา ถ่ายทอดภาพบ้านเมืองและภาพชีวิตของชาวดัตช์ในยุคนั้นออกมาทางภาพแลนด์สเคป โดยเฉพาะในช่วงที่ แยน มีชีวิตอยู่ (ระหว่าง 1637-1712) นั้น ภาพแลนด์สเคปของแยนได้บันทึกเหตุการณ์บ้านเมืองเนเธอร์แลนด์ในช่วงยุคทองเอาไว้มากมาย ภาพศูนย์กลางเมืองในอดีต รวมถึงทัศนียภาพ คู คลองต่างๆ นอกจากจะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังเป็นงานจิตรกรรมที่ประเมิณค่าไม่ได้

สิ่งที่ทำให้ แยน ฟาน เดอร์ ฮีย์เดน มีส่วนพ้องกับ ลีโอนาร์โด ดา วินชี อีกอย่างก็คือ การที่เขาเป็นนักประดิษฐ์ที่ประสบความสำเร็จด้วย ซึ่งจุดนี้ทำให้แยนกลายเป็นเศรษฐี โดยสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างชื่อให้เขาก็คือ อุปกรณ์ดับเพลิง ที่ช่วยให้พนักงานดับเพลิงสามารถรับมือกับเพลิงไหม้บ้านที่สร้างไม้ได้อย่างรวดเร็ว ทันเวลา นอกจากนี้ เขายังเป็น ผู้ออกแบบโคมไฟ ซึ่งปัจจุบันยังคงประดับประดาถนนในกรุงอัมสเตอร์ดัมให้สวยงาม และสว่างไสว

"ไฟ" นี่เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้ชาวดัตช์รุ่นหลัง นำภาพเขียนสำคัญของแยนมาจัดนิทรรศการเดี่ยว "Fire!".

ณ ปัจจุบันมีอาคารไม้โบราณยังคงเหลือสืบทอดมาถึงลูกหลานชาวดัตช์เพียง 2 หลังเท่านั้น ภาพวาดเมืองเก่าจำนวนมากของแยน ฟาน เดอร์ ฮีย์เดน จึงมีคุณค่าอย่างมากต่อคนรุ่นหลังๆ ซึ่งภาพในชุดที่จัดแสดง นอกจากจะเป็นอาคารไม้ และอาคารอื่นๆ ที่สวยงามและทรงคุณค่า ยังมีภาพ ดรอว์อิง และเพนติงส่วนหนึ่งที่เล่าเรื่องเหตุการณ์สำคัญ อย่าง การเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในกรุงอัมสเตอร์ดัมด้วย

สำหรับในการทำงานแลนด์สเคป แยน มี แบบอย่างเป็นจิตรกรชาวเวนิซ (อิตาเลียน) อย่าง กานาเล็ตโต (โจวานนี อันโตโน กานาล) ซึ่ง วาดภาพแทบทุกกระเบียดนิ้วของกรุงเวนิซเอาไว้ เช่นเดียวกับภาพเมืองเก่าแห่งอัมสเตอร์ดัมแทบ ทุกมุมมอง ที่บันทึกเอาไว้ใต้ปลายพู่กันของ แยน ฟาน เดอร์ ฮีย์เดน ซึ่งในนิทรรศการเดี่ยว 70 ดังกล่าว ที่จัดวางตามผังเมืองหลวงของ เนเธอร์แลนด์นั้น สังเกตได้ว่า แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย ยกเว้นตึกรามบ้านช่องหลายแห่ง ที่หายไปในกองเพลิง

แยน ฟาน เดอร์ ฮีย์เดน เป็นศิลปินในยุค บาโร้ก จะว่าไปแล้ว การวาดภาพเหมือนจะเป็น งานอดิเรก หรือสิ่งที่เป็นส่วนประกอบในงาน นักประดิษฐ์ และงานออกแบบเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ของเขาเสียมากกว่า เขาหัดวาดภาพส่วนหนึ่งก็เพื่อที่จะวาดเขียนเป็น และสามารถออกแบบ สิ่งประดิษฐ์ที่ต้องการออกมาได้ดั่งใจ

ด้วยความที่เขามีวิญญาณของศิลปิน และสถาปนิกอยู่ในตัว ทำให้เขาเริ่มจากการเพนต์อาคาร ก่อนที่จะมาสนใจบันทึกสิ่งเหล่านั้นลงบนผืนผ้าใบ

แยน ยังเป็นนักเดินทาง นอกจากอาคารสวยๆ ในอัมสเตอร์ดัมที่เขาบันทึกเอาไว้ในภาพจิตรกรรม เขายังได้วาดอาคาร สถานที่ รวมทั้งโบสถ์วิหาร ที่งดงามหลายแห่ง ในกรุงเฮก และเกนต์ของ เนเธอร์แลนด์ รวมทั้ง บรัสเซลส์ ของเบลเยียม แถมยังข้ามแม่น้ำไรน์ ไปวาดรูปของเมืองซานเทน และโคโลญ ที่เยอรมนีอีกด้วย

สิ่งที่ปรากฏในภาพเป็นแนวเสมือนจริง ตั้งแต่ท้องฟ้า เมฆ แสงอาทิตย์ที่ทาบทามายังอาคารสถานที่ รวมทั้ง ผู้คนที่อยู่ในภาพนั้นดูราวกับมีชีวิต และเคลื่อนไหวได้ คล้ายกับการจำลองชีวิตจริงๆ เอาไว้ในจิตรกรรมแต่ละชิ้นทีเดียว

ในนิทรรศการ Fire! นั้น ปีเตอร์ โรลอฟส์ ภัณฑารักษ์ของริกส์มิวเซียม บอกว่า ได้พยายามรวบรวมผลงานที่ดีที่สุดของแยน ฟาน เดอร์ ฮีย์เดน ที่จะสามารถหาได้จากทั่วโลกมารวมเอาไว้

ฌอง-บัปติสต์-กามิลล์ โกโรต์ ต้นตำรับ ภาพแลนด์สเคป



ในวัย 26 ปี ฌอง-บัปติสต์-กามิลล์ โกโรต์ ตัดสินใจทิ้งอาชีพเดิมที่ทำอยู่ เพื่อมาเป็นจิตรกร และก็สามารถสร้างความตื่นตะลึงให้วงการในทันใด ด้วยภาพเขียนแลนด์สเคปอันโดดเด่น จนกลายเป็น 1 ใน 5 หรือ 6 จิตรกรสาขาแลนด์สเคป ที่โลกต้องจารึก ร่วมกับ เมียนเดิร์ต ฮอบเบมา (ดัตช์) โคล้ด ลอร์แรน (ฝรั่งเศส) จอห์น มัลลอร์ด วิลเลียม เทอร์เนอร์ (อังกฤษ) จอห์น คอนสเตเบิล (อังกฤษ)

ฌอง เกิดที่กรุงปารีส ในปี 1796 ณ บริเวณที่ขณะนี้อยู่ติด หอไอเฟล ครอบครัวของเขาเป็น ขุนนาง และไม่ชื่นชมกับพรสวรรค์ในด้านศิลปะของเขาเท่าไรนัก

ตลอดทั้งชีวิต ฌองไม่เคยมีความรู้สึกต้องการทำอะไรเพื่อเงินมาก่อน หลังจบการศึกษาที่เมืองโครน เขาก็เข้ารับการฝึกให้เป็น พ่อค้า ทว่าเขารังเกียจเล่ห์กลโกงในแวดวงธุรกิจ และเมื่อบิดาของเขาเห็นชอบด้วยเขาจึงเบนเข็มไปฝึกฝนทางด้านศิลปะทันที

ฌองอาศัยอยู่ในกรุงปารีส ทว่าเขาเดินทางไปทั่วประเทศฝรั่งเศส เพื่อสเกตช์ภาพธรรมชาติ และนำกลับมาวาดให้สำเร็จเป็นรูปภาพ ณ สตูดิโอของเขา นอกจากการเดินทางไปทั่วฝรั่งเศสแล้ว เขายังไปเยือนอังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ และอิตาลีหลายต่อหลายครั้ง ตลอดระยะเวลาของชีวิต มีคนเดียวที่คอยวิพากษ์วิจารณ์งานภาพเขียน ของเขา และทำให้องยอมรับได้ นั่นคือ อาชิลล์-เอตนา มิชัลยง ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนและอาจารย์ แม้ว่าเขาจะไม่ได้เรียนอย่างเป็นแบบแผนมากนัก แต่อาศัยการศึกษาด้วยตัวเองมากกว่า

ฌองไม่เคยรู้สึกสบายเนื้อสบายตัวเมื่ออยู่บ้านในกรุงปารีส ด้วยเพราะอุดมคติที่ได้มาจากโรงเรียนสอนศิลปะแลนด์สเคป บาร์บิซง (โรงเรียนสอนศิลปะแลนด์สเคปอย่างไม่เป็นทางการ) ซึ่งนิยมจะหนีออกไปชื่นชมกับ ทิวทัศน์ในชนบทมากกว่าสังคมเมือง นอกจากนี้ เขายังนิยมขนบในโรงเรียนสอนศิลปะฝรั่งเศส มากกว่าอังกฤษ และฮอลแลนด์ ที่เริ่มจะเฟื่องฟูขึ้นในยุคนั้น

เขาไม่เคยหยุดสร้างสรรค์องค์ประกอบภาพ ขึ้นจากภาพสเกตช์ธรรมชาติที่ได้มาจากที่ต่างๆ จนกระทั่งทำให้เกิดเป็นภาพเขียนทิวทัศน์ หรือภาพแลนด์สเคปที่เป็นต้นแบบของศิลปะสมัยใหม่ ที่ดูแล้วคล้ายบทกวีมากกว่าที่จะเขียนเรื่องราวความเป็นไปของชีวิตที่เกิดขึ้นจริงๆ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง

ฌอง-บัปติสต์-กามิลล์ โกโรต์ เริ่มจัดแสดงงานของเขาในซาลงต่างๆ ตั้งแต่ปี 1827 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยเพราะรูปแบบ ที่แตกต่างจากศิลปินท่านอื่นๆ ผู้คนได้ย้อน รำลึกถึงภาพที่มีลักษณะเป็นแบบแผนเช่นในยุคโรแมนติก ภายใต้เทคนิคร่วมสมัย ที่สามารถสร้างสรรค์ภาพออกมามีความนุ่มนวล ในขณะเดียวกันก็มีการสร้างคอนทราสต์ในภาพด้วยการใช้แสงจ้า ดึงความสนใจกลายเป็นจุดเด่นของ ภาพเขียน

ในช่วงปลายของชีวิตจิตรกรเอก เริ่มสนใจวาดภาพแลนด์สเคปในแนวจินตนาการ มากยิ่งขึ้น คล้ายกับว่าได้หลุดเข้าไปอยู่ในโลก ของเทพนิยาย นอกจากนี้ ภาพนู้ดของผู้หญิงก็เต็มไปด้วยจินตนาการคล้ายเธอไม่มีอยู่จริง ผลงานในช่วงปลายของเขาไม่ค่อยเป็นที่นิยม มากนัก หากเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินรุ่นหลัง ที่ชื่นชอบวาดภาพแนวแลนด์สเคป

ขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ ฌองไม่เพียงได้การยอมรับในฐานะศิลปินผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น หากเขา ยังได้รับขนานนามว่า เป็นคนที่มีจิตใจดีมากๆ คนหนึ่ง นอกจากจะคอยให้ความช่วยเหลือภรรยาม่ายของ ฌอง-ฟร็องซัวส์ มิลเยต์ เพื่อนของเขา ที่โรงเรียนบาร์บิซงแล้ว เขายังยกกระท่อมหลังหนึ่งให้ ออนอเร โดมีเยร์ ที่ตาบอดและช่วยตัวเองไม่ได้อีกด้วย

หลังจากที่เขาเปลี่ยนแนวในการวาดภาพ และเริ่มไม่ได้การยอมรับ ไม่นานเขาก็เสียชีวิต ที่กรุงปารีส โดยร่างของเขาได้รับการฝังอยู่ที่สุสานแปร์ ลาแชส

ตำนานของเขายังไม่จบลงง่ายๆ ยังมีกลุ่มคนที่ดำเนินรอยตามวิธีการวาดภาพแลนด์สเคป โดยการเรียนด้วยตัวเอง ชื่อว่า กลุ่มนักเรียน โกโรต์ ต่อมาอีกหลายยุคหลายสมัย

แสงเงา ใน ภาพถ่าย ลูเซียง เคลิร์ก



ลูเซียง เคลิร์ก อายุเพียง 15 ปี ขณะที่เขาเริ่มต้นชีวิตการเป็นช่างภาพอาชีพในปี 1953 โดยบุคคลที่เขาถ่ายภาพให้เป็นคนแรก ก็คือ ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ชาวสเปน ปาโบล ปิกัสโซ โดยถ่ายทำกันที่โรมันอารีน่า ณ เมืองอาร์กเลส ประเทศฝรั่งเศส บ้านเกิดของลูเซียงเอง

ความสนิทสนมของเขาต่อศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 ผู้นี้ ดำเนินมาตลอดระยะเวลาแห่งชีวิตของยอดศิลปินในปี 1973

อาชีพช่างภาพของลูเซียง เคลิร์ก ดำเนินไป ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไรก็ดี ในปี 1955 เขาพลิกวิกฤต ให้เป็นโอกาส ด้วยการถ่ายภาพซีรีส์คนรุ่นใหม่ หัวก้าวหน้า โดยมีฉากหลังเป็นซากปรักหักพังของเมืองอาร์กเลส ที่นับว่าเสียหายอย่างยิ่งในสงครามมหาเอเชียบูรพา ถึง 1,500 ภาพ ซึ่งทำให้เขาเป็นที่จับตาในฐานะคลื่นลูกใหม่ไปด้วย

ปีต่อมา ลูเซียงเริ่มถ่ายสิ่งที่เขาอยากจะถ่าย ผลงานที่มีชื่อเสียงของเขา ได้แก่ ภาพนู้ดชายทะเล ซึ่งแสงเงาในภาพถ่ายของเขาทำให้เอวองค์ของหญิงสาวนั้นกลมกลืนราวกับเป็นเนินทรายของชายหาด

Corps Memorables หนังสือรวมภาพถ่ายนู้ดชายทะเลของเขาออกมาในปี 1957 ในเล่มมีบทกวีของ ปอล เอลูอารด์ ประกอบภาพให้อ่านเพลิน

หลังจากนั้น ลูเซียงหันไปทดลองถ่ายภาพสิ่งอื่นๆ ที่เขาสนใจ อย่าง การชนวัว ถ่ายภาพสัตว์ตาย รวมทั้งดินแดนอันรกร้างของแคว้นโปรวองซ์ กระทั่งปี 1970 เขากลับมาถ่ายภาพนู้ดอีกครั้ง คราวนี้ฉากหลังเป็นป่า ดูเหมือนภาพนู้ดจะกลายเป็นสิ่งที่เขาสนใจและกลายเป็นสัญลักษณ์ของเขาไปแล้ว ในปี 1975 เขาเปลี่ยนฉากหลังเป็นเมืองต่างๆ โดยเฉพาะเมืองที่ดูทันสมัย ซึ่งลูเซียงอาศัยภาพสะท้อนของอาคารกระจก และพื้นผิวโลหะสร้างเมืองที่ดูคล้ายกับจินตนาการ

การได้รู้จักคบหากับ ปาโบล ปิกัสโซ มีส่วนช่วยลูเซียงมากทีเดียว นอกจากปาโบลจะแนะนำเขามากมายในมุมมองของการถ่ายภาพแล้ว ยังแนะนำให้เขาได้รู้จักกับศิลปินร่วมสมัยชาวฝรั่งเศส อย่าง อง ค็อกโต ซึ่งทำให้ทั้งคู่ได้ร่วมงานกันแถมยังได้สร้างเครือข่ายศิลปินด้วยกันออกไป อีกมาก

ลูเซียง เคลิร์ก เข้าเรียนวิชาดนตรี และต่อปริญญาเอกทางด้านภาษาฝรั่งเศส ณ มหาวิทยาลัยโปรวองซ์ ในมาร์กเซยล์ส หลังจากนั้นเขาเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยแห่งโปรวองซ์และในนิวยอร์ก นอกจากนั้น เขายังสอนและจัดเวิร์กช็อปวิชาถ่ายภาพให้กับหน่วยงานต่างๆ ทั่วโลก พร้อมๆ ไปกับการแสดงผลงานงานเดี่ยวกว่า 120 นิทรรศการ รวมทั้งที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย หรือโมมา และพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งกรุงนิวยอร์ก หรือเดอะ เม็ต เช่นเดียวกับที่ โมเดิร์น มูซีต กรุงสต็อกโฮล์ม ศูนย์ศิลปะ ร่วมสมัยปอมปิดู กรุงปารีส สถาบันศิลปะ กรุงชิคาโก อิล ดาฟรัมมา ในมิลาน ชาได แกลเลอรี ในโตเกียว ฯลฯ

เขาได้ร่วมงานถ่ายภาพยนตร์ของ ฌอง ค็อกโต เรื่อง Le Testamend d'Orphee โดย ในปี 1965 ลูเซียง เริ่มสร้างภาพยนตร์อาร์ตผลงานตัวเอง โดยมีผลงาน อย่าง Manitas de Plata (1968), Picasso, de Guernica aux Mousquetaires (1969) และ La Foret Calcinee (1970) ออกมา

ในปี 1969 ลูเซียงก่อตั้งแผนกภาพถ่าย ที่พิพิธภัณฑ์เรตตู ในอาร์กเลส บ้านเกิดของตัวเอง ร่วมกับ ชี. แอม. รูแกตต์ ด้วยหวังให้เป็น ศูนย์กลางแห่งศิลปะภาพถ่ายของโลก โดยได้จัดเทศกาลแห่งภาพถ่าย เทศกาล Les Recontres Internationales de la Photographie ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนความตั้งใจของเขา

ลูเซียงได้ชื่อเป็นผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของเทศกาลศิลปะนานาชาติเมืองอาร์กเลส พร้อมๆ กับการฉลอง 30 ปีในการก่อตั้งแผนกภาพถ่ายขึ้นที่พิพิธภัณฑ์เรตตู และเทศกาลภาพถ่ายนานาชาติ Les Recontres Internationales de la Photographie ในปี 1999

นอกจากรางวัลเชิดชูเกียรติของประเทศฝรั่งเศสแล้ว เขายังได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติระดับท้องถิ่นจากเมืองอาร์กเลสในปี 2003 อันเป็นรางวัลที่มอบให้ในนามของกระทรวงวัฒนธรรม สืบเนื่องมาตั้งแต่ ปี 1802 ในสมัยจักรพรรดิ นโปเลียน โดยช่างภาพร่วมสมัยที่ได้รางวัลนี้มีไม่มากนัก อย่าง อองรี การ์ติเยร์-เบรสซง และ อองเดร แคร์กเตสซ์

เทศกาล Les Recontres Internationales de la Photographie ปัจจุบันเป็นเทศกาลแสดงภาพถ่ายที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

ทิวทัศน์แห่งเวนิซ ของ จอห์น มอลลอร์ด วิลเลียม เทอร์เนอร์





ผลงานมาสเตอร์พีซของ จอห์น มลลอร์ด วิลเลียม เทอร์เนอร์ ทำลายสถิติในการประมูลของสถาบันคริสตีในกรุงนิวยอร์กด้วยมูลค่า 35,856,000 เหรียญสหรัฐ

นอกจากจิตรกรรมชื่อ Giudecca, La Donna della Salute และ San Giorgio อันเป็นภาพทิวทัศน์บริเวณแกรนด์ คาแนล ในกรุงเวนิซ จะเต็มไปด้วยความงามแล้ว ส่วนหนึ่งที่ราคาได้พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์นั้น ก็เนื่องเพราะภาพเขียนชุด ดังกล่าวไม่ได้ออกสู่สายตาสาธารณชนมาเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว

ผู้ที่นำภาพเขียนชุดนี้ออกมาขายให้สถาบันคริสตี ได้แก่ สมาคมเซนต์ฟรานซิส ออฟ อัสซีซี ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่เก็บงานสะสมของชาวยุโรปเอาไว้ตั้งแต่ทศวรรษที่ 90 และคอลเลคชั่นเวนิซของ เจ.เอ็ม.ดับเบิลยู. เทอร์เนอร์ นับว่าสมบูรณ์แบบ ที่สุด โดยเป็นชิ้นงานที่เคยนำออกแสดงที่รอยัล อคาเดมี ออฟ อาร์ต ในกรุงลอนดอนเมื่อปี 1841

ณ เวลานั้น Giudecca ได้รับคำชื่นชมมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของความรุ่มรวยแห่งสีสัน เป็นภาพเขียนที่โดดเด่น เต็มไปด้วยจินตนาการและชีวิตชีวา น่าชมเชยเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อสถาบันคริสตีได้ภาพนี้มา และประกาศออกไปว่าจะมีการประมูล ก็ได้เสียงตอบรับจากบรรดานักสะสมศิลปะมากมาย "นี่เป็นคอลเลคชั่นภาพเขียนที่ยอดเยี่ยม" นิโคลัส ฮอลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายศิลปะมาสเตอร์พีซนานาชาติของสถาบันคริสตีกล่าวอีกว่า คอลเลคชั่น�ังกล่าวเป็นภาพเขียนที่หายาก "ไม่แปลกเลยที่จะทำลายสถิติการประมูลภาพเขียนทั้งหลาย นอกจากนี้ ในความคิดเห็นส่วนตัวของผม เทอร์เนอร์ก็เป็นหนึ่งในสุดยอดจิตรกรชาวอังกฤษด้วย"

หลังจากที่นำออกแสดงที่รอยัล อคาเดมี ออฟ อาร์ต ในกรุงลอนดอนในปี 1841 ภาพเขียนสีน้ำมันชื่อ Giudecca ในชุดดังกล่าวของ เจ.อ็ม.ดับเบิลยู. เทอร์เนอร์ ก็เปลี่ยนเจ้าของไป 9 ครั้ง โดยครั้งแรกขายไปในราคา 250 กีนี ให้ เอลฮานาน บิกเนลล์ ในปี 1841 ก่อนที่จะถูกขายกลับมายังสถาบัน คริสตีในปี 1863 ในมูลค่า 1,650 กีนี

ต่อมาปี 1897 สถาบันคริสตีได้ขายให้เซอร์โดนัลด์ เคอร์รี ไปในราคา 6,800 กีนี และหลานของเขาได้ขายให้วิลเลียม วู้ด พรินซ์ ไปในปี 1959 ผ่านทางแอ็กนิว เอเยนซี โดยไม่มีใครทราบตัวเลขในการซื้อขาย และภาพดังกล่าวก็กลับมายังแอ็กนิวอีกครั้งในปี 1992 และถูกขายให้กับนักสะสมผู้ไม่ประสงค์ออกนามท่านหนึ่ง โดยภายหลังได้นำไปบริจาคให้สมาคมเซนต์ฟรานซิส ออฟ อัสซีซี

จอห์น มอลลอร์ด วิลเลียม เทอร์เนอร์ นับว่าเป็นจิตรกรนักวาดภาพแลนด์สเคปที่ดีที่สุดคนหนึ่งของโลก ผลงานของเขาโดดเด่นขนาดได้แสดงนิทรรศการในรอยัล อคาเดมีตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น ทั้งชีวิตเขาทุ่มเทให้งานศิลปะ ต่างจากศิลปินรุ่นเดียวกันในบ้านเกิด นั่นเป็นสาเหตุให้มีจิตรกรชาวอังกฤษไม่มากมายนักที่มีชื่อสียงในระดับนานาชาติ

เทอร์เนอร์ เกิดในลอนดอนเมื่อปี 1775 บิดาของเขาเป็นช่าง ตัดผม มารดาเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็กมาก เขาได้รับการศึกษาในระบบเพียงเล็กน้อย ศิลปะเป็นอย่างเดียวที่เขามีโอกาสศึกษาด้วยตัวเอง พออายุเพียง 13 ปี เขาก็เริ่มเขียนรูปอยู่ที่บ้าน นำออกแสดงและขายในร้านตัดผมของบิดานั่นเอง

ขณะที่เทอร์เนอร์อายุ 15 ปี เขาก็ได้รับเกียรติอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยได้รับเชิญให้ไปแสดงงานที่รอยัล อคาเดมี และอีก 3 ปีต่อมาเขาก็มีสตูดิโอวาดภาพเป็นของตัวอง เขามีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังได้รับเลือกให้เข้าไปนั่งในรอยัล อคาเดมีตั้งแต่อายุยังน้อยอีกด้วย โดยในปี 1802 เทอร์เนอร์ก็กลายเป็นสมาชิกเต็มตัวของรอยัล อคาเดมี ด้วยวัยเพียง 27 เท่านั้น ก่อนที่เขาจะออกเดินทางไปทั่วยุโรป

ความงดงามของทิวทัศน์ในกรุงเวนิซเป็นแรง บันดาลใจให้เขาสร้างสรรค์ผลงานออกมามากมาย โดยเขาไปที่นั่นเพื่อศึกษาความเปลี่ยนแปลงของทะเลและท้องฟ้าในทุกฤดูกาล นอกจากนั้น เขายังต้องศึกษาเรื่องโครงสร้างทางภูมิศาสตร์และวาดออกมาเป็นรูปกราฟฟิก เขาอยู่ที่เวนิซเป็นปีๆ พร้อมกันนั้นก็ได้สร้างสรรค์เทคนิคในการวาดภาพของตัวเองขึ้น โดยนำความรู้สึกแสนโรแมนติกและ เจิดจ้าของเขาถ่ายทอดลงไปในภูมิประเทศที่เขาเห็นจริงจดออกมาเป็นชิ้นงานที่โดดเด่น

เมื่อเขาอายุมากขึ้นดูเหมือนจะเริ่มกลายเป็น คนเพี้ยนๆ และแปลกแยก เขาไม่เคยมีเพื่อนสนิท ในชีวิตของเขามีแต่บิดา ซึ่งเขาอยู่ด้วยเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี เทอร์เนอร์ไม่อนุญาตให้ใครอยู่ด้วยเวลาที่เขาวาดภาพ และพักหลังๆ เขาก็เริ่มใช้ชีวิตออกห่างจากสังคมเรื่อยๆ เขาปฏิเสธที่จะเข้าประชุมในรอยัล อคาเดมี บางคนแทบไม่เจอเขาเป็นเดือนๆ เขายังคงเดินทาง...คนเดียว และจัดนิทรรศการภาพเขียนเป็นครั้งคราว แต่มักปฏิเสธ ที่จะขายรูป คราวใดที่เขาถูกตื้อให้ขายไปสักรูปหนึ่ง เขาจะดูหดหู่ไปเป็นสัปดาห์ทีเดียว

ในปี 1850 เทอร์เนอร์แสดงงานภาพเขียนครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นอยู่ดีๆ เขาก็หายไปจากบ้าน คนดูแลบ้านพยายามตามหาเขาอยู่เป็นเดือนๆ ในที่สุดก็ไปพบเขาอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งในเชลซี และป่วยหนักโดยไม่มีใครดูแล

จอห์น มอลลอร์ด วิลเลียม เทอร์เนอร์ เสียชีวิตเพียง 1 วันหลังจากที่มีคนไปพบ ในปี 1851 คำสั่งเสียก่อนตายสำหรับเขาที่เรียกตัวเองว่า "ศิลปินหมดสภาพ" ก็คือ ภาพเขียนของเขาทุกชิ้นจะถูกยกให้เป็นสมบัติของประเทศอังกฤษ และขอให้ ฝังร่างของเขาไว้ในโบสถ์เซนต์ปอล

แม้ว่าเทอร์เนอร์จะโด่งดังจากผลงานภาพเขียน สีน้ำมันจำนวนมาก หากเขายังได้รับยกย่องให้เป็น ผู้บุกเบิกการวาดภาพแลนด์สเคปด้วยสีน้ำ โดยมี ผลงานสำคัญๆ อย่าง Calais Pier, Dido Building Carthage, Rain, Steam and Speed, Burial at Sea, และ The Grand Canal, Venice

เดวิด ฮอคนีย์ ราชาป๊อปอาร์ตฝั่งอังกฤษ


ภาพวาดชิ้นหนึ่งใน 3 ชิ้นจากชุด The Splash ของ เดวิด ฮอคนีย์ ศิลปินป๊อปอาร์ตชาวอังกฤษกำลังจะนำออกประมูล ในวันที่ 21 มิถุนายนนี้ ณ สถาบันซอเธบี ภาพดังกล่าวเป็นซีรีส์ภาพ อันดับที่ 2 ในทั้งหมด 3 ภาพชุดที่แสดงการกระจายของน้ำในสระที่มีคนกระโดดลงไป

The Splash ของ เดวิด แสดงออกอย่างชัดเจนถึงสไตล์ มินิมัลลิสต์ของเขา ซึ่งภาพนี้ไม่ได้ออกสู่สายตาสาธารณชนมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 หลังจากตกเป็นสมบัติส่วนตัวของมหาเศรษฐี ชาวแคลิฟอร์เนียมาร่วม 20 ปีแล้ว

ย้อนไปในยุคบุปผาชน ภาพเขียนชื่อ Mr. and Mrs. Clark and Percy ของเขาถือว่าเป็นตัวแทนจิตรกรรมแห่งยุคสมัยของอังกฤษ โดยภาพเขียนดังกล่าวได้รับยกย่องให้เป็นภาพเขียนที่ดีที่สุดอันดับต้นๆ ของศิลปะเมืองผู้ดี จะแพ้ก็เพียงภาพทิวทัศน์แห่งเวนิซ The Fighting Temeraire ของ จอห์น มิลลอร์ด วิลเลียม เทอร์เนอร์เท่านั้นเอง

เดวิด ฮอคนีย์ นอกจากจะเป็นศิลปินป๊อปอาร์ต ซึ่งโดดเด่น ในเชิงมินิมัลลิสม์แล้ว ยังได้รับฉายาว่าเป็น “เพลย์บอย” แห่งแวดวงศิลปะ เนื่องเพราะเขามักจะมีความสัมพันธ์กับคนนั้นคนนี้มากมาย (ทุกคนล้วนเป็นเพศชาย) เขายังเป็นศิลปินที่จัดอยู่ในกลุ่มแปลก และค่อนข้างเพี้ยนอยู่นิดหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเขาลงมือสร้างสรรค์งานศิลปะ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เคยเหน็ดเหนื่อย

หลังจบการศึกษาจากรอยัลอคาเดมีในอังกฤษ เดวิด ฮอคนีย์ ก็ย้ายไปยังลอส แองเจลิส และปักหลักทำงานอยู่ที่นั่น ตลอดชีวิตการทำงานศิลปะของเขาไม่เคยตกต่ำ หรือล้มเหลวสะดุดหยุดชะงักมาก่อนเลย ตรงกันข้าม เดวิดได้เฉลิมฉลองกับความสำเร็จและเสียงชื่นชมเสมอมา หลายคนสงสัยว่า ศิลปินผู้นี้เคยเศร้าเสียใจกับเรื่องอะไรบ้างมั้ยนี่

เดวิด ฮอคนีย์ เกิดเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 1937 ที่เมือง แบรดฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ในครอบครัวคนชั้นกรรมกร ซึ่ง ต้องการให้ลูกของพวกเขาได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด ลอรา แม่ของ เดวิด เลี้ยงลูกอย่างเคร่งครัดกฎระเบียบสุดๆ ลูกๆ ของเธอห้าม แตะต้องสุราและบุหรี่เด็ดขาด และของเหล่านั้นก็จะไม่ปรากฏในบ้านของครอบครัวฮอคนีย์ด้วยเช่นกัน

เดวิด ฮอคนีย์ คือตัวประหลาดแห่งแบรดฟอร์ด แต่เขามีบุคลิกของความเป็นศิลปินมาตั้งแต่เด็ก เขาไม่เคยสนใจว่าใครจะคิด อย่างไรกับเขา เดวิดเพียงกระทำตัวในแบบที่ตัวเองมุ่งมาดปรารถนาเขาใช้เวลาที่โรงเรียนบ่ายวันอาทิตย์วาดการ์ตูนเกี่ยวกับพระเจ้า นอกจากนั้น เขายังสนใจเรื่องโอเปร่าเป็นพิเศษ หลังจากได้ชม การแสดงเรื่อง La Boheme ของ คาร์ล โรซ่า

ในปี 1948 เดวิด ได้ทุนการศึกษาของโรงเรียนแบรดฟอร์ด แกรมมา ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดของเมืองแบรดฟอร์ด ความสามารถทางศิลปะของเขาฉายแววโดดเด่นที่นี่ โดยเขาเองก็ตัดสินใจได้ทันทีว่าต้องการเป็นจิตรกร 2 ปีต่อมาเขาจึงขอย้ายไปเรียนในวิทยาลัยศิลปะท้องถิ่นของแบรดฟอร์ด ก่อนที่ในปี 1953 จะสอบเข้าโรงเรียนศิลปะได้ และเริ่มจับพู่กันวาดภาพสีน้ำมันเป็นครั้งแรก

เดวิดไม่รู้สึกแปลกแยกจากสังคมอีกต่อไป ตรงกันข้ามที่วิทยาลัยศิลปะแห่งนี้ทำให้เขามีเพื่อนฝูงมากมาย ในปี 1957 เขาได้โอกาส เดินทางมาลอนดอนเพื่อแสดงงานศิลปะสำหรับจบการศึกษา ผลงานของเขาทำให้ได้เข้าเรียนในรอยัลอคาเดมี และเริ่มสร้างชื่อเสียงในฐานะศิลปินระดับประเทศ

รอยัลอคาเดมีคล้ายเป็นบ้านหลังที่ 2 ของเดวิด เขาไม่คิดถึงบ้านเลยแม้แต่น้อยเมื่อได้ลงมือสร้างสรรค์งานศิลปะ ทั้งตัวเขาเองและเพื่อนนักเรียนรุ่นเดียวกัน มักหมกตัวฝึกฝีแปรงอยู่ในสตูดิโออย่าง ไม่รู้จักเหนื่อยหน่าย โดยในปีแรกๆ ที่รอยัลอคาเดมี ศิลปะแห่งยุคคือแอบสแตร็กต์ ก่อนที่จะคลี่คลายไปมีลักษณะง่ายขึ้น ในแนว ป๊อปอาร์ต เดวิดเริ่มค้นหาแนวทางของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การถ่ายทอดรสนิยมความเป็นคนรักเพศเดียวกันของเขาออกมา ในงานศิลปะ ซึ่งสมัยที่อยู่ในแบรดฟอร์ดเป็นสิ่งไม่ค่อยสะดวกใจ จะพูดถึง ต่างจากที่ลอนดอนซึ่งเขามีเพื่อนฝูงร่วมรสนิยมเดียวกันจำนวนมาก

ฤดูร้อนปี 1961 เดวิด ฮอคนีย์ เดินทางไปนิวยอร์กครั้งแรก เขาประสบความสำเร็จในการขายภาพศิลปะ และยังได้เพื่อนร่วมเพศเดียวกันอีกกลุ่มใหญ่ และในที่สุดเขาก็เห็นทางสว่าง ด้วยการย้าย ถิ่นฐานมาปักหลักอยู่ในอเมริกา โดยเข้ากลุ่มก๊วนเดียวกับศิลปิน คลื่นลูกใหม่ อย่างแอนดี วอร์ฮอล แถมด้วยเดนนิส ฮอปเปอร์ นักแสดงภาพยนตร์

บ้านใหม่ของเดวิด อยู่ในย่านเบเวอร์ลี ฮิลส์ และที่แห่งนี้เอง กลายเป็นสตูดิโอสร้างสรรค์ผลงานเด่นๆ จำนวนมาก เริ่มจาก Man in Shower in Beverly Hills (1964) เช่นเดียวกับ The Splash ทั้ง 3 ภาพ ที่แสดงความเป็นมินิมัลลิสต์ที่เรียบง่าย ใส เคลียร์ แนวแนเชอรัลอิสม์ และเรียลลิสติก อันเป็นสไตล์ ของเดวิด ฮอคนีย์ ที่หลายคนรู้จักกันดี

ภาพที่แสดงสไตล์แนวแนเชอรัลอิสม์ได้เด่นชัดที่สุด ก็คือ สุดยอดภาพชื่อ Mr. and Mrs. Clark and Percy (1970-1971) ของเขานั่นเอง

ในทศวรรษที่ 80 เดวิด ฮอคนีย์ หันมาสนใจงานแนวคอลลาจ โดยนำเอากล้องโพลารอยด์เข้าเป็นอุปกรณ์เสริม ขณะที่ เขาก็หันมาเล่นเทคนิคมุมมองใหม่ๆ เช่น มองผ่านช่องหน้าต่าง ฯลฯ โดยเดวิดยังสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เสมอ อย่างในทศวรรษที่ 90 นั้น เขาก็นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาทดลองใช้กับงานศิลปะของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำภาพเขียนเก่าๆ ของเขามาผลิตด้วยเทคนิคใหม่ มากมาย ซึ่งผลงานช่วงหลังๆ ของเขา นับเป็นการสร้างสรรค์เพื่อตอบสนองอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวที่ต้องการสร้างสรรค์ศิลปะจริงๆ ไม่ได้หวังว่า ภาพเหล่านั้นจะขายได้แต่อย่างใด

ดอกไม้ในแวดวงศิลป์อเมริกัน จอร์เจีย โอคีฟ


จอร์เจีย ตอตโต โอคีฟ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ จอร์เจีย โอคีฟ ศิลปินหญิงอเมริกันที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของศตวรรษที่ 20 ในแนวทางโมเดิร์นนิสม์

จอร์เจีย โอคีฟ มีบทบาทสำคัญ เป็นดอกไม้ประดับแวดวงศิลปะของอเมริกันนานกว่า 70 ปี ผลงานส่วนใหญ่ของเธอเป็นภาพวาดดอกไม้หลาก สีสัน หลายชนิด ซึ่งสร้างความตื่นตะลึงด้วยภาพระยะใกล้ขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับภาพวาดกระดูกสัตว์ และภาพทิวทัศน์ ที่สื่อความหมายในเชิงแอ็บสแตร็กต์

ภาพวาดรูปดอกไม้ขนาดใหญ่ของเธอ มักสื่ออารมณ์ความรู้สึกที่มิใช่เพียงรูปดอกไม้�รรมดา แต่คล้ายว่าเป็นการถ่ายทอดภาพประหนึ่งอวัยวะเพศหญิงในนั้น

จอร์เจีย โอคีฟ เกิดที่รัฐวิสคอนซิน เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 1887 เธอเป็นลูกสาวคนโตของครอบครัวของชาวนา ที่มีลูก 7 คน จอร์เจีย เข้าเรียนในโรงเรียนทาวน์ฮอลล์ วิสคอนซิน โดยศึกษาวิชาศิลปะกับ ซาราห์ มานน์ นักวาดสีน้ำประจำท้องถิ่น ครอบครัวของเธอย้ายไปยังวิลเลียมส์เบิร์ก รัฐจอร์เจีย ทว่า จอร์เจีย ยังอาศัยอยู่กับป้าที่วิสคอนซินกระทั่งศึกษาจบไฮสกูล

ในปี 1905 เธอเดินทางไปยังชิคาโก เพื่อศึกษาต่อทางด้านศิลปะที่สถาบันศิลปะแห่งชิคาโก เพียง 2 ปีถัดมา จอร์เจียสอบเข้าที่โรงเรียนศิลปะกรุงนิวยอร์กได้ โดยเธอได้เรียนกับศิลปินชื่อดังของอเมริกา อย่าง วิลเลียม แมร์ริต เชส โดยในปี 1908 จอร์เจีย สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศในการประกวดภาพเขียน สติลล์-ไลฟ์ สีน้ำมัน รางวัลที่เธอได้รับถือเป็นทุนการศึกษาต่อในภาคฤดูร้อน ซึ่งจะไปเรียนกันกลางแจ้ง ณ ทะเลสาบจอร์จ กรุงนิวยอร์ก ระหว่างนั้น ชื่อเสียงในฐานะดาวรุ่งพุ่งแรงของจอร์เจีย โอคีฟ ก็ขจรขจาย โดยเฉพาะที่แกลเลอรี 291 ของสามีในอนาคต อัลเฟรด สติกลิตซ์

จอร์เจีย กลับไปที่ชิคาโก และทำงานเป็นนักวาดภาพประกอบ พร้อมๆ กับสร้างสรรค์งานศิลปะส่วนตัว ทว่าในปี 1910 เธอต้องยุติงานทั้งปวงเนื่องจากป่วยหนักอยู่ 2 ปีด้วยกัน ก่อนที่จะเข้าเรียนต่อทางด้านศิลปะที่มหาวิทยาลัยแห่งเวอร์จิเนีย เพื่อที่จะหาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ศิลปะอีกครั้ง

อิทธิพลของศิลปะก้าวหน้า จากอาร์เทอร์ เวสลีย์ โดว์ อาจารย์พิเศษในห้องเรียนของอัลลอน เบเมนต์ ทำให้เธอได้เรียนรู้ในเรื่องการขับเน้นชิ้นงานศิลปะ โดยการสร้างสรรค์สัญลักษณ์แบบแอ็บสแตร็กต์ ด้วยเส้นสาย สีสัน พื้นผิว การทำซ้ำๆ และการสร้างสัดส่วนที่ตอบรับกัน บทเรียนครั้งนั้น ประทับใจ จอร์เจีย โอคีฟ มาก ถึงขนาดที่เก็บเอามาสอนในโรงเรียน อมาริลโล รัฐเท็กซัส

ขณะที่มาอาศัยอยู่ในเท็กซัส จอร์เจีย โอคีฟ สร้างสรรค์งานศิลปะจำนวนมากโดยเฉพาะอย่าง ผลงานสีน้ำกว่า 50 ชิ้น รวมทั้งผลงานแอ็บสแตร็กต์จากแท่งชาร์โคลอีกหลายชุดด้วยกัน หนึ่งในนั้น มี ผลงานชาร์โคลที่เธอวาดรูปของแอนิต้า พอลลิตเซอร์ ซึ่งภายหลังตกเป็นของอัลเฟรด สติกลิตซ์ ที่ประทับใจในผลงานของเธอมาก เขาจึงเริ่มติดต่อเจรจาให้เธอมาแสดงงานแกลเลอรี 291 ในนิวยอร์ก

จอร์เจีย อนุญาตให้เขาจัดแสดงภาพดรออิ้งจากชาร์โคลที่อัลเฟรด ได้รับไปก่อนหน้านี้ ประมาณ 10 ภาพ ทว่า การเปิดแสดงผลงานศิลปะของเธออย่างเป็นทางการ เริ่มครั้งแรกเมื่อ 3 เมษายน 1917 โดยส่วนใหญ่เป็นผลงานสีน้ำระหว่างที่เธออาศัยอยู่ในเท็กซัสนั่นเอง

หลังจากนั้น เธอรับคำเชิญเข้าไปอาศัยในนิวยอร์ก เพื่อทำงานศิลปะสำหรับแสดงในแกลเลอรีของอัลเฟรด สติกลิตซ์ ซึ่งจัดให้เธออยู่ที่อพาร์ตเมนต์ที่ไม่ได้ใช้ของหลานสาวของเขา ปีเดียวกันนั้นเอง อัลเฟรดก็เลิกกับภรรยาของเขามาอยู่กับจอร์เจีย และเริ่มถ่ายภาพนู้ดของภรรยาใหม่เขาจำนวนมาก ในไม่ช้าก็นำไปจัดแสดง ร่วมกับภาพถ่ายอื่นๆ ในคอลเลคชั่นของเขาที่ แอนเดอร์สัน แกลเลอรี ในปี 1921

ปีแรกๆ ในนิวยอร์ก จอร์เจีย โอคีฟ สนิทสนมกลุ่มศิลปินโมเดิร์นนิสต์ชาวอเมริกัน อย่าง ชาร์ลส์ เดอมัท อาร์เทอร์ โดฟ มาร์สเดน ฮาร์ตลีย์ จอห์น มาริน พอล สแตรนด์ และเอ็ดเวิร์ด สไตเชน ซึ่งมักจะมานั่งพูดคุย ถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ในสังคม รวมทั้งเรื่องแนวโน้มศิลปะ ที่แกลเลอรีของอัลเฟรด สติกลิตซ์ โดยเฉพาะช่างภาพแนว สถาปัตย์และแลนด์สเคป อย่าง พอล สแตรนด์ นั้น เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานให้จอร์เจีย อย่างสูง เธอพัฒนางานภาพถ่ายของพอลมาเป็นภาพวาดของเธอ และเริ่มที่จะวาดภาพสีน้ำมากขึ้น บนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ขึ้น และเน้นภาพระยะใกล้ หรือภาพโคลส-อัพ

ระหว่างทศวรรษที่ 1920 จอร์เจีย โอคีฟ ศึกษาเกี่ยวกับด้านแลนด์สเคปและพืชพรรณต่างๆ มากขึ้น และเริ่มวาดภาพดอกไม้ขนาดใหญ่ในปี 1924 ซึ่งมีทั้งดอกไอริส ดอกลิลลีชนิดต่างๆ ดอกแมรีโกลด์ ฯลฯ ก่อนที่จะแสดงผลงานดอกไม้ในปีถัดมา และกลายเป็นชิ้นงานที่สร้างความฮือฮาให้กับแวดวงศิลปะเป็นอย่างยิ่ง โดยผลงานรูปดอกคาลล่า ลิลลี่ ของเธอ 6 ชิ้น ขายได้ชิ้นละไม่ต่ำกว่า 25,000 เหรียญสหรัฐ หลังจากนั้น เธอเริ่มวาดภาพแลนด์สเคป กับตึกระฟ้า โดยมีธีมเป็น ช่วงเวลาต่างๆ ของวัน ซึ่งให้อารมณ์ที่แตกต่างกันไป

ฤดูร้อนปี 1929 จอร์เจีย โอคีฟ เดินทางไป ซานตาเฟ และทาออส ในนิวเม็กซิโก ร่วมกับรีเบกกา สแตรนด์ หลังจากนั้น ในระหว่าง 1929-1949 เธอต้องเดินทางไปที่นั่นเป็นประจำทุกปี โดยเริ่มเขียนภาพกระดูกสัตว์ต่างๆ อันเป็นอีกคอลเลคชั่นของเธอที่อยู่ในความทรงจำของแวดวงศิลปะ ก่อนที่เธอจะเริ่มมีอาการทางประสาท และต้องได้รับการเยียวยาจนกระทั่งไม่สามารถทำงานได้ไปกระทั่งมกราคมปี 1934

Ram's Head White Hollyhock and Little Hills ผลงานรูปกระดูกศีรษะแพะประดับดอกไม้ เป็นภาพเขียนที่เลื่องชื่ออีกภาพหนึ่งของเธอ ซึ่งจอร์เจียวาดที่โกสต์ แรนช์ หลังทุเลาจากอาการทางจิต

เมื่ออัลเฟรด สติกลิตซ์ เสียชีวิต จอร์เจีย โอคีฟ ย้ายมาอยู่ในนิวเม็กซิโกอย่างถาวร ทว่า เธอปราศจาก แรงบันดาลใจมากมายในการสร้างสรรค์งานศิลปะเช่นเก่าก่อน ในช่วงทศวรรษที่ 1950 เธอวาดภาพฝาผนังบ้านตัวเองในอบิคิว และถัดมาในปี 1958 จอร์เจียวาด Ladder to the Moon เป็นภาพที่ถ่ายทอดเรื่องราวนอกอเมริกาเป็นครั้งแรก เนื่องจากการเดินทางออกนอกประเทศเป็นครั้งแรกของเธอเช่นกัน ในงานชุดเดียวกันนี้ ยังมี Sky above Clouds ซึ่งเธอวาดจากทิวทัศน์ที่มองจากช่องหน้าต่างเครื่องบิน

ในปี 1962 เธอได้รับเลือกเข้าเป็นสมาชิกแห่งหอ เกียรติยศ 50 ศิลปินของสถาบันศิลปะและวรรณกรรมแห่งอเมริกา สายตาของจอร์เจีย เริ่มพร่ามัว จนกระทั่งปี 1972 เธอก็แทบจะมองไม่เห็นอะไรเลย

ฮวน แฮมิลตัน ช่างทำเซรามิก อาสาเข้ามาช่วยเหลือเธอในทุกสิ่งทุกอย่าง และภายหลังกลายมาเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของเธอในบั้นปลายชีวิต เขาช่วยเธอสร้างสรรค์งานศิลปะ ช่วยเธอเขียนหนังสืออัตชีวประวัติ ชื่อ Georgia O’Keeffe ออกมาในปี 1976

ในปี 1984 จอร์เจีย โอคีฟ ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านของฮวนในซานตาเฟ เพื่อที่จะอยู่ใกล้โรงพยาบาลมากขึ้น ฮวนยังจัดการให้เธอเพิ่มเติมในพินัยกรรมว่า จะยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้เขา

จอร์เจีย เสียชีวิตในโรงพยาบาลเซนต์วินเซนต์ ที่ซานตาเฟ ในวันที่ 6 มีนาคม 1986 ร่างของเธอฌาปนกิจด้วยการเผา โดยเถ้ากระดูกของศิลปินหญิงที่ยิ่งใหญ่ของอเมริกาในศตวรรษที่ 20 ได้รับการโปรยที่โกสต์ แรนช์ สถานที่สุดโปรดของเธอนั่นเอง

คริส แวร์ เล่าเรื่องในอาคาร


ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ในสหรัฐอเมริกาหลายฉบับ เริ่มต้นเพิ่มยอดขายด้วยเนื้อหาประเภทการ์ตูนสไตล์ญี่ปุ่น หรือที่เรียกว่า มังก้า เข้าไป ทำให้น่าสงสัยนักว่า การ์ตูนสไตล์เก๋ๆ แบบ อเมริกันกำลังจะถูกลืมหรืออย่างไร

คงไม่เป็นเช่นนั้นแน่ เนื่องเพราะผลงานของ การ์ตูนนิสต์ชื่อดัง อย่าง คริส แวร์ ซึ่งเคยเป็นจุดขายของปกหนังสือ นิตยสาร และหนังสือพิมพ์หลายฉบับในอดีต ได้กลายเป็นงานที่มีค่าทางศิลปะ และกำลังจัดแสดงอยู่ ณ หอศิลป์โมกา (Museum of Contemporary Art) เมืองลอส แองเจลิส ร่วมกับผลงานของการ์ตูนนิสต์ระดับปรมาจารย์ท่านอื่นๆ ในนิทรรศการศิลปะ America: masters of American comics โดยการรวบรวมผลงานชื่อดังๆ ที่ได้รับความนิยม เป็นมาสเตอร์พีซของการ์ตูนนิสต์แต่ละท่านตั้งแต่เริ่มศตวรรษที่ 20 กว่า 500 ชิ้นด้วยกัน

สำหรับ คริส แวร์ ผู้มีผลงานเด่นๆ เป็นเรื่องราวของคนในอาคาร หรือชุด Building stories ซึ่ง เป็นลักษณะของการ์ตูนช่องที่บอกเล่าเรื่องราวของ คนในสังคมเมือง นับเป็นชิ้นงานที่โดดเด่นที่สุดในนิทรรศการครั้งนี้ ชื่อจริงนามสกุลเต็มของเขาคือ แฟรงคลิน คริสเตนสัน แวร์ เกิดเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 1967 เริ่มเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีกับ การ์ตูนชุด Acme Novelty Library นอกจากนั้น ยังมีนวนิยายกราฟฟิกชื่อดังของเขา Jimmy Corrigan, the Smartest Kid on Earth

คริส เกิดที่โอมาฮา รัฐเนแบรสกา ก่อนที่จะย้ายมาโตที่โอ๊ก พาร์ก รัฐอิลลินอยส์ ในการทำงานของเขา ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวรอบๆ ตัว นอกจากนี้ เขายังมีความสนใจและฝึกฝนทั้งด้านการวาดการ์ตูน กับกราฟฟิกดีไซน์ไปพร้อมๆ กัน ด้วยความสามารถของเขาอาจจะพัฒนาไปในด้านการเป็นจิตรกรเอกได้ไม่ยากนัก ทว่า เขากลับเลือกที่จะสร้างสรรค์งานในแนวทางป๊อปอาร์ต ทว่าเป็นศิลปะป๊อปแนวใหม่ ที่อาจจะเรียกให้เก๋ๆ ว่าเป็น เอ็กเพอริเมนทัล ป๊อป หรือป๊อปอาร์ตแนวทดลอง ออกมาบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไป ในสังคมด้วยสัญลักษณ์ง่ายๆ

การตูนนิสต์คนนี้ ยังได้แรงบันดาลใจ จากนักวาดการ์ตูนอเมริกันรุ่นเก่าๆ ไม่ว่าจะเป็น วินเซอร์ แมคเคย์ แห่งดิสนีย์ เจ้าของผลงาน Gertie the Dinosaur หรือ แฟรงค์ คิง ผู้สร้างสรรค์ Gasoline Alley ถ้าใครได้ติดตามผลงาน ของปรมาจารย์การ์ตูน 2 คนนี้มาก่อนหน้า จะเห็นว่าเป็นแบบอย่างในงานของ คริส อยู่ไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของโครงร่าง และการนำเสนอเรื่องราวออกมาในภาพวาด จะว่าไปแล้ว เมื่อมองในยุคสมัยของ คริส แวร์ ผลงานของเขามีอารมณ์แบบ “ย้อนยุค” อยู่พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการใช้เส้น เล่นสี หรือความงามที่ซุกซ่อนอยู่ในช่อง สีเหลี่ยม (ชุดที่ดังที่สุดในสไตล์นี้ คือ the Emily Dickinson of comics)

คริสเริ่มวาดการ์ตูนให้กับหนังสือพิมพ์ The Daily Texan ของนักศึกษา ณ มหาวิทยาลัยแห่งเท็กซัส ที่เมืองออสติน โดยเขียนเป็นการ์ตูนช่องแบบสตริปเป็นประจำทุกวัน ก่อนที่จะเริ่มเขียนการ์ตูนชุดเชิงนิยายวิทยาศาสตร์ Floyd Farland: Citizen of the Future ให้กับนิตยสารรายสัปดาห์ และเรื่องนี้ ก็ได้กลายเป็นการ์ตูนรวมเล่มเรื่องแรกของคริสกับ เอคลิปส์ พับลิชชิง ในปี 1988

ไม่นาน ผลงานของคริส แวร์ ก็ไปเตะตา การ์ตูนนิสต์ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา และนักออกแบบชาวแมนแฮตตัน อย่าง อาร์ต สปีเกลแมน ซึ่งชวนเขามาวาดให้หนังสือเชิงศิลปะการออกแบบชื่อ RAW และที่นี่เองที่บ่มเพาะชื่อเสียงของเขาให้ขจรขจายกลายเป็นการ์ตูนนิสต์ชื่อดัง โดยเฉพาะเมื่อเขาออกหนังสือ การ์ตูนชุด Acme Novelty Library ซึ่งทำให้ผลงานเก่าๆ ของเขาที่ The Daily Texan ได้รับการนำกลับมาพิมพ์ใหม่เป็นหนังสือรวมการ์ตูนด้วย อย่างเช่น Quimby the Mouse ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี ในรูปร่างตัวการ์ตูนหัวมันฝรั่ง เป็นอาทิ

เขาเริ่มทำงานให้หนังสือ New City ก่อนที่จะมาประจำการอย่างถาวรกับ the Chicago Reader ที่คล้ายเป็นบ้านหลังที่ 2 ของเขา ภายหลังเขาสามารถพิมพ์หนังสือการ์ตูนเล่มออกมาขายด้วยตัวเอง เช่น Lonely Comics และเรื่องอื่นๆ เพียงไม่กี่ปีเท่านั้น คริส แวร์ก็มีหนังสือการ์ตูนรวมเล่มเรื่องต่างๆ ออกมามากมาย

ในการเขียนการ์ตูนของคริส สิ่งสำคัญคือการ สร้างคาแรคเตอร์ คล้ายๆ กับการแคสติ้งตัวละคร ในภาพยนตร์ Quimby the Mouse ของคริส กลายเป็นตัวละครเอก ที่บอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของมนุษย์หัวมัน กับแมวชื่อ สปาร์กกี้ ภาพการ์ตูนช่อง Quimby the Mouse เรื่องนี้ คล้ายกับเรา ได้ชมภาพยนตร์เงียบในยุคเก่า ที่เล่าเรื่องราวโดย ไม่ต้องมีช่องไดอะล็อกคำพูด และผลงานส่วนใหญ่ของเขา ไม่ว่าจะเป็น Acme Novelty Library, Jimmy Corrigan, the Smartest Kid on Earth และ Building Stories ก็ออกมาในสไตล์ที่ใช้คำพูดน้อยมาก

ในปี 2001 Jimmy Corrigan, the Smartest Kid on Earth ได้รับรางวัลหนังสือยอดเยี่ยม รางวัล การ์เดียน เฟิร์สต์ บุค อะวอร์ด โดยเป็นหนังสือประเภทกราฟฟิกเล่มแรกที่ได้รับรางวัลใหญ่ทางด้านวรรณกรรมของอังกฤษไปครอง คริส แวร์ ยังได้ รับเชิญไปเปิดนิทรรศการแสดงผลงานของเขาครั้งแรกในปี 2002 ณ วิทนีย์ มิวเซียม กรุงนิวยอร์ก หลังจากนั้น เขายังได้รับเชิญไปแสดงงานอีกหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง ทั้งในอเมริกาและในยุโรป เช่นเดียวกับซีรีส์ Building Stories ซึ่งมาจากงานเด่นของเขา ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน The Sunday New York Times Magazine ในปี 2005 นี่เอง