วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2556

ฮูโก พรัตต์ คาแรกเตอร์การ์ตูนเล่าเรื่อง



นักวาดการ์ตูนชาวอิตาเลียน ฮูโก พรัตต์ ผสานการเล่าเรื่องที่ยอดเยี่ยมอันเป็นเสน่ห์ของเขา ผ่านการถ่ายทอดทางคาแรกเตอร์ที่ชื่อว่า กอร์โต มัลเตเซ จนแทบจะกลายร่างเป็นตัวตนคนจริงๆ เพราะผู้คนที่เป็นแฟนๆ ของเขาเชื่อสนิทใจในเรื่องราวที่เขาเล่าขาน

ฮูโก ยูจีโน พรัตต์ เกิดที่ริมินีในเมือง โรมาญา เป็นลูกของโรลันโด พรัตต์ และเอเวลินา เจเนโร แต่เขาไปโตที่เมืองเวนิซ ท่ามกลางแวดล้อมของครอบครัวที่ผสมผสานกันหลายชาติหลายภาษา -- คุณปู่ของเขาที่เชื้อสายมาจากอังกฤษ ขณะที่คุณตาเป็นยิว ส่วนคุณยายมีเชื้อสายตุรกี แถมเขายังเป็นญาติกับนักแสดงดัง บอริส คาร์ลอฟฟ์ (เจ้าของบทบาทแฟรงเกนสไตน์) ที่ชื่อจริงคือ วิลเลียม เฮนรี พรัตต์ อีกด้วย

ในปี 1937 ฮูโกกับมารดาย้ายไปยัง เอธิโอเปีย (อะบิสสิเนียสมัยนั้น) เนื่องจากบิดาซึ่งเป็นนายทหารต้องไปประจำการที่นั่นหลังจากรัฐบาลฟาสซิสต์ของเบนิโต มุสโสลินีเข้ายึดครอง บิดาของฮูโกถูกทหารอังกฤษจับในปี 1941 และเสียชีวิตในปีต่อมาหลังจากติดโรคร้ายขณะถูกขังอยู่ในค่ายเชลยสงคราม

ปีเดียวกับที่พ่อตาย เขาและแม่ถูกย้ายไปอยู่ในค่ายเชลยสงครามที่ดีเรดาอูในฐานะแพทย์ฝึกหัด ฮูโกขอซื้อหนังสือ การ์ตูนจากผู้คุมนักโทษ ก่อนที่เขาจะถูกส่งกลับอิตาลีโดยหน่วยกาชาดในไม่ช้า

ในปี 1944 เขาเกือบไม่ได้โตขึ้นมาเป็นนักวาดการ์ตูน เพราะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสปายชาวแอฟริกาใต้ และเกือบโดนทหารหน่วยเอสเอสของนาซีฆ่าตาย

อย่างไรก็ตาม เขารอดจากสงครามโลกครั้งที่ 2 มาได้ และไปปักหลักอยู่ที่เมือง เวนิซ อาศัยหาเลี้ยงชีพโดยการแสดงให้ทหารพันธมิตรชม หลังจากนั้นไม่นานเขาก็เข้าร่วมกลุ่มกับนักวาดการ์ตูนชาวอิตาเลียน ซึ่งรวมทั้งคนดังๆ อย่าง อัลแบร์โต องกาโร และมาโร ฟาอุสติเนลลิ ด้วย

สำหรับฮูโก คนที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขา ก็มีทั้งเจมส์ โอลิเวอร์ เคอร์วูด เซน เกรย์ เคนเนธ โรเบิร์ตส์ ลีแมน ยัง วิล ไอส์เนอร์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มิลตัน คานิฟฟ์

กลุ่มของเขาออกนิตยสารการ์ตูน Asso di Picche เล่มแรกในปี 1945 นอกจากฮูโกและเพื่อนคนสำคัญ 2 คนข้างต้นแล้ว ยังมีอัลโบ อูรากาโน การ์ตูนนิสต์ชื่อดังที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการผจญภัย และนักเขียนการ์ตูนรุ่นใหม่ๆ อีกมากมาย ทั้ง ดีโน บัตตากลา รินัลโด ดามี และจอร์โจ เบลยาวีติส

Asso di Picche (หรือ 1 โพธิ์ดำ) ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศอาร์เจนตินา ที่ฮูโกได้รับเชิญไปในปี 1949

ฮูโก ยูจีโน พรัตต์
ช่วงปลายทศวรรษที่ 1940 นี่เอง เขาย้ายไปยังบัวโนสไอเรส ไปทำงานกับสำนักพิมพ์อาบริล ซึ่งทำให้ได้รู้จักกับ โฆเซ ลูอิส ซาลีนาส อัลเบร์โต เบรกเซีย และโซลาโน โลเปซ ขณะที่สำนักพิมพ์ฟรอนเตราได้ตีพิมพ์ผลงานสำคัญๆ มากมายของฮูโกออกมา ไม่ว่าจะเป็น Sgt. Kirk, Ernie Pike และ Ticonderoga (บทประพันธ์ของ เอคตอร์ เกร์มัน โอเอสเตร์เฮลด์) รวมทั้ง Junglemen ที่อัลเบร์โต องกาโร เป็นคนเขียนเรื่อง

นอกจากนี้ เขายังสอนการวาดภาพที่สถาบันศิลปะ Escuela Panamericana de Arte ของเอนริเก ลิปส์ซิกด้วย

ยามว่าง ฮูโก พรัตต์ มักจะเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในอเมริกาใต้ ทั้งป่าอะเมซอนและมาตู โกรซู และนั่นก็เป็นแรงบันดาลใจสู่การ์ตูนเล่มแรกที่ทั้งเขียนและวาดเอง Anna della jungla ตามด้วย Capitan Cormorant และ Wheeling

ฤดูร้อนปี 1959 เขากลับมายุโรป โดยแวะไปอยู่ที่อังกฤษ 1 ปีเต็มก่อนจะกลับบ้านเกิดที่อิตาลี เขาทำงานให้สำนักพิมพ์ฟลีตเวย์ ร่วมกับนักเขียนชาวอังกฤษ เนื่องด้วยอาร์เจนตินาประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ เขาจึงกลับอิตาลีในปี 1962 และเริ่มทำงานกับสำนักพิมพ์ที่สร้างสรรค์นิตยสารการ์ตูนสำหรับเด็ก Il Corriere dei Piccoli โดยฮูโกได้นำนิยายคลาสสิกหลายเรื่องมาเล่าใหม่ในรูปแบบการ์ตูน อย่างเช่น เรื่อง Treasure Island ของโรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน

ในปี 1967 ฟลอนเรนโซ อิวาดี ชวนเขาทำแมกกาซีนการ์ตูน โดยตั้งชื่อตามฮีโร่ของเขา Sgt. Kirk อันเป็นคาแรกเตอร์จากเรื่องราวของนักเขียนชาวอาร์เจนไตน์ เอคตอร์ โอเอสเตร์เฮลด์ – คาแรกเตอร์ชื่อดังของฮูโก กอร์โต มัลเตเซ ตีพิมพ์ครั้งแรกที่นี่ กับตอนที่ชื่อว่า Una ballata del mare salato ซึ่งกลายเป็นเรื่องขายดีพอๆ กับเริ่มโด่งดังเป็นพลุแตก

ซีรีส์กอร์โต มัลเตเซ ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากในอิตาลีแล้ว ยังตีพิมพ์ในนิตยสารการ์ตูนของฝรั่งเศส Pif ด้วย

เนื่องด้วยความที่ฮูโก พรัตต์ เป็นส่วนผสมของหลายเชื้อชาติศาสนา เรื่องราวที่ปรากฏในซีรีส์กอร์โต มัลเตเซของเขา จึงมักมีสิ่งละอันพันละน้อยเกี่ยวกับประวัติของบรรพบุรุษหลายสาย ทั้งอังกฤษ ทั้งยิว และตุรกี หลายๆ ครั้งที่เรื่องราวของ กอร์โตอิงกับเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ เช่น การอ้างถึงสงครามระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส ในปี 1755 ที่ติกอนเดโรกา สงครามแย่งอาณานิคมในแอฟริกา สงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง เป็นอาทิ

เสน่ห์อย่างหนึ่งของซีรีส์กอร์โต มัลเตเซ คือการสืบค้นข้อมูลอย่างละเอียดแม่นยำ ก่อนจะมาเล่าเป็นเรื่องราวที่ โลดแล่นอย่างสมจริง

แม้ฮูโกจะสร้างสรรค์ซีรีส์ดังๆ อย่าง Gli scorpioni del deserto และ Jesuit Joe ด้วย แต่หลักๆ แล้ว เป็นสิบๆ ปีทีเดียวที่เขาอยู่กับคาแรกเตอร์หลัก อย่าง กอร์โต เพียงตัวเดียว โดยนอกจากได้รับการตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสารแล้ว ยังมีการรวมเล่มออกมาเป็นตอนๆ หลายเล่มด้วยกัน และซีรีส์กอร์โต มัลเตเซ ได้รับการแปลไปเป็นกว่า 15 ภาษาทั่วโลก

ในบั้นปลายของชีวิต ฮูโกใช้เวลาไปกับการเดินทาง จากแคนาดาไปพาตาโกเนีย จากแอฟริกาไปแถบมหาสมุทรแปซิฟิก ก่อนจะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ในเดือน ส.ค. 1995

หลังจากที่เขาเสียชีวิต The Scorpions of the Desert เรื่องเล่าที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งได้รับการตีพิมพ์ในอังกฤษ และในปี 2005 อันเป็นการฉลองครบรอบทศวรรษแห่งการจากไปของฮูโก พรัตต์ ซีรีส์กอร์โต มัลเตเซ 6 เล่มพิมพ์ออกมาในเวอร์ชันภาษาฝรั่งเศส และประกาศว่า ตอนต่อซีรีส์เล่มที่ 7 Le chemin de fievre จะออกวางแผงในเดือนมี.ค. 2008 โดยมี ปิแอร์ วาซีม เป็นผู้วาดภาพ

เช่นเดียวกับการสานต่อซีรีส์กอร์โต มัลเตเซ ที่สำนักพิมพ์ของฝรั่งเศสบอกว่า จะยังออกซีรีส์พิเศษเป็นประจำต่อเนื่องทุกปี

ผลงาน ณ บั้นปลาย ของ ซัลวาดอร์ ดาลิ



Salvador Dali : The Late Work รวบรวมผลงานในช่วงปลายของชีวิต ศิลปินเซอร์เรียลิสต์ชาวสเปน ซัลวาดอร์ ดาลิ จัดแสดงครั้งล่าสุดอยู่ที่หอศิลป์ ไฮ มิวเซียม ออฟ อาร์ต (High Museum of Art) ในแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา โดยนับว่าเป็นชิ้นงานที่ไม่เคยจัดแสดงต่อสาธารณชนที่อเมริกา มากว่าครึ่งศตวรรษแล้ว

ซัลวาดอร์นับเป็นจิตรกรเซอร์เรียลิสต์แถวหน้า โดยผลงานที่สร้างชื่อเสียงและโดดเด่นในแนว “เหนือจริง” อย่างภาพนาฬิกาหลอมละลายใน The Persistence of Memory ทำให้เขากลายเป็น “ไอคอน” ของวงการ ทว่า หลังจากสร้างสรรค์ผลงานในแนวทางนี้มาเป็นสิบๆ ปี เขาก็แยกตัวออกจากวงการไปสร้างสรรค์งานในรูปแบบอื่นๆ ทั้งด้วยเหตุผลทางด้านศิลปะและการเมือง

สำหรับผลงานที่จัดแสดงที่หอศิลป์ไฮ มิวเซียม ออฟ อาร์ต เป็นผลงานในช่วงหลังของชีวิต คือตั้งแต่ปี 1940 ถึง 1983 ซึ่งภัณฑารักษ์ผู้จัดนิทรรศการนี้ อย่าง เอลเลียต คิง บอกว่า เป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจในการศึกษาผลงานศิลปะของซัลวาดอร์ ดาลิ อีกช่วงหนึ่งเช่นกัน

“เราได้เห็นผลงานของเขาตลอดศตวรรษที่ 20 แต่ว่า ดูเหมือนผู้คนจะโฟกัสไปในงานแนวเซอร์เรียลิสม์ในช่วงทศวรรษที่ 1930 มากที่สุด และเมื่อเขาเปลี่ยนแนวในการสร้างสรรค์ผลงาน ก็คล้ายกับซัลวาดอร์ได้ตายไปเลยตั้งแต่ปี 1940” เอลเลียต กล่าว

ซัลวาดอร์ ดาลิ ออกมาประกาศว่า ตัวเขาคือจิตรกรประเภทคลาสสิกในปี 1941 และเริ่มสร้างสรรค์ผลงานในแนวทางที่ประกาศออกมานับจากนั้น ทำให้บรรดานักวิจารณ์ออกมาดูหมิ่นดูแคลน และกล่าวหาว่า งานของเขาเหมือนกำลังเย็บปักถักร้อย หรือบางชิ้นก็มุ่งเชิงพาณิชย์มากเกินไป “ผมว่าบางทีคนทั่วไปก็อาจจะมองความแตกต่างของผลงานทั้งสองช่วงไม่ออกด้วยซ้ำ”

ภัณฑารักษ์คนเดิมให้ความเห็นต่อว่า แม้การเปลี่ยนแนวของซัลวาดอร์จะเป็นต้นเหตุของเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ “แต่ก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าสนใจในผลงานของเขาช่วงท้ายนี้”

เอลเลียต ว่า ในนิทรรศการครั้งนี้จะสร้างความรับรู้ในหลายระดับ สำหรับคนที่เพิ่งจะศึกษาผลงานของซัลวาดอร์ ดาลิ ก็จะสามารถได้ข้อมูลขั้นต้นในด้านจินตนาการลึกๆ และความรักการแสดงออกของศิลปินสแปนิช ขณะที่คนซึ่งรู้จักซัลวาดอร์ดีอยู่แล้ว ก็สามารถมาศึกษาความคิดในการงานสร้างสรรค์ผลงาน รวมทั้ง อีกหลายอย่างที่อาจไม่เคยเห็นในการแสดง ที่อื่นมาก่อน

นิทรรศการเบิกโรงด้วยภาพหนวดยาวอันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปินสเปน ถ่ายโดยช่างภาพอเมริกัน ฟิลิปป์ ฮัลส์แมน ตามด้วยผลงาน ในอดีตของซัลวาดอร์พอหอมปากหอมคอ เพื่อ “เท้าความ” สำหรับคนที่ไม่เคยชมผลงานของเขามาก่อน ก่อนที่จะเริ่มเข้าถึงผลงานช่วงหลังจากปี 1940 ทั้ง Nuclear Mysticism ที่บอกเล่าเรื่องราวในชีวิตของเขาเอง คือ การกลับเข้าเป็นชาวคริสต์อีกครั้ง และเรื่องราวเกี่ยวกับนิวเคลียร์ที่เขากำลังสนใจ

ภาพที่ต่อเนื่องกันคือ The Madonna of Port-Lligat เป็นภาพขนาดใหญ่รูปพระแม่ มารีทรงอุ้มพระบุตร รายรอบด้วยกรอบเฟรมภาพที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ภาพนี้ขอยืมมาจาก หอศิลป์ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งไม่เคยจัดแสดงในอเมริกามาตั้งแต่ปี 1951

อีกภาพที่โดดเด่นมาก ได้แก่ Santiago El Grande (Homage to Saint James) เป็นภาพของนักบุญเจมส์ ซึ่งถือว่าเป็นนักบุญผู้พิทักษ์ประเทศสเปน ในภาพยังมีพระเยซูถูกตรึงกางเขน ส่วนนักบุญเจมส์อยู่บนหลังม้าที่ทะยานขึ้นบนกลุ่มควันของระเบิดปรมาณู ภาพดังกล่าวขอยืมมาจากบีเวอร์บรูก อาร์ต แกลเลอรี ในเมือง นิวบรุนสวิก ประเทศแคนาดา ซึ่งไม่เคยให้ ใครยืมออกนอกสถานที่เลย นับแต่ได้ภาพนี้ไว้ ในครอบครองเมื่อปี 1959 เอลเลียตจึงเสริมว่าได้จัดแสดงเอาไว้ในที่สูง และต้องแหงนหน้า ชมกันนิดหน่อยเพื่อความปลอดภัยของภาพ

Christ of St. John of the Cross คือภาพดังอีกภาพ แสดงให้เห็นพระเยซูบนไม้กางเขน อยู่เหนือทุกสรรพสิ่งบนโลก ข้างๆ ภาพดังกล่าว แสดงให้เห็นภาพศิลปินสเปนถ่ายรูปคู่กับบ๊อบบี เคนเนดี หน้าภาพเขียนเดียวกันเมื่อครั้งนำมาจากสกอตแลนด์ เพื่อมาแสดงในอเมริกาครั้งล่าสุดเมื่อปี 1965

ขณะที่ภาพ Assumpta Corpuscularia Lapilazulina คล้ายเป็นการกล่อมเกลาจิตใจ ซัลวาดอร์ ดาลิเอง ภาพนี้เป็นสมบัติส่วนบุคคล ซึ่งไม่เคยออกแสดงต่อสาธารณชนมาตั้งแต่ปี 1959 เช่นกัน เป็นภาพเขียนขนาดใหญ่ แสดงภาพใบหน้าของ กาลา ภรรยาของเขาเองในฐานะพระแม่มารีกำลังสวดส่งพระวิญญาณของ พระเยซูไปสู่สรวงสวรรค์

ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการศิลปะ Salvador Dali : The Late Work บอกว่า ภาพแต่ละภาพในยุคนี้ ราวกับเรากำลังเดินทางแสวงบุญไปพร้อมกับผลงานของเขา

สำหรับส่วนแสดงงานสุดท้าย เอลเลียตเรียกว่า “ผลงานป๊อปอาร์ตของดาลิ” ซึ่งนับว่าเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดศิลปินแนวนี้มากมาย ทั้งแอนดี วอร์ฮอล และเจฟฟ์ คูนส์

ภาพร่างระดับโลกบนกระดาษ กราฟฟิก คอลเลกชัน ราชวงศ์เดนมาร์ก

คริสโตเฟอร์ วิลเฮล์ม เอกเคอร์เบิร์ก
At a Window in the Artist's Studio

The Royal Collection of Graphic Art เซกชันเล็กๆ ในนิทรรศการแสดงศิลปะ The Royal Collections ณ สตาเทน มิวเซียม ฟอร์ คุนสท์ หรือ หอศิลป์แห่งชาติเดนมาร์ก “ขโมยซีน” ทุกนิทรรศการงานศิลป์สุดอลังการ

แม้ว่า The Royal Collections ที่จัดแสดงอยู่จะกอปรไปด้วยสุดยอดแห่งงานศิลปะยุโรป กว่า 2.4 แสนชิ้น ทั้งดรอว์อิง ภาพสีน้ำ ภาพพิมพ์หิน ภาพแกะไม้ ประติมากรรม ฯลฯ นับตั้งแต่ 700 ปีที่เริ่มมีศิลปะที่เรียกว่า Fine Arts ไม่ว่าจะเป็นเซกชัน European Art 1300 – 1800 อันเต็มไปด้วยผลงานของจิตรกร/ประติมากรเลื่องชื่อทั้งหลาย เช่น โจวานนี ปิซาโน ลูคัส ครานากซ์ ติซาโน เวเชลโล ปีเตอร์ บรูเอเกล เอล เกรโก เพเทอร์ พอล รูเบนส์ และเรมบรานต์ ฟาน ไรน์ ฯลฯ

ขณะที่ เซกชัน Danish and Nordic Art 1750-1900 ก็ไม่น้อยหน้า เพราะเป็นการรวมศิลปินท้องถิ่นแดนิชและนอร์ดิกผลงานไม่ธรรมดา (ก็นี่เป็นคอลเลกชันราชสำนักเชียวนะ) โดยกินเวลาระหว่างยุคนีโอคลาสสิก มาจนถีงปลายอิมเพรสชันนิสม์เลยทีเดียว

โยฮานน์ ไฮน์ริกซ์ ฟูสซีลิ Woman Sitting Curled up
เช่นเดียวกับส่วนของ Art After 1900 อันเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนผ่าน ระหว่างอิมเพรสชันนิสม์ไปสู่ศิลปะยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น เอกซ์เพรสชันนิสม์ คิวบิสม์ โฟวิสม์ หรือเซอร์เรียลิสม์ ก็ตาม ราชสำนักเดนมาร์กมีคอลเลกชันโดดเด่นของศิลปินอย่าง เอมิล โนลเด มักซ์ แอร์นส์ต เกร์ฮาร์ด ริกซ์เตอร์ อองเดร เดอแร็ง อมาเดโอ โมดิกลานี อองรี มาติสส์ จัดแสดงร่วมกับศิลปินชาวเดนิชจากยุคสมัยเดียวกัน

Intimacy ผลงาน เอดการ์ เดอกาส์
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เซกชันที่ควรจะเป็นไฮไลต์สำคัญ คือ French Art 1900-1930 อันเป็นยุคสุดรุ่งเรืองที่ฝรั่งเศสเป็นศูนย์กลางแห่งศิลปะ

ทว่า จุดสนใจของนิทรรศการ The Royal Collections ณ หอศิลป์แห่งชาติเดนมาร์ก กลับมาอยู่ที่ห้องจัดแสดงผลงาน Graphic Art (www.smk.dk/en/explore-the-art/the-royal-collections/graphic-art) ที่รวบรวมภาพสเก็ตช์บนกระดาษหาดูได้ยากของศิลปินชื่อดังทั่วยุโรป นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ไปจนถึง ทศวรรษที่ 1930 โดยภัณฑารักษ์ของหอศิลป์แห่งชาติเดนมาร์ก บอกว่า เป็นภาพสเก็ตช์ที่เก่าแก่ที่สุดของยุโรป
Woman Lying on the Beach-เอดูอาร์ด มาเนต์
นอกจากความที่หาดูยากแล้ว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเป็นนิทรรศการที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชม สัมผัสกับผลงานศิลปะอย่างใกล้ชิด ราวกับว่าเป็นเจ้าหน้าที่ซีเอสอ กำลังตรวจพิสูจน์หลักฐานคดีฆาตกรรมกันเลยทีเดียว

สมุดรวมภาพดอกไม้
 (Gottorfer Codex)
ของ โยฮานเนส ซิมอน
โดยส่วนมากหากเราไปแกลเลอรีชมศิลป์ที่ไหนก็ตาม มักจะมีการกั้นพื้นที่เอาไว้ไม่ให้เราเข้าใกล้งานศิลปะล้ำค่า ทำให้ยากที่จะเห็นรายละเอียดความประณีตบรรจงของชิ้นงานที่ศิลปินสรรค์สร้าง โดยเฉพาะศิลปินระดับมาสเตอร์พีซทั้งหลาย ทว่า ในห้องแสดง Graphic Art อันเป็นทรัพย์สินของราชวงศ์เดนมาร์กนั้น เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้จับต้องสัมผัสผลงานภาพสเก็ตช์ของศิลปินชื่อก้องโลก อย่าง เรมบรานต์ ฟาน ไรน์ อัลเบรชต์ ดูเรอร์ เอดูอาร์ด มาเนต์ เอดการ์ เดอ กาส์ ปาโบล ปิกัสโซ อองรี เดอ ตูลูส-โลแทร็ก ฟรานซิสโก โกยา หลุยส์ บูร์ชัวส์ ฯลฯ อย่างใกล้ชิด ทั้งชิ้นงานจริง และจอมัลติทัชสกรีนที่สามารถขยายภาพชมรายละเอียด พร้อมคำอธิบายประกอบที่น่าสนใจอีกต่างหาก

ภาพ Venus ของศิลปินไม่ปรากฏชื่อ
ในขณะที่ห้องแสดงภาพสมบัติงานศิลป์อันล้ำค่าของราชวงศ์เดนมาร์กห้องอื่นๆ ที่ว่ามา แบ่งสรรจัดระเบียบตามลำดับของกาลเวลาและยุคสมัยแห่งประวัติศาสตร์ศิลป์ ในห้องแสดงผลงาน Graphic Art กลับเป็นการรวมศิลปินดังและผลงานภาพสเก็ตช์ของศิลปินทุกยุคทุกสมัยเหล่านั้นเอาไว้ด้วยกัน ซึ่งหลายภาพเป็นปฐมบทของผลงานดังๆ ต่างๆ ของโลก และแม้แต่จิตรกรไร้ชื่อ (Ubekendt Kunstner) หรือภาพสเก็ตช์จากศิลปินท้องถิ่น ล้วนได้รับการเล่าผ่านการนำเสนอที่น่าสน

สตาเทน มิวเซียม ฟอร์ คุนสท์ เป็นสถานที่น่าไปที่สุดหากไปเยือนเดนมาร์ก เพราะ The Royal Collections เป็นนิทรรศการถาวรที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชมเสียด้วยสิ แต่ถ้าไปไม่ถึงเข้าไปชมเป็นน้ำจิ้มรสชาติเข้มข้นได้ที่ www.smk.dk/en/explore-the-art/the-royal-collections

วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2555

ทามาร่า เดอ เลมพิกคา กับรูปเหมือนสไตล์ อาร์ต เดโค


หากจะย้อนไปพูดถึง "ยุคสองศูนย์" หรือ ทศวรรษที่ 20 หลายคนก็อาจจะนึกถึงดนตรีแจ๊สขึ้นมาเป็นอันดับแรก

สิ่งที่โดดเด่นเป็นที่น่าจดจำแห่งยุคสมัย ได้แก่ เสื้อผ้าและการออกแบบ สถาปัตยกรรม อย่าง ตึกไครสเลอร์ การออกแบบเรือสำราญสุดหรูนอร์ม็องดี รวมทั้งการตกแต่งภายในอันเป็นที่กล่าวขวัญของ เรดิโอ ซิตี้ มิวสิก ฮอลล์ ซึ่งเมื่อมองโดยภาพรวมแล้วล้วนเป็นศิลปะในยุค อาร์ต เดโค อันประกอบด้วยเหลี่ยมมุม และเส้นสายเรียบง่ายแต่เป็นเอกลักษณ์

อาร์ต เดโค นั้น ขึ้นสู่จุดสูงสุดในช่วงปี ค.ศ.1925-1935 โดยได้แรงบันดาลใจต่อเนื่องมาจากยุคคิวบิสม์และฟิวเจอริสม์ รวมทั้งการเปิดตัว เบาเฮาส์ หอศิลป์และการออกแบบ ณ กรุงเบอร์ลิน ในเยอรมนี ศิลปะแบบ อาร์ต เดโค หยั่งรากอย่างเหนียวแน่น ในกรุงปารีสระหว่างปี 1920-1930 และ ทามาร่า เดอ เลมพิกคา ก็เป็นศิลปินหญิงที่มีผลงานโดดเด่นแห่งยุค

เธอมีชื่อว่า มาเรีย กอร์สกา เมื่อแรกเกิดในช่วงการเปลี่ยนแปลงสู่ศตวรรษใหม่ในโปแลนด์ พ่อแม่ของเธอหย่าร้าง เธอจึงได้รับการเอาใจเป็นพิเศษจากคุณย่า ด้วยการให้เสื้อผ้าสวยๆ และพาเธอไปท่องเที่ยว

ตอนอายุ 14 เธอเข้ามาเรียนที่โลซานน์ ในสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างปิดเทอมครั้งหนึ่งคุณป้า สเตฟานี และสามีมหาเศรษฐี พา ทามาร่า ไปเที่ยวกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก บ้านของพวกเขาตกแต่งเอาไว้อย่างหรูหราด้วยเฟอร์นิเจอร์ชั้นนำจากฝรั่งเศส ประสบการณ์ชีวิตอันฟุ้งเฟ้อหรูหรา ทำให้เด็กน้อยเริ่มวาดฝันถึงอนาคตของตัวเอง

ไม่นานหลังจากที่รัสเซียและเยอรมนีประกาศสงครามในปี 1914 ทามาร่าตกหลุมรักหนุ่มหล่อนักกฎหมายในวอร์ซอว์ ทาดูเอสซ์ เลมพิกคิ เธอหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องได้ผู้ชายคนนี้มาครอง อีก 2 ปีให้หลัง เธอก็เข้าพิธีแต่งงานอย่างหรูหรา ที่ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โดยคุณลุงนายธนาคารของเธอเป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้ทุกอย่าง ในขณะที่ ทาดูเอสซ์ เป็นพวกไส้แห้ง เขาไม่มีเงินเลย แต่ก็อยากจะแต่งงานกับสาวสวยวัย 16 คนนี้

ชีวิตคู่ผ่านไปเพียงปีเดียว ทาดูเอสซ์ ก็ถูกบอลเชวิคส์จับตัวไป ทามาร่า กล้าเผชิญหน้าต่อพวกปฏิวัติรัสเซียด้วยตัวเอง เพื่อที่จะให้สามีของเธอเป็นอิสระ ทั้งคู่ลี้ภัยไปปารีส ที่ซึ่งชื่อเสียงของ ทามาร่า เดอ เลมพิกคา กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เธอกลายเป็นที่รู้จักในฐานะชาวโปลอพยพ เป็นนักเรียนศิลปะ และทำงานไม่หยุดหย่อนทั้งกลางวันกลางคืน

ไม่นานนัก ทามาร่า ก็กลายเป็นที่รู้จักดีในฐานะนักวาดภาพเหมือนสไตล์อาร์ต เดโค งานของเธอเต็มไปด้วยความแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ผสมผสานด้วยความเซ็กซี่ และความหรูหรา ซึ่งนับว่า ถ่ายทอดออกมาจากประสบการณ์ในชีวิตของ ทามาร่า เดอ เลมพิกคา และสะท้อนบุคลิกของเธออย่างแท้จริง

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 เธอได้วาดภาพเหมือนของนักเขียน นักแสดง ศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ นักอุตสาหกรรม รวมทั้ง ปัญญาชนผู้ลี้ภัยชาวยุโรปตะวันออกทั้งหลายมากมายหลายคน ลูกสาวของเธอ คีแซ็ต เดอ เลมพิกคา-ฟอกซฮอลล์ เขียนถึงแม่เอาไว้ในหนังสือชีวประวัติ ทามาร่า เดอ เลมพิกคา ชื่อ Passion By Design...

"แม่วาดรูปทุกคน ทั้งคนรวย คนประสบความสำเร็จ คนดัง คนที่โดดเด่นในสังคมทั้งนั้น มีหลายคนที่แม่หลับนอนด้วย ผลงานของแม่ได้เสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ดูเหมือนมันจะสะท้อนความร่ำรวยหรูหรา ประมาณว่า เป็นแวดวงของไฮโซฯ น่ะ"

ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เธอย้ายไปอเมริกาพร้อมกับสามีคนที่ 2 บารอน ราอูล คัฟฟ์เนอร์ ทั้งคู่ไปอยู่ในย่านเบเวอร์ลีย์ฮิลล์ และทามาร่าก็กลายเป็นศิลปินขวัญใจของเหล่าดาราฮอลลีวู้ด ก่อนที่ในปี 1943 บารอน ราอูล และ ทามาร่า จะย้ายฝั่งไปอยู่นิวยอร์ก ที่ที่กลายเป็นสตูดิโอวาดภาพในสไตล์เดิมๆ อยู่พักใหญ่

จากนั้น เธอเริ่มหันมาสนใจการตกแต่งบ้าน โดยเริ่มจากการนำของเก่าจากบ้านเกิดของบารอน ราอูล ในฮังการี พอสงครามสงบ เธอยังตกแต่งอพาร์ตเมนต์ในกรุงปารีสอย่างหรูหราด้วยสไตล์ ร็อกโคโค

หลังจากที่สามีเสียชีวิตในปี 1962 ทามาร่า เดอ เลมพิกคา เริ่มเปลี่ยนมาใช้ เกรียง (palette knife) ในการวาดรูป ซึ่งนับว่า เป็นเทคนิคที่นิยมมากในสมัยนั้น ทว่า เมื่อนำภาพเขียนแนวใหม่ออกแสดงในนิวยอร์ก ภาพของเธอกลับไม่เป็นที่ยอมรับของนักวิจารณ์ แถมยังขายได้น้อยมาก ทามาร่า สาบานว่า เธอจะไม่แสดงงานอีกต่อไปแล้วในชีวิต นอกจากนี้ เมื่อโลกศิลปะเข้าสู่ยุค แอ็บสแตร็กต์ เอกซ์เพรสชันนิสม์ ก็ยิ่งทำให้เธอเหมือนนั่งวาดรูปเล่นไปวันๆ

ในปี 1966 มูเซ เดส์ อาร์ต เดคอเรทีฟส์ จัดนิทรรศการชื่อ "Les Annees '25" ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการรวบรวมศิลปะยุค อาร์ต เดโค มาแสดงเอาไว้อย่างมากมาย งานนี้เป็นแรงบันดาลใจให้หนุ่มน้อย อแล็ง บลงเดล เปิด แกลเลอรี่ลักเซมเบิร์ก ขึ้น และงานศิลปะของ ทามาร่า เดอ เลมพิกคา คือจุดขาย เป็นดาวเด่นของหอศิลป์แห่งนี้

ชื่อของเธอคล้ายว่า ถูกปลุกให้ฟื้นคืนขึ้นมาอีกครั้ง แกลเลอรี่ น็อดเลอร์ ในนิวยอร์ก ต้องการแสดงผลงานของ ทามาร่า พวกเขาติดต่อของานมาแสดงโดยตรง แต่ด้วยเพราะความที่ไม่อยากแสดงงาน และความจู้จี้ของเธอ ทำให้คูเรเตอร์ทนไม่ไหวต้องบอกศาลา หลังจากนั้น ชื่อของเธอก็เลือนหายไปจากความเคลื่อนไหวของศิลปะ

สาวสวยอย่าง ทามาร่า ทนให้ใครๆ เห็นสังขารความชราของเธอไม่ได้ ในปี 1978 เธอจึงหลบไปซื้อบ้านอยู่เงียบๆ ในเม็กซิโก

แล้ววันที่ 18 มีนาคม 1980 ทามาร่า เดอ เลมพิกคา เสียชีวิตไปด้วยอาการหลับไหล โดยมี คีแซ็ตต์ ลูกสาวนั่งอยู่ข้างเตียง

คำสั่งเสียสุดท้ายของเธอคือ ปรารถนาให้เถ้ากระดูกได้ไปโปรย ณ ยอดภูเขาไฟ โปโปคาเตเพ็ตติ ในเม็กซิโก

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2555

อาร์เตมิซา เกนติเลสคี จิตรกรหญิง แห่งยุคบาโรก



Susanna e i Vecchioni 

หอศิลป์สเปอโรนี เวสต์วอเตอร์ กรุงนิวยอร์ก จัดแสดง นิทรรศการ Italian Paintings from the 17th and 18th Centuries แสดงภาพเขียนอิตาเลียนยุคศตวรรษที่ 17 และ 18 อันประกอบไปด้วยผลงานของจิตรกรยุคหลังเรอเนสซองซ์ดังๆ ที่กลายเป็นรากฐานของชิ้นงานศิลปะยุคใหม่ตั้งแต่ กานาเลตโต หรือ โจวานนี อันโตโน กานาล (มีชีวิตระหว่าง ค.ศ. 1697-1768) กาวาลิเยร์ ดาร์ปิโน หรือ จูเซปเป เชซารี (1568-1640) มิเคเล มาริเยสคี (1710-1743) 


ที่ฮือฮากันมากก็คือ ภาพเขียนชายนิรนาม Unidentified Man (วาดระหว่าง ค.ศ. 1630–1640) ที่ไม่เคยแสดงที่ไหนมาก่อนของจิตรกรหญิงที่ได้รับการยอมรับที่สุดแห่งยุค บาโรก อาร์เตมิซา เกนติเลสคี (1593-1653)

ภาพเขียนชายนิรนาม Unidentified Man ของอาร์เตมิซา จัดแสดงเคียงคู่กับอีกหลายภาพที่เพิ่งจะค้นพบหลังทศวรรษที่ 1750 ไม่ว่าจะเป็น Portrait of Ferdinando Gonzaga, Duke of Mantua (1617) ของ ติเบโร ติติ และ Piazza San Marco, looking West, from the Campo di San Basso (1757–1758) ผลงานในยุคแรกๆ ของฟรันเชสโก การ์ดิ

ผลงานของอาร์เตมิซา เห็นได้ชัดว่าได้แรงบันดาลใจจาก มิเกลังเจโล การาวาจโจ ซึ่งแม้ว่าย้อนไปในยุคนั้น จิตรกรผู้หญิงยากที่จะได้การยอมรับ หากเธอก็เป็นผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวที่ได้เข้าเป็นสมาชิกของสถาบันอัคคาเดเมีย ดิ อาร์เต เดล ดิเซโญ (Accademia di Arte del Disegno) ในกรุงฟลอเรนซ์ นอกจากนี้ อาร์เตมิซายัง เป็นจิตรกรหญิงรายแรก ที่วาดเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์และศาสนาอีกด้วย

ภาพเหมือนตัวเอง ของ อาร์เตมิซา
อาร์เตมิซา เกนติเลสคี เกิดที่กรุงโรม เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 1593 เธอเป็นธิดาคนโตของจิตรกรชาวทัสคัน โอราโซ เกนติเลสคี เธอได้เปิดโลกของศิลปะในสตูดิโอของบิดา โดยแสดงให้ เห็นพรสวรรค์ที่โดดเด่นเหนือน้องชายทั้งหลาย ที่โตมากับศิลปะด้วยกัน บิดาของเธอเอง ก็ได้แรงบันดาลใจมากมายจากมิเกลังเจโล การาวาจโจ ซึ่งทำให้เป็นมรดกตกทอดมาถึง อาร์เตมิซาเช่นกัน

แค่ผลงานชิ้นแรก Susanna e i Vecchioni (Susanna and the Elders) ในวัยเพียง 17 ปี ก็สร้างความฮือฮาอย่างมากมาย ทั้งเนื้อหาของภาพที่วาดเกี่ยวกับหญิงสาวชื่อซูซานนา กำลังถูกล่วงเกินทางเพศจากชายสูงวัย 2 คน ซึ่งน่าจะวาดมาจากความรู้สึกของเธอเองที่เห็นว่า ผู้หญิงมักถูกกดขี่ ไม่เพียงทางความคิดหรือทางกาย เท่านั้น แต่ประวัติศาสตร์ก็บันทึกเอาไว้ว่า เป็นเหตุการณ์ที่เธอประสบกับตัวเองที่ถูกเพื่อนของ พ่อข่มเหงทางเพศ

อาร์เตมิซา แม้จะมากความสามารถ แต่เธอกลับถูกปฏิเสธการเข้าศึกษาต่อในสถาบันศิลปะหลากหลายแห่ง ด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ ไม่เคยมี ผู้หญิงเข้าศึกษาในสถาบันชั้นสูงเช่นนี้มาก่อน เคราะห์ดีที่บิดาของเธอเองก็เป็นจิตรกรมากฝีมือ หลังจากเขาได้รับการว่าจ้างให้ไปทำงานกับ อะกอสติโน ตัสซี ในการตกแต่งบางส่วนของพระราชวังปาลยาวิชีนี รอสปิโกลซี ในกรุงโรม เขาก็แอบจ้างอะกอสติโนให้มาสอนลูกสาวเป็นการส่วนตัว

อะกอสติโนไม่สอนเปล่า กลับข่มขืนเด็กสาวจนกลายเป็นเรื่องฟ้องร้องกันเกือบปี หลังชนะคดี พ่อจับเธอแต่งงานกับปีรันโตโน สตาตเตซี ทั้งคู่ย้ายไปยังฟลอเรนซ์ เพราะอาร์เตมิซาได้รับการว่าจ้างให้ไปวาดรูปที่คาซาบัวนาร์รอตติ

อาร์เตมิซา ประสบความสำเร็จอย่างสูงที่ ฟลอเรนซ์ เธอกลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้ เข้าศึกษาในสถาบันอัคคาเดเมีย ดิ อาร์เต เดล ดิเซโญ และได้การยอมรับในผลงานอย่าง กว้างขวาง พร้อมๆ กับการเป็นจิตรกรประจำราชสำนัก และการได้รับจ้างวาดภาพประดับบ้านเศรษฐีมากมาย เธอก็สร้างสรรค์ผลงานที่ยังคงโด่งดังมาถึงทุกวันนี้

ไม่ว่าจะเป็น La Conversione della Maddalena (The Conversion of the Magdalene) หรือว่า Giuditta con la sua ancella (Judith and her Maidservant) ที่เธอวาดอีกเวอร์ชัน Giuditta che decapita Oloferne (Judith beheading Holofernes) ที่ใหญ่ขึ้นอีกด้วย โดยปัจจุบันผลงานเหล่านี้ประดับอยู่ตามผนังของพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญหลายแห่งในกรุงฟลอเรนซ์

ในปี 1621 อาร์เตมิซา เดินทางกลับมา ยังกรุงโรม และยังไม่หยุดสร้างงานศิลปะ แม้ว่ามิเกลังเจโล การาวาจโจ จะลาโลกไปกว่าทศวรรษแล้วในขณะนั้น แต่จิตรกรแห่งยุค มากมายก็ยังยึดแนวทางของเขาอยู่ ซึ่งก็ กลายเป็นเทรนด์ของโลกของศิลปะในกรุงโรม ที่จะย้ายเข้าสู่สไตล์บาโรกเข้าทุกทีๆ

สีสันจัดๆ โดดเด่น กับเนื้อหาในภาพอันเข้มข้น สุดดรามา คือเอกลักษณ์เฉพาะตัวของจิตรกรรมยุคนี้ สถาบันศิลปะที่กรุงดีทรอยต์ยอมรับว่า เธอมีการใช้สีอ่อนและเข้มตัดกันอย่างรุนแรง ซึ่งนับว่าเป็นสเตอริโอไทป์ของศิลปะยุคนี้ ที่เห็นได้ชัดก็คือภาพ Giuditta con la sua ancella (Judith and her Maidservant) Venere Dormiente (The Sleeping Venus) และ Ester ed Assuero (Esther and Ahasuerus)

Giuditta con la sua ancella
เธอย้ายไปเนเปิลส์ ในปี 1630 โดยเป็นครั้งแรกที่ได้เข้าไปวาดภาพในโบสถ์ซานเกนนาโร (Saint Januarius) อาร์เตมิซาวาด Nascita di San Giovanni Battista (Birth of Saint John the Baptist) Madonna e Bambino con rosario (Virgin and Child with a Rosary) และ Corisca e il satiro (Corisca and the satyr) ซึ่งผลงานที่แตกต่างออกไป นับเป็นการจัดระเบียบความคิดใหม่ๆ ให้จิตรกรหญิงเป็นอย่างมาก

ปี 1638 เธอเดินทางไปร่วมงานกับบิดาที่ลอนดอน กับการเป็นศิลปินในราชสำนักของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 โดยพระองค์รับสั่งให้เรียกตัวอาร์เตมิซาเข้ามาเอง เธอได้รับผิดชอบงานสำคัญคือ งานประดับประดาเพดาน ซึ่งเธอได้วาดภาพ Trionfo della pace e delle Arti (Triumph of the peace and the Arts) ไว้ที่เพดานของตำหนักของพระนางเฮนเรียตตา มาเรีย ในกรีนิช และยังมีผลงานที่พระเจ้าชาร์ลส์โปรดมาก และกลายเป็นสมบัติของท้องพระคลังอังกฤษ ได้แก่ Autoritratto in veste di Pittura (Self-Portrait as the Allegory of Painting) หรือภาพพอร์เทรตตัวเธอเอง

มาอยู่ที่ลอนดอนเพียงปีเดียว บิดาของเธอก็ลาจากโลก ทำให้เธอได้รับช่วงเป็นจิตรกรประจำราชสำนักอย่างเต็มตัว กระทั่งปี 1642 เมื่อเกิดสงครามกลางเมืองในอังกฤษ อาร์เตมิซา จึงเดินทางกลับมาที่เนเปิลส์ และทำงานให้เศรษฐีท้องถิ่นอย่างเงียบเชียบ โดยคาดว่าเธออาจจะเสียชีวิตในช่วงเวลาใกล้เคียงกับศิลปินท้องถิ่นคนอื่นๆ (ราว 1652–1653) เนื่องจากเกิด กาฬโรคระบาด

เจน แฟรงก์ หญิงเหล็กแวดวงศิลปศิลป์อเมริกัน



จิตรกร ประติมากร ศิลปินสื่อผสมนักออกแบบลายผ้าหญิงชาวอเมริกัน เจน แฟรงก์ ศิษย์เอกของ ฮันส์ ฮอฟมันน์ ศิลปินเยอรมัน-อเมริกัน ที่ผลงานศิลปะในหลากหลายสาขา โดยเฉพาะงานจิตรกรรมในแนวแอบสแทรกต์ ที่ได้มักได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ แม้ว่าในภายหลังเจนจะหันมานิยมวาดภาพแนวแลนด์สเคปแบบตรงไปตรงมาก็ตาม แต่ที่สร้างชื่อเสียงให้เธอก็คือ ภาพแนวแอบสแทรกต์มากกว่า โดยเฉพาะภาพจิตรกรรมและศิลปะสื่อผสม


เจน แฟรงก์ นับว่าเป็นศิลปินคนสำคัญของอเมริกา ผลงานของเธอได้รับการจัดแสดงไว้ที่หอศิ??ป์ของสถาบันสมิธโซเนียน หอศิลป์แห่งบัลติมอร์ (บ้านเกิดของเธอ) หอศิลป์จอห์นสันแห่งมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ฯลฯ

ชื่อเดิมของเจน แฟรงก์ คือเจน เชนธาล เธอมีความสนใจในศิลปะเป็นทุนเดิม ก่อนจะเข้าศึกษาอย่างเป็นแบบแผนที่สถาบันศิลปะในแมรีแลนด์ ในสาขานิเทศน์ศิลป์ เอกการออกแบบแฟชั่น ก่อนจะไปเรียนต่อที่พาร์สันสคูล ออฟ ดีไซน์ ในนิวยอร์ก โดยระหว่างนั้นเธอยังศึกษาทางด้านการละครไปด้วย

หลังศึกษาจบ เจนเข้าทำงานทางด้านการออกแบบแฟชั่นที่กรุงนิวยอร์กเป็นเวลาสั้นๆ ก่อนจะย้ายกลับมายังบ้านเกิดในบัลติมอร์ รัฐแมรีแลนด์ แล้วเริ่มต้นสร้างสรรค์งานศิลปะอย่างจริงจังราวปี 1940 มีหลักฐานเป็นจดหมายที่เธอเขียนถึง โธมัส โยเซลอฟ เล่าพื้นฐานของตัวเองที่มีมาทางพาณิชย์ศิลป์ ครั้นเมื่อตั้งใจจะเป็นศิลปินเต็มตัว เธอก็?ิ้ง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอเคยพากเพียรร่ำเรียนมาแล้ว เริ่มต้นใหม่ทั้งหมด

เจนเริ่มศึกษาเกี่ยวกับศิลปะแบบเพียวอาร์ต ตั้งแต่ศิลปะภาพเขียนสีในถ้ำยุคโบราณไปจนถึงศิลปะเรอเนสซองซ์ และสนใจเป็นพิเศษที่ผลงานของปอล เซซานน์ ปาโบล ปิกัสโซ และวิลเลม เด คูนิง เธอเพิ่มเติมไว้ในจดหมายว่า นิยมงานที่เป็นเล่นกับพื้นผิว (เทกซ์เจอร์) รวมทั้งภาพสีน้ำมันที่ดูแรงๆ

ทางด้านชีวิตส่วนตัวเธอสมรสกับเฮอร์มัน เบนจามิน แฟรงก์ ไม่นานหลังกลับมาปักหลักใน บัลติมอร์ และเมื่อเริ่มสร้างสรรค์งานศิลปะเธอจึง เริ่มด้วยลายเซ็นบนผืนภาพว่า เจน แฟรงก์ ตลอดมา

สามีของเธอทำงานก่อสร้างอาคาร และเขาก็เป็นผู้สร้างสตูดิโอวาดภาพให้เธอด้วยตัวเอง นอกจากหันมาเป็นศิลปินเต็มตัวแล้ว เจนยังวาดภาพประกอบในหนังสือเด็ก แล้วยังเขียนหนังสือเองด้วย (Monica Mink)

เหตุหนึ่งที่ทำให้เจน แฟรงก์ หันมาทำงานศิลปะ ซึ่งเป็นอิสระจากการเป็นมนุษย์เงินเดือน เนื่องเพราะปัญหาสุขภาพที่รุมเร้าทำให้เธอไม่สามารถที่จะนั่งทำงานได้ระยะเวลานานๆ หลังจากนั้นอุบัติเหตุทางรถยนต์ในปี 1952 ยังซ้ำเติมให้อาการหนักยิ่งกว่าเก่า แต่กระนั้นเธอก็ยังสามารถผลิตงานออกมาแสดงนิทรรศการเดี่ยวได้ในปี 1958 ที่หอศิลป์แห่งบัลติมอร์

ระหว่างที่เยียวยาอาการบาดเจ็บ ในปี 1956 เจนเข้าเรียนกับศิลปินเอกเพรสชันนิสต์ชาวเยอรมัน-อเมริกัน ฮันส์ ฮอฟมันน์ ที่โพรวินซ์ทาวน์ รัฐแมสซาชูเซ็ตส์ นับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของเธอดีกว่าจะศึกษาด้วยตัวเอง ด้วยเพราะอาจารย์ศิลปินช่วยเสริมความเชื่อมั่น ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้เป็นอย่างดี จนทำให้เธอสามารถสร้างสรรค์งานแสดงในนิทรรศการเดี่ย?ครั้งแรกในปี 1958 ดังกล่าว รวมทั้งมีโอกาสทัวร์แสดงงานไปยังหอศิลป์ต่างๆ หลายแห่ง ทั้งแกลเลอรีศิลปะคอร์โคแรน ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ในปี 1962 รวมทั้งแกลเลอรีบ็อดลีย์ ที่กรุงนิวยอร์ก ในปี 1963 และห้องนิทรรศการของกูเชอร์คอลเลจ ที่บัลติมอร์ในปีเดียวกัน

ในปี 1962 เจน แฟรงก์ ได้ทุนของไรน์ฮาร์ต เฟลโลว์ชิป ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแด่ วิลเลียม เฮนรี ไรน์ฮาร์ต ประติมากรชาวแมรีแลนด์ อันเป็นโอกาสให้เธอได้ศีกษากับนอร์แมน คาร์ลเบิร์ก ที่โรงเรียนประติมากรรมไรน์ฮาร์ต ในสถาบันศิลปะแมรีแลนด์ ซึ่งทำให้เจนได้โอกาสทดลองสร้างสรรค์งานในสายใหม่ คือ ประติมากรรมในภายหลัง โดยนับว่าเป็นอีกสายงานที่เธอได้สร้างสรรค์เอาไว้มากพอตัว ถึงขนาดที่สามารถให้ ฟีบี บี. สแตนตัน รวมเล่มได้สบายๆ (The Sculptural Landscape of Jane Frank) ในปี 1968

การได้เรียนรู้และสร้างสรรค์งานประติมากรรม ทำให้เจนก้าวข้ามไปอีกขั้น นั่นคือ เริ่มทำงานออกมาด้วยเทคนิคศิลปะสื่อผสม ซึ่งปรากฏให้เห็นในผลงานหลังจากปี 1962 อย่างเด่นชัด โดยในผลงานสื่อผสมของเธอเน้นเป็นอย่างยิ่งในเรื่องของศิลปะพื้นผิว หรือเทกซ์เจอร์อย่างที่เธอชอบและสนใจมาตั้งแต่ต้น เจนอาศัย "สื่อ" หรือ "วัสดุ" มากมายมาผสมผสานออกเป็นงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น ของฝากจากทะเล เศษหอย เม็ดทราย รวมทั้งซากเรือ ไม้ผุ แล้วก็เศษแก้ว ทั้งไม่ลังเลที่จะหยิบวัสดุที่ไม่ใช่ธรรมชาติสร้าง อย่าง แผ่นซิลิกา มาใช้ด้วย ซึ่งผลงานในช่วงนี้ยิ่งขับเน้นให้เธอกลายเป็นศิลปินแอบสแทรกต์ เอกซ์เพรสชันนิสต์อย่างเต็มตัว โดยเธอจัดแสดงนิทรรศการ สื่อผสมเป็นครั้งแรกที่บัลติมอร์ในปี 1965

ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ เธอยังสร้างสรรค์ ผืนผ้าใบของตัวเองมิให้คิดอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมอีก ต่อไป หากคิดค้นผ้าใบที่เรียกว่า "มีทรวดทรง" (Shaped Canvas) ซึ่งดูเหมือนว่า นอกจากอิทธิพลของประติมากรรมแล้ว ก็ยังเป็นสิ่งที่ติดตัวเธอมาตั้งแต่ครั้งเรียกแฟชั่นดีไซน์นั่นเอง

Shaped Canvas ทำให้การสร้างสรรค์ศิลปะ สื่อผสมของเธอกลายเป็นรูปแบบ 3 มิติ ซึ่งสร้าง ชื่อเสียงให้เจน แฟรงก์เป็นอย่างมาก

หลังจากทศวรรษแห่งประติมากรรมและ สื่อผสม เจน แฟรงก์ เรียกได้ว่าเป็นสูงสุดคืนสู่สามัญ เมื่อกลับมาให้ความสนใจต่อการเขียนภาพแลนด์ สเคปแนว "มุมสูง" หรือ Aerial Landscape ซึ่ง ส่วนใหญ่เป็นการถ่ายทอดสีสันตามธรรมชาติจริงๆ แม้จะแอบติดกับความเป็นภาษาสัญลักษณ์ หรือแอบสแทรกต์อยู่เล็กน้อยก็ตาม ซึ่งเรื่องนี้มีเบื้องหลังบันทึกเอาไว้ว่า เป็นเพราะเจนเริ่มหันมาสนใจเรื่องศาสนา และมีความเชื่อว่าเธอเป็นหนี้บุญคุณแผ่นดินแมรีแลนด์ จึงต้องการวาดภาพเชิงธรรมชาติ ด้วยการถ่ายทอดเป็นภาพแลนด์สเคปมุมสูง ด้วยการวาดให้มีสีสันใกล้เคียงธรรมชาติของสถานที่มากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทิวทัศน์ของบัลติมอร์ในแมรีแลนด์

ในปี 1986 เจน แฟรงก์ เสียชีวิตที่บ้านของตัวเองในบัลติมอร์ แมรีแลนด์ ด้วยวัย 68 ปี หลังทศวรรษแห่งการสร้างสรรค์งานแทนคุณแผ่นดิน เป็นภาพวาดทิวทัศน์มุมสูงจำนวนมากมาย

ภาพชีวิตตกร่อง ของ ดีแอน อาร์บัส


ภาพยนตร์เรื่อง Fur เล่าเรื่องของช่างภาพสาวชื่อดังของอเมริกา ดีแอน อาร์บัส (เนเมรอฟ) ซึ่งโด่งดังในแง่ของการถ่ายภาพคนแปลก


ชื่อ Fur ในภาพยนตร์ชีวิตดีแอน น่าจะมาจากครอบครัวเดิมของเธอทางฝ่ายมารดา ที่ประกอบธุรกิจขายเฟอร์นิเจอร์ และเสื้อผ้าสุภาพสตรีนั่นเอง

เธอเกิดที่นิวยอร์ก ในครอบครัวชาวยิวที่ มั่งคั่ง ด้วยความเป็นผู้หญิง ดีแอน จึงโดนบดบังจากพี่ชายผู้เป็นกวี ฮาเวิร์ด เนเมรอฟ เธอหลงรักอนาคตนักแสดงหนุ่ม อัลลัน อาร์บัส ตั้งแต่อายุ 14 และแต่งงานกับเขาทันทีเมื่อเธออายุ 18 ตามความประสงค์ของพ่อแม่

เมื่ออัลลันเริ่มฝึกการถ่ายภาพในกองทัพสหรัฐ เขาก็สอนภรรยาให้ถ่ายรูปด้วย ทั้งสองสามี-ภรรยาร่วมกันรับจ้างถ่ายภาพ และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในโลกแฟชั่น โดยช่วงแรกๆ อัลลันรับหน้าที่ตากล้อง ส่วนดีแอนเป็นสไตลิสต์ ก่อนที่ฝ่ายภรรยาจะต้องการลองถ่ายภาพเองบ้าง โดยไปเรียนเพิ่มเติมที่ ลิเส็ตต์ โมเดล ในนิวยอร์ก

ทั้งคู่มีลูกสาวด้วยกัน 2 คน คือ ดูน อาร์บัส (นักเขียน/ อาร์ต ไดเร็กเตอร์) และ เอมี อาร์บัส (ช่างภาพ) ทว่า ในปี 1959 สามี-ภรรยาอาร์บัสกลับแยกทางกัน

หลังจากบอกศาลาจากสามี ดีแอนไปเรียนถ่ายรูปกับช่างภาพชื่อดัง อเล็กซีย์ โบรโดวิตช์ และริชาร์ด อเวดอน ในปี 1960 เธอก็เริ่มทำงานอย่างจริงจังในฐานะช่างภาพ ผลงานของเธอได้ตีพิมพ์ในนิตยสารชื่อดังมากมาย ตั้งแต่ Esquire, The New York Times Magazine, Harper's Bazaa, Sunday Times magazines และ ฯลฯ

ในช่วงแรกๆ เธอใช้กล้อง 35 มม. ทว่าในช่วงกลางทศวรรษที่ 1960 เธอเริ่มหันมาใช้กล้องใหญ่แบบทวินเลนส์ยี่ห้อโรลลีเฟล็กซ์ รุ่นมีเดียม ซึ่งใช้ฟิล์มสี่เหลี่ยมที่ให้ภาพละเอียดกว่า ดีแอนเริ่มทดลองถ่ายภาพในรูปแบบต่างๆ เช่นว่า การใช้แฟลชในช่วงกลางวัน ซึ่งทำให้ได้ภาพของวัตถุที่ถ่ายโดดเด่นและแยกออกมาจากฉากหลังอย่างเห็นได้ชัด

ผลงานภาพถ่ายที่เต็มไปด้วยอารมณ์ศิลป์ของเธอ คว้ารางวัลกุกเกนไฮม์ถึง 2 ครั้ง 2 ครา คือ ปี 1963 และ 1966 พอปีถัดมา พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย หรือ โมมา เชิญเธอไปเปิดนิทรรศการแสดงภาพถ่ายครั้งแรกในชีวิต โดยร่วมกับ ช่างภาพชื่อดังคนอื่น อย่างเช่น แกร์รี วิโนแกรนด์ และ ลี ฟรีดแลนเดอร์ ดีแอน ยังมีโอกาสได้สอนวิชาการถ่ายภาพ ที่ พาร์สันส์ สกูล ออฟ ดีไซน์ ในนิวยอร์ก และแฮมเชอร์ คอลเลจ ในแอมเฮิร์สต์ รัฐแมสซาชูเส็ตต์ส

ในเดือนกรกฎาคม 1971 ดีแอน อาร์บัส ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองในกรีนิช วิลเลจ ด้วยวัยเพียง 48 ปี โดยการเสพยาเกินขนาด ก่อนที่จะใช้มีดกรีดข้อมือตัวเอง มีข่าวลือว่า เธอถ่ายภาพขณะที่ตัวเองกำลังฆ่าตัวตายเอาไว้ด้วย ทว่า ตำรวจค้นไม่พบภาพในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด

นิตยสารภาพถ่าย Aperture ตีพิมพ์รูปและเรื่องราวชีวิตเพื่อเชิดชูความเป็นศิลปินของ ดีแอน อาร์บัส ขณะที่ ภัณฑารักษ์ของโมมา จอห์น ซาร์โคว์สกี เองก็ตั้งใจจะจัดพื้นที่แสดงงานของเธอ ในปี 1972 โดยรวบรวมจากสำนักพิมพ์ต่างๆ หากโดนปฏิเสธจากค่ายใหญ่ๆ มีเพียง Aperture เท่านั้น ที่จัดทำหนังสือเฉพาะกิจตีพิมพ์ภาพถ่ายของ ดีแอน ซึ่งกลายเป็นหนังสือรวมภาพถ่ายที่ดีที่สุดเล่มหนึ่ง หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ถึง 12 ครั้งและขายได้มากกว่า 1 แสนเล่ม ภาพดังกล่าวจัดแสดงที่โมมาด้วย รวมทั้งเดินทางไปจัดแสดงยังที่ต่างๆ ในอเมริกาเหนือ ซึ่งคาดว่ามีผู้ที่เข้าชมกว่า 7 ล้านคนทีเดียว

ในปีเดียวกัน แม้ ดีแอน อาร์บัส จะเสียชีวิตไปแล้ว เธอยังเป็นช่างภาพอเมริกันคนแรกที่มีผลงานเข้าร่วมแสดงในเทศกาลศิลปะเวนิซ เบียนนาเลอีกด้วย ภาพเด็กแฝดกลายเป็นสัญลักษณ์ในภาพถ่ายของเธอ และยังเป็นภาพถ่ายราคาแพงที่สุดในโลกเป็นอันดับ 7 (สถิติปี 2004) โดยขายได้ถึง478,400 เหรียญสหรัฐ

ดีแอน อาร์บัส เป็นที่รู้จักกันในทุกวันนี้ กับภาพถ่ายของคนเคระ ยักษ์ โสเภณี คนเร่ร่อน รวมทั้งคนที่สติไม่ค่อยจะสมบูรณ์ หรือคนปกติธรรมดาที่เธอนำมาจัดถ่ายให้ได้อารมณ์เสียดสีประชดประชันสังคม

เจเน็ต มัลคอล์ม นักเขียนประจำ “The New Yorker” วิจารณ์ผลงานของดีแอนว่า เป็นการถ่ายภาพแบบเก่าๆ “เธออาศัยแบบแผนเดิมๆ มาเล่าเรื่องราวที่เห็นในปัจจุบัน”

ลักษณะการถ่ายภาพตามขนบเดิม หรือ “Traditional forms” ที่โดดเด่นในผลงานของดีแอน อาร์บัส ก็คือ การใช้เลนส์ไวด์แองเกิล ที่จะทำให้ได้อารมณ์ของภาพในแบบที่เธอต้องการ เธอมักจัดให้วัตถุอยู่ตรงกลางภาพ ซึ่งดูเหมือนว่าเธอจะสนใจในเรื่องของอารมณ์ในการถ่ายภาพขณะนั้นมากกว่า ที่จะคิดถึงเรื่ององค์ประกอบภาพ หรือคอมโพสิชั่น

เธอเคยให้สัมภาษณ์ไว่ว่า เธอเองไม่รู้หรอกว่า องค์ประกอบภาพคืออะไร บางทีการจัดองค์ประกอบของเธอก็อาจจะหมายถึงการทำให้ภาพสว่างขึ้น หรือเหลือพื้นที่บนภาพให้ได้พักสายตากันมากขึ้น “บางทีมันก็เกิดจากความผิดพลาดบางอย่างขณะที่ถ่าย แต่กลับได้ภาพสวยขึ้นมา ฉันว่าบางที่การทำถูกก็อาจ กลายเป็นผิด และบางครั้งฉันก็ชอบที่จะทำถูกๆ บางทีก็ชอบถ่ายแบบผิดๆ เหมือนกันนะ”

การที่เธอชอบใช้แฟลชในการถ่ายภาพกลางแจ้งเวลากลางวัน ซึ่งทำให้คนหรือวัตถุที่อยู่ในภาพดูเด่นเด้งขึ้นมาเตะตา แสดงให้เห็นอารมณ์ในตัวของเธอเอง ที่อาจจะรู้สึกโดดเดี่ยว ชอบอยู่คนเดียวในโลกของตัวเอง ทำให้เกิดความคิดแบบเกินเลยจากความเป็นจริง (เซอร์เรียล) ไปได้

ภาพถ่ายที่โดดเด่นของ ดีแอน ประกอบด้วย...

Child with Toy Hand Grenade in Central Park

ภาพนี้ถ่ายที่กรุงนิวยอร์ก ปี 1962 เด็กชายตัวผอมแกร็น รูปร่างดูผิดแผก แขนข้างหนึ่งหงิกงอ ส่วนอีกข้างหนึ่งถือของเล่นที่มีลักษณะเหมือนลูกระเบิดเอาไว้ ดีแอนถ่ายรูปนี้ โดยให้เด็กชายยืนอยู่ในลักษณะที่เห็น แล้วเธอก็เดินรอบๆ ตัวเขาถ่ายทุกมุมแบบ 360 องศา กว่าจะได้มุมนี้ พร้อมแสงเงา และอารมณ์อย่างที่เธอถูกใจที่สุดนั้น เด็กชายก็โวยวายว่า ถ่ายเสียที จนกลายเป็นอารมณ์ที่ได้ในภาพนี้นั่นเอง

Identical Twins

ภาพนี้ถ่ายในปี 1967 เด็กหญิงฝาแฝดในชุดกระโปรงผ้าลูกฟูก คนหนึ่งยิ้มคนหนึ่งบึ้ง ภาพนี้สามารถเรียกได้ว่าเป็น “เครื่องหมายการค้า” ของ ดีแอน แล้วยังเป็นแรงบันดาลใจให้ สแตนลีย์ คูบริก นำการโพสท่าของฝาแฝดไปใช้ในภาพยนตร์เรื่อง The Shining ของเขาด้วย

Jewish Giant at Home with His Parents in The Bronx

ภาพของ เอดดี คาร์เมล “ยักษ์ชาวยิว” ถ่ายในอพาร์ตเมนต์ของครอบครัวคาร์เมล โดยมีพ่อและแม่ของเอดดี ซึ่งดูตัวเล็กมาก เมื่อยืนอยู่กับเขา ภาพดังกล่าวถ่ายในปี 1970 ทำให้เกิดการตีความไปต่างๆ นานา บางคนก็ว่า แม้เอดดีจะมีรูปร่างผิดปกติ แต่เขาก็ไม่มีปัญหาในการอยู่ร่วมกับครอบครัวได้อย่างมีความสุข ขณะที่บางคนก็จับตาไปที่พ่อแม่ขอเอดดี ว่า มีกิริยาแปลกๆ ท่าทางตื่นเต้น คล้ายกับเพิ่งเคยเห็นเอดดีเป็นครั้งแรกในชีวิตอย่างนั้นแหละ