แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Landscape แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Landscape แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561

โทมัส เกนส์เบอระห์ ในแลนด์สเคปมีพอร์เทรต


โทมัส เกนส์เบอระห์ นักวาดภาพแลนด์สเคปและพอร์เทรตชาวอังกฤษ หนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งสถาบันศิลปะรอยัลอะคาเดมี ที่มีชื่อเสียงโดดเด่นในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 18 ด้วยลีลาการวาดภาพที่ว่องไว การจับบุคลิกของบุคคลในภาพ กับฝีแปรงที่เรียบง่าย เน้นโทนสีอ่อนๆ นอกจากนี้เขายังนิยมผสมผสานภาพสไตล์แลนด์สเคป เข้าไปในภาพพอร์เทรตแต่ละชิ้นจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ 

โทมัส เกิดที่ซัดเบอรี เมืองซัฟโฟล์ก ประเทศอังกฤษ ในครอบครัวของช่างทอผ้า ขณะที่พี่ๆ น้องๆ ที่เชื้อไม่ทิ้งแถวก็ได้วิชาการดีไซน์เสื้อผ้าจากครอบครัว ส่วนโทมัสนั้นฉายแววศิลปินมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งมีจุดเริ่มจากความประทับใจในภาพสเกตช์และภาพวาดดีไซน์เสื้อผ้า ที่เป็นผลงานออกแบบของบิดานั่นเอง

เขาเริ่มต้นวาดภาพตั้งแต่จำความได้ ก่อนจะพัฒนามาวาดภาพแลนด์สเคปในวัย 10 ขวบ และเริ่มต้นวาดภาพพอร์เทรตขนาดจิ๋ว ในเวลาใกล้เคียงกัน ครอบครัวเห็นแววจึงส่งโทมัสไปศึกษาด้านศิลปะที่กรุงลอนดอนตั้งแต่ปี 1740 กับอาจารย์ชาวฝรั่งเศสผู้เชี่ยวชาญด้านภาพพิมพ์ไม้ อูแบรต์ กราฟโลต์ จากนั้นย้ายไปเรียนกับ วิลเลียม โฮการ์ท จิตรกรนักวาดภาพล้อ และการ์ตูนนิสต์ ชาวอังกฤษ อีกทั้งได้ฝึกงานกับฟรานซิส เฮย์แมน จิตรกรและนักวาดภาพประกอบชาวอังกฤษ

ปี 1746 โทมัสแต่งงานกับมาร์กาเร็ต เบอร์ ลูกนอกสมรสของดุ๊กแห่งโบฟอร์ต พร้อมๆ กับการเริ่มงานเป็นจิตรกรอาชีพ โดยสร้างสรรค์งานส่วนใหญ่ในสไตล์แลนด์สเคป แต่ว่าขายไม่ค่อยจะออก เขากลับมาที่บ้านเกิดในซัดเบอรี และมุ่งมั่นวาดภาพสไตล์พอร์เทรตแทน

โทมัสพาครอบครัวที่ประกอบด้วยภรรยา และลูกสาว 2 คน ย้ายไปยังอิปสวิช พร้อมรับจ้างวาดภาพพอร์เทรตให้บรรดาเศรษฐี แต่เงินทองก็ยังไม่ค่อยพอใช้ ต้องอาศัยสมบัติของภรรยามาช่วยชักหน้าให้ถึงหลัง จากนั้นไม่นาน ครอบครัวย้ายไปเมืองบาธ อันเป็นที่ที่เขาได้ศึกษาภาพพอร์เทรต ของจิตรกรชาวดัตช์ อันโทนี ฟาน ไดก์ 

ที่บาธ เขาได้เจอลูกค้าดูดีมีรสนิยมมากมาย ทำให้เขาได้วาดภาพในสไตล์ตัวเองได้อย่างสมใจ กระทั่งสามารถส่งเข้าไปเสนอเพื่อร่วมแสดงกับกลุ่มรอยัล โซไซตี ออฟ อาร์ตส์ ในกรุงลอนดอนได้แบบไม่อับอายขายหน้า ในที่สุด ผลงานของเขาก็ได้เข้าเป็นหนึ่งให้หอศิลป์อันทรงเกียรติ และในไม่ช้าก็กลายเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันศิลปะอย่าง รอยัล อะคาเดมี ในปี 1769 

โทมัส ได้วาดภาพพอร์เทรตให้บรรดาคนดังร่วมสมัยเขามากมาย อย่าง ดุ๊กและดัชเชสแห่งคัมเบอร์แลนด์ เคาน์เตสแห่งเชสเตอร์ฟิลด์ ฯลฯ ความโดดเด่นของเขาคือการใช้สีในโทนสว่าง อีกทั้งฝีแปรงที่ใสๆ เรียบง่าย ขณะเดียวกันนั้นเขาก็เริ่มทดลองทำศิลปะภาพพิมพ์ โดยเลือกใช้เทคนิคแม่พิมพ์อ่อนนุ่ม ที่นิยมกันในการพิมพ์ภาพประกอบนิยายในยุคนั้น 

หลังจากได้มีโอกาสถวายงาน วาดพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระเจ้าจอร์จ ที่ 3 และสมเด็จพระราชินี ในปี 1780 งานพอร์เทรตก็ยิ่งไหลมาเทมา โดยสไตล์การวาดภาพให้ออกมาสวยใส ทั้งผสานความเป็นแลนด์สเคปเข้าไปในภาพพอร์เทรต ส่งอิทธิพลต่อศิลปะที่รอยัลอะคาเดมีในยุคนั้นเป็นอย่างมาก โดยในอีก 4 ปีต่อมา หลังจากที่ อัลลัน แรมเซย์ จิตรกรประจำราชสำนักถึงแก่อสัญกรรม พระเจ้าจอร์จที่ 3 ก็ได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโทมัสขึ้นมาแทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งเขายังกลายเป็นจิตรกรในราชสำนักคนโปรดที่สุดของพระองค์อีกด้วย 

ในบั้นปลายของชีวิต ฝีแปรงและการวาดภาพของโทมัส เกนส์เบอระห์ ยิ่งคลี่คลายและเรียบง่ายขึ้นอีก โดยเขากลับมาวาดภาพแนวที่รักมากที่สุด นั่นคือ ภาพแลนด์สเคป เสียเป็นส่วนใหญ่ โดยเขาได้ร่วมกับริชาร์ด วิลสัน นักวาดภาพแลนด์สเคปชาวอังกฤษ ก่อนตั้งสถาบันสอนวาดภาพแลนด์สเคปแห่งอังกฤษขึ้นมาโดยเฉพาะ

โทมัส ได้รับการยกย่องให้เป็นเจ้าแห่งเทคนิค เขาได้คิดค้นโชว์บอกซ์ (Showbox) ขึ้นมาเป็นอุปกรณ์ช่วยการวาดภาพแลนด์สเคปให้ละเอียดเหมือนจริง ลักษณะคล้ายกล้องถ่ายรูปในยุคแรกๆ ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์วิกตอเรีย แอนด์ อัลเบิร์ต กรุงลอนดอน










วันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ทิวทัศน์แห่งเวนิซ ของ โจเซฟ มัลลอร์ด วิลเลียม เทอร์เนอร์


ผลงานมาสเตอร์พีซของ จอห์น มอลลอร์ด วิลเลียม เทอร์เนอร์ ทำลายสถิติในการประมูลของสถาบันคริสตีในกรุงนิวยอร์ก เมื่อปี 2010 ด้วยมูลค่า 35,856,000 ดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากจิตรกรรมชื่อ Giudecca, La Donna della Salute และ San Giorgio อันเป็นภาพทิวทัศน์บริเวณแกรนด์ คาแนล ในกรุงเวนิซ จะเต็มไปด้วยความงามแล้ว ส่วนหนึ่งที่ราคาได้พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์นั้น ก็เนื่องเพราะภาพเขียนชุดดังกล่าวไม่ได้ออกสู่สายตาสาธารณชนมาเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว

ผู้ที่นำภาพเขียนชุดนี้ออกมาขายให้สถาบันคริสตี ได้แก่ สมาคมเซนต์ฟรานซิส ออฟ อัสซีซี ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่เก็บงานสะสมของชาวยุโรปเอาไว้ตั้งแต่ทศวรรษที่ 90 และคอลเลคชั่นเวนิซของ เจ.เอ็ม.ดับเบิลยู. เทอร์เนอร์ นับว่าสมบูรณ์แบบ ที่สุด โดยเป็นชิ้นงานที่เคยนำออกแสดงที่รอยัล อคาเดมี ออฟ อาร์ต ในกรุงลอนดอนเมื่อปี 1841

เวลานั้น Giudecca ได้รับคำชื่นชมมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของความรุ่มรวยแห่งสีสัน เป็นภาพเขียนที่โดดเด่น เต็มไปด้วยจินตนาการและชีวิตชีวา น่าชมเชยเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อสถาบันคริสตีได้ภาพนี้มา และประกาศออกไปว่าจะมีการประมูล ก็ได้เสียงตอบรับจากบรรดานักสะสมศิลปะมากมาย "นี่เป็นคอลเลคชั่นภาพเขียนที่ยอดเยี่ยม" นิโคลัส ฮอลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายศิลปะมาสเตอร์พีซนานาชาติของสถาบันคริสตีกล่าวอีกว่า คอลเลคชั่นดังกล่าวเป็นภาพเขียนที่หายาก "ไม่แปลกเลยที่จะทำลายสถิติการประมูลภาพเขียนทั้งหลาย นอกจากนี้ ในความคิดเห็นส่วนตัวของผม เทอร์เนอร์ก็เป็นหนึ่งในสุดยอดจิตรกรชาวอังกฤษด้วย"

หลังจากที่นำออกแสดงที่รอยัล อคาเดมี ออฟ อาร์ต ในกรุงลอนดอนในปี 1841 ภาพเขียนสีน้ำมันชื่อ Giudecca ในชุดดังกล่าวของ เจ.อ็ม.ดับเบิลยู. เทอร์เนอร์ ก็เปลี่ยนเจ้าของไป 9 ครั้ง โดยครั้งแรกขายไปในราคา 250 กีนี ให้ เอลฮานาน บิกเนลล์ ในปี 1841 ก่อนที่จะถูกขายกลับมายังสถาบัน คริสตีในปี 1863 ในมูลค่า 1,650 กีนี

ต่อมาปี 1897 สถาบันคริสตีได้ขายให้เซอร์โดนัลด์ เคอร์รี ไปในราคา 6,800 กีนี และหลานของเขาได้ขายให้วิลเลียม วู้ด พรินซ์ ไปในปี 1959 ผ่านทางแอ็กนิว เอเยนซี โดยไม่มีใครทราบตัวเลขในการซื้อขาย และภาพดังกล่าวก็กลับมายังแอ็กนิวอีกครั้งในปี 1992 และถูกขายให้กับนักสะสมผู้ไม่ประสงค์ออกนามท่านหนึ่ง โดยภายหลังได้นำไปบริจาคให้สมาคมเซนต์ฟรานซิส ออฟ อัสซีซี

โจเซฟ มัลลอร์ด วิลเลียม เทอร์เนอร์ นับว่าเป็นจิตรกรนักวาดภาพแลนด์สเคปที่ดีที่สุดคนหนึ่งของโลก ผลงานของเขาโดดเด่นขนาดได้แสดงนิทรรศการในรอยัล อคาเดมีตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น ทั้งชีวิตเขาทุ่มเทให้งานศิลปะ ต่างจากศิลปินรุ่นเดียวกันในบ้านเกิด นั่นเป็นสาเหตุให้มีจิตรกรชาวอังกฤษไม่มากมายนักที่มีชื่อสียงในระดับนานาชาติ

เทอร์เนอร์ เกิดในลอนดอนเมื่อปี 1775 บิดาของเขาเป็นช่างตัดผม มารดาเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็กมาก เขาได้รับการศึกษาในระบบเพียงเล็กน้อย ศิลปะเป็นอย่างเดียวที่เขามีโอกาสศึกษาด้วยตัวเอง พออายุเพียง 13 ปี เขาก็เริ่มเขียนรูปอยู่ที่บ้าน นำออกแสดงและขายในร้านตัดผมของบิดานั่นเอง

ขณะที่เทอร์เนอร์อายุ 15 ปี เขาก็ได้รับเกียรติอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยได้รับเชิญให้ไปแสดงงานที่รอยัล อคาเดมี และอีก 3 ปีต่อมาเขาก็มีสตูดิโอวาดภาพเป็นของตัวอง เขามีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังได้รับเลือกให้เข้าไปนั่งในรอยัล อคาเดมีตั้งแต่อายุยังน้อยอีกด้วย โดยในปี 1802 เทอร์เนอร์ก็กลายเป็นสมาชิกเต็มตัวของรอยัล อคาเดมี ด้วยวัยเพียง 27 เท่านั้น ก่อนที่เขาจะออกเดินทางไปทั่วยุโรป

ความงดงามของทิวทัศน์ในกรุงเวนิซ เป็นแรงบันดาลใจให้เขาสร้างสรรค์ผลงานออกมามากมาย โดยเขาไปที่นั่นเพื่อศึกษาความเปลี่ยนแปลงของทะเลและท้องฟ้าในทุกฤดูกาล 

นอกจากนั้น เขายังต้องศึกษาเรื่องโครงสร้างทางภูมิศาสตร์และวาดออกมาเป็นรูปกราฟฟิก เขาอยู่ที่เวนิซเป็นปีๆ พร้อมกันนั้นก็ได้สร้างสรรค์เทคนิคในการวาดภาพของตัวเองขึ้น โดยนำความรู้สึกแสนโรแมนติกและ เจิดจ้าของเขา ถ่ายทอดลงไปในภูมิประเทศที่เขาเห็นจริง จดออกมาเป็นชิ้นงานที่โดดเด่น

เมื่อเขาอายุมากขึ้นดูเหมือนจะเริ่มกลายเป็นคนเพี้ยนๆ และแปลกแยก เขาไม่เคยมีเพื่อนสนิท ในชีวิตของเขามีแต่บิดา ซึ่งเขาอยู่ด้วยเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี เทอร์เนอร์ไม่อนุญาตให้ใครอยู่ด้วยเวลาที่เขาวาดภาพ และพักหลังๆ เขาก็เริ่มใช้ชีวิตออกห่างจากสังคมเรื่อยๆ เขาปฏิเสธที่จะเข้าประชุมในรอยัล อคาเดมี บางคนแทบไม่เจอเขาเป็นเดือนๆ เขายังคงเดินทาง...คนเดียว และจัดนิทรรศการภาพเขียนเป็นครั้งคราว แต่มักปฏิเสธที่จะขายรูป คราวใดที่เขาถูกตื๊อให้ขายไปสักรูปหนึ่ง เขาจะดูหดหู่ไปเป็นสัปดาห์ทีเดียว

ในปี 1850 เทอร์เนอร์แสดงงานภาพเขียนครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นอยู่ดีๆ เขาก็หายไปจากบ้าน คนดูแลบ้านพยายามตามหาเขาอยู่เป็นเดือนๆ ในที่สุดก็ไปพบเขาอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งในย่านเชลซี และป่วยหนักโดยไม่มีใครดูแล

โจเซฟ มัลลอร์ด วิลเลียม เทอร์เนอร์ เสียชีวิตเพียง 1 วันหลังจากที่มีคนไปพบ ในปี 1851 คำสั่งเสียก่อนตายสำหรับเขาที่เรียกตัวเองว่า "ศิลปินหมดสภาพ" ก็คือ ภาพเขียนของเขาทุกชิ้นจะถูกยกให้เป็นสมบัติของประเทศอังกฤษ และขอให้ฝังร่างของเขาไว้ในโบสถ์เซนต์ปอล

แม้ว่าเทอร์เนอร์จะโด่งดังจากผลงานภาพเขียนสีน้ำมันจำนวนมาก หากเขายังได้รับยกย่องให้เป็น ผู้บุกเบิกการวาดภาพแลนด์สเคปด้วยสีน้ำ โดยมี ผลงานสำคัญๆ อย่าง Calais Pier, Dido Building Carthage, Rain, Steam and Speed, Burial at Sea, และ The Grand Canal, Venice