แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Artist แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Artist แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561

โทมัส เกนส์เบอระห์ ในแลนด์สเคปมีพอร์เทรต


โทมัส เกนส์เบอระห์ นักวาดภาพแลนด์สเคปและพอร์เทรตชาวอังกฤษ หนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งสถาบันศิลปะรอยัลอะคาเดมี ที่มีชื่อเสียงโดดเด่นในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 18 ด้วยลีลาการวาดภาพที่ว่องไว การจับบุคลิกของบุคคลในภาพ กับฝีแปรงที่เรียบง่าย เน้นโทนสีอ่อนๆ นอกจากนี้เขายังนิยมผสมผสานภาพสไตล์แลนด์สเคป เข้าไปในภาพพอร์เทรตแต่ละชิ้นจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ 

โทมัส เกิดที่ซัดเบอรี เมืองซัฟโฟล์ก ประเทศอังกฤษ ในครอบครัวของช่างทอผ้า ขณะที่พี่ๆ น้องๆ ที่เชื้อไม่ทิ้งแถวก็ได้วิชาการดีไซน์เสื้อผ้าจากครอบครัว ส่วนโทมัสนั้นฉายแววศิลปินมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งมีจุดเริ่มจากความประทับใจในภาพสเกตช์และภาพวาดดีไซน์เสื้อผ้า ที่เป็นผลงานออกแบบของบิดานั่นเอง

เขาเริ่มต้นวาดภาพตั้งแต่จำความได้ ก่อนจะพัฒนามาวาดภาพแลนด์สเคปในวัย 10 ขวบ และเริ่มต้นวาดภาพพอร์เทรตขนาดจิ๋ว ในเวลาใกล้เคียงกัน ครอบครัวเห็นแววจึงส่งโทมัสไปศึกษาด้านศิลปะที่กรุงลอนดอนตั้งแต่ปี 1740 กับอาจารย์ชาวฝรั่งเศสผู้เชี่ยวชาญด้านภาพพิมพ์ไม้ อูแบรต์ กราฟโลต์ จากนั้นย้ายไปเรียนกับ วิลเลียม โฮการ์ท จิตรกรนักวาดภาพล้อ และการ์ตูนนิสต์ ชาวอังกฤษ อีกทั้งได้ฝึกงานกับฟรานซิส เฮย์แมน จิตรกรและนักวาดภาพประกอบชาวอังกฤษ

ปี 1746 โทมัสแต่งงานกับมาร์กาเร็ต เบอร์ ลูกนอกสมรสของดุ๊กแห่งโบฟอร์ต พร้อมๆ กับการเริ่มงานเป็นจิตรกรอาชีพ โดยสร้างสรรค์งานส่วนใหญ่ในสไตล์แลนด์สเคป แต่ว่าขายไม่ค่อยจะออก เขากลับมาที่บ้านเกิดในซัดเบอรี และมุ่งมั่นวาดภาพสไตล์พอร์เทรตแทน

โทมัสพาครอบครัวที่ประกอบด้วยภรรยา และลูกสาว 2 คน ย้ายไปยังอิปสวิช พร้อมรับจ้างวาดภาพพอร์เทรตให้บรรดาเศรษฐี แต่เงินทองก็ยังไม่ค่อยพอใช้ ต้องอาศัยสมบัติของภรรยามาช่วยชักหน้าให้ถึงหลัง จากนั้นไม่นาน ครอบครัวย้ายไปเมืองบาธ อันเป็นที่ที่เขาได้ศึกษาภาพพอร์เทรต ของจิตรกรชาวดัตช์ อันโทนี ฟาน ไดก์ 

ที่บาธ เขาได้เจอลูกค้าดูดีมีรสนิยมมากมาย ทำให้เขาได้วาดภาพในสไตล์ตัวเองได้อย่างสมใจ กระทั่งสามารถส่งเข้าไปเสนอเพื่อร่วมแสดงกับกลุ่มรอยัล โซไซตี ออฟ อาร์ตส์ ในกรุงลอนดอนได้แบบไม่อับอายขายหน้า ในที่สุด ผลงานของเขาก็ได้เข้าเป็นหนึ่งให้หอศิลป์อันทรงเกียรติ และในไม่ช้าก็กลายเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันศิลปะอย่าง รอยัล อะคาเดมี ในปี 1769 

โทมัส ได้วาดภาพพอร์เทรตให้บรรดาคนดังร่วมสมัยเขามากมาย อย่าง ดุ๊กและดัชเชสแห่งคัมเบอร์แลนด์ เคาน์เตสแห่งเชสเตอร์ฟิลด์ ฯลฯ ความโดดเด่นของเขาคือการใช้สีในโทนสว่าง อีกทั้งฝีแปรงที่ใสๆ เรียบง่าย ขณะเดียวกันนั้นเขาก็เริ่มทดลองทำศิลปะภาพพิมพ์ โดยเลือกใช้เทคนิคแม่พิมพ์อ่อนนุ่ม ที่นิยมกันในการพิมพ์ภาพประกอบนิยายในยุคนั้น 

หลังจากได้มีโอกาสถวายงาน วาดพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระเจ้าจอร์จ ที่ 3 และสมเด็จพระราชินี ในปี 1780 งานพอร์เทรตก็ยิ่งไหลมาเทมา โดยสไตล์การวาดภาพให้ออกมาสวยใส ทั้งผสานความเป็นแลนด์สเคปเข้าไปในภาพพอร์เทรต ส่งอิทธิพลต่อศิลปะที่รอยัลอะคาเดมีในยุคนั้นเป็นอย่างมาก โดยในอีก 4 ปีต่อมา หลังจากที่ อัลลัน แรมเซย์ จิตรกรประจำราชสำนักถึงแก่อสัญกรรม พระเจ้าจอร์จที่ 3 ก็ได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโทมัสขึ้นมาแทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งเขายังกลายเป็นจิตรกรในราชสำนักคนโปรดที่สุดของพระองค์อีกด้วย 

ในบั้นปลายของชีวิต ฝีแปรงและการวาดภาพของโทมัส เกนส์เบอระห์ ยิ่งคลี่คลายและเรียบง่ายขึ้นอีก โดยเขากลับมาวาดภาพแนวที่รักมากที่สุด นั่นคือ ภาพแลนด์สเคป เสียเป็นส่วนใหญ่ โดยเขาได้ร่วมกับริชาร์ด วิลสัน นักวาดภาพแลนด์สเคปชาวอังกฤษ ก่อนตั้งสถาบันสอนวาดภาพแลนด์สเคปแห่งอังกฤษขึ้นมาโดยเฉพาะ

โทมัส ได้รับการยกย่องให้เป็นเจ้าแห่งเทคนิค เขาได้คิดค้นโชว์บอกซ์ (Showbox) ขึ้นมาเป็นอุปกรณ์ช่วยการวาดภาพแลนด์สเคปให้ละเอียดเหมือนจริง ลักษณะคล้ายกล้องถ่ายรูปในยุคแรกๆ ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์วิกตอเรีย แอนด์ อัลเบิร์ต กรุงลอนดอน










วันอังคารที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เฮอร์มัน ซาฟเทิลเฟน ภาพวาดพันธุ์พฤกษ์


หอศิลป์แห่งชาติ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เพิ่งได้รับภาพวาดสีน้ำ อันเป็นภาพที่วาดเพื่อประกอบการศึกษาเรื่องพฤกษศาสตร์ จากปี 1683 ผลงานของ เฮอร์มัน ซาฟเทิลเฟน จิตรกรชาวดัตช์ (มีชีวิตระหว่าง ปี 1609-1685) ซึ่งได้รับการว่าจ้างจาก แอ็กเนส บล็อก โดยส่วนใหญ่เป็นภาพของพันธุ์ไม้ ดอกไม้หน้าตาแปลกๆ ที่ในขณะนี้หลงเหลือมาให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเพียง 27 ภาพเท่านั้น

ผลงานของเขาแสดงให้เห็นความละเอียดลึกซึ้งในการวาดภาพพันธุ์ไม้แต่ละชนิด ซึ่งผลงานเด่นในชุดภาพวาดสีน้ำ ประกอบการศึกษาพฤกษศาสตร์ ได้แก่ Sticky Nightshade (Solanum sisymbriifolium) ภาพวาดสีน้ำขนาดใหญ่ ที่แสดงให้เห็นภาพไม้ผลเล็กๆ ที่มีเฉพาะในทวีปอเมริกาใต้และแอฟริกาเท่านั้น ตอนนี้อยู่ในคอลเลกชั่น ไอ.คิว. ฟาน เรจเทเรน อัลเทน่า ของสถาบันประมูลคริสตีส์

เฮอร์มัน ซาฟเทิลเฟน เริ่มต้นอาชีพทางด้านศิลปะของเขาในอูเทรชต์ โดยทำทั้งวาดภาพ เขียนแบบ ภาพพิมพ์ไม้แนวแลนด์สเคป เขาสร้างสรรค์ชิ้นงานอย่างขยันขันแข็ง โดยมีผลงานภาพวาดกว่า 300 ภาพ กราฟฟิกเป็นพันๆ ชิ้น แถมด้วยภาพพิมพ์แลนด์สเคปอีกจำนวนหนึ่ง

ภาพวาดสีน้ำประกอบการศึกษาพฤกษศาสตร์ เป็นชิ้นงานที่เขาเริ่มลงมือทำในช่วงบั้นปลายชีวิต โดย แอ็กเนส บล็อก นักพฤกษศาสตร์และนักออกแบบจัดสวน เป็นผู้ปิ๊งไอเดียว่า น่าจะมีการบันทึกเรื่องราวของพันธุ์ไม้แปลกๆ หายากต่างๆ เอาไว้เป็นรูปภาพสวยๆ หากผลงานชุดนี้เป็นมากกว่านั้น โดยได้รับการยกย่องให้เป็นภาพชุดศึกษาพฤกษศาสตร์ ที่โดดเด่นที่สุดของศตวรรษที่ 17 ซึ่งนอกจากจะมีคุณค่าทางด้านพฤกษศาสตร์ ด้านการเป็นศิลปะสีน้ำแล้ว ยังเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ของการควบรวมศาสตร์แห่งศิลปะเข้ากับวิทยาศาสตร์อีกด้วย

สำหรับงานศิลปะเชิงพฤกษศาสตร์ กลายเป็นแฟชั่นที่ฮิตในหมู่นักวิทยาศาสตร์ และแวดวงนักออกแบบสวนในยุโรป ตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 16 โดยเฉพาะในเนเธอร์แลนด์นั้น การวาดภาพเชิงพฤกษศาสตร์แบบนี้กลายเป็นธรรมเนียมเลยก็ว่าได้

แอ็กเนส บล็อก เป็นนักสะสมดอกไม้ โดยเฉพาะประเภทพันธุ์หายากทั้งหลาย ซึ่งผลงานจัดสวนของเธอจะเต็มไปด้วยดอกไม้หน้าตาแปลกๆ ในคอลเลกชั่นของเธอมีพันธุ์ไม้มากกว่า 500 สายพันธุ์ อย่างเช่นที่เห็นในสวนที่เธอจัดที่เมืองไวเวอร์ฮอฟ ชานกรุงอัมสเตอร์ดัม ที่เธอให้เฮอร์มัน มาเก็บบันทึกเป็นศิลปะสีน้ำแสนสวยสุดคลาสสิก ในปี 1680 ก่อนที่เขาจะลาจากโลกในเวลาเพียงไม่นาน โดยเขาได้วาดภาพสีน้ำเชิงพฤกษศาสตร์เอาไว้เป็นร้อยๆ รูป ทว่า เหลือตกทอดมาถึงปัจจุบันเพียงแค่ 27 รูปเท่านั้น ที่บอกได้ว่าเป็นผลงานของเขา

นักประวัติศาสตร์ศิลปะที่ศึกษาผลงานภาพสีน้ำของเฮอร์มันในชุดนี้ บอกว่า เขาอาศัยเทคนิค ทรอมป์-เลยล์ (Trompe-l’oeil) หรือการสร้างภาพลวงตาให้ภาพดูเสมือนจริง อันเป็นเทคนิคที่นิยมกันมาตั้งแต่สมัยบาโรก (ราวศตวรรษที่ 16)

เฮอร์มัน ซาฟเทิลเฟน วาดให้ดอกหรือผลซ้อนทับกับก้านใบ อาศัยความตัดกันของแสงเงา รวมทั้งวาดการผลิออกของดอกไม้ ที่มีให้เห็นทั้งดอกตูม ผลิออก ค่อยๆ บาน จนบานเต็มที่ ทำให้เกิดมิติที่เสมือนจริง ซึ่งจริงๆ แล้วเขาไม่ได้วาดภาพจากสิ่งที่เห็นในเชิงสติลล์ไลฟ์ เนื่องจากว่าเป็นภาพวาดสำหรับการศึกษาด้านพฤกษศาสตร์ จึงต้องให้ข้อมูลความเป็นพันธุ์ไม้ชนิดนั้นครบถ้วนในภาพเดียว เขาต้องดึงเอาดอกตูมจากต้นหนึ่ง ดอกเพิ่งบาน และบานเต็มที่จากอีกต้นหรือ 2-3 ต้น มารวมไว้ราวกับมันเป็นชิ้นเดียวกันอย่างเนียนๆ

หอศิลป์แห่งชาติสวีเดน ได้รับภาพนี้มาผ่านกองทุนวีรอส ฟันด์ นอกจากภาพ Sticky Nightshade ที่เพิ่งมีมาให้ชมที่นี่แล้ว ภาพเด่นๆ ในชุดนี้ยังมี Madagascar Potato ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่บริติช มิวเซียม กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

วันเสาร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เอล เกรโก-โกยา ยอดศิลปะสเปนกลางลอนดอน

หากชื่นชอบผลงานมาสเตอร์พีซของจิตรกรชาวสเปน นอกเหนือจากพิพิธภัณฑ์หอศิลป์ปราโด ในกรุงมาดริด ประเทศเจ้าตำรับแล้ว ก็เห็นจะต้องมาที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะ เดอะ โบว์ส (The Bowes Museum) ในปราสาทบาร์นาร์ด ที่เมืองเดอร์แฮม ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ ซึ่งระหว่างวันนี้-7 ม.ค. 2018 ได้ขนเอาคอลเลกชั่นสุดพิเศษของจิตรกรสเปนมาให้ชมกัน ณ หอศิลป์วอลเลซ คอลเลกชั่น กลางกรุงลอนดอน (Wallace Collection, London) กับนิทรรศการ El Greco to Goya - Spanish Masterpieces from The Bowes Museum

ในนิทรรศการนี้ ขนมาตั้งแต่สุดยอดผลงานของ “เดอะ กรีก” เอล เกรโก หรือ โดเมนิคอส เตโอโตโคปุลอส (มีชีวิตระหว่างปี 1541-1614) อย่าง The Tears of St Peter ไปจนถึง Interior of a Prison ของฟรานซิสโก เด โกยา (1746–1828) รวมทั้ง Mariana of Austria, Queen of Spain ของเคลาดิโอ โคเอลโย (1642–1693) และมาสเตอร์พีซของจิตรกรที่อาจชื่อไม่คุ้นหูคนอื่นๆ ซึ่งนับเป็นการเปิดโลกทัศน์ทางศิลปะสเปน จากศตวรรษที่ 15-19 ได้เป็นอย่างดี เช่น Still life with Asparagus, Artichokes, Lemons and Cherries ของ บลาส เด เลเดสมา ที่โลดแล่นอยู่ในแวดวงศิลปะสเปนราวปี 1602-1614 โดยไม่มีใครทราบประวัติความเป็นมาของเขาเลยด้วยซ้ำ มีเพียงผลงานจำนวนน้อยที่คงเหลือเป็นหลักฐานการมีอยู่ของเขา

“ต้องบอกว่า พิพิธภัณฑ์ศิลปะ เดอะ โบว์ส เป็นศูนย์รวมของศิลปะมาสเตอร์พีซของจิตรกรสเปนอย่างแท้จริง” ซาเวียร์ เบรย์ ผู้อำนวยการหอศิลป์วอลเลซ คอลเลกชั่น บอก เป็นเพราะว่าผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ อย่าง จอห์น และโจเซฟิน โบว์ส ชายชาวอังกฤษ ผู้สมรสกับภริยาชาวฝรั่งเศส มีใจรักในศิลปะ เธอตัดสินใจขายปราสาทที่เป็นมรดกตกทอดจากบิดา (เอิร์ลแห่งสตราทมอร์ ที่ 3) เพื่อนำมาซื้อภาพเขียนล็อตใหญ่ โดยเฉพาะภาพของเอล เกรโก และฟรานซิสโก เด โกยา ซึ่งมีบันทึกเอาไว้ว่า ซื้อมาจากคอลเลกชั่นของ เคาน์เตส เด ควินโต ในสเปน ราวปี 1862

สำหรับ ซาเวียร์ เบรย์ ซึ่งอดีตเคยเป็นภัณฑารักษ์จิตรกรรมสเปน ณ หอศิลป์แห่งชาติอังกฤษ กรุงลอนดอน (National Gallery, London) บอกต้องยอมรับเลยว่า จะหาคอลเลกชั่นภาพพอร์เทรตผลงานของฟรานซิสโก เด โกยา ที่ดีกว่าที่เห็นในพิพิธภัณฑ์ศิลปะ เดอะ โบว์ส ไม่มีอีกแล้ว โดยที่นี่มีกระทั่งภาพพอร์เทรตของ ฆวน อันโตนิโอ เมเลนเดซ บัลเดส กวี นักกฎหมาย และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อนสนิทของจิตรกรดังรวมอยู่ด้วย

นอกจากนี้ ผลงานของ “เดอะ กรีก” เอล เกรโก ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ เดอะ โบว์ส ก็ต้องบอกว่า รวมสุดยอดของผลงานที่ดีที่สุดไว้ในที่เดียว ไม่กระจัดกระจายเหมือนในสเปนด้วยซ้ำ โดยเฉพาะ The Tears of St Peter ซึ่งเป็นผลงานไฮไลต์ของนิทรรศการที่นำมาจัดแสดงที่หอศิลป์วอลเลซ คอลเลกชั่นนี้ ที่เอล เกรโก วาดเอาไว้ถึง 6 เวอร์ชั่น “สำหรับผลงาน The Tears of St Peter พิพิธภัณฑ์ศิลปะ เดอะ โบว์ส นับเป็นเวอร์ชั่นแรกที่เขาวาด” ผู้อำนวยการหอศิลป์วอลเลซ คอลเลกชั่น บอก

นับเป็นครั้งแรกที่ผลงานระดับมาสเตอร์พีซ ได้มาปะทะสังสรรค์กับผลงานของศิลปินเล็กๆ แต่สุดยอดไม่แพ้กัน แถมยังเปิดโอกาสให้ชมกันฟรีๆ ไปจนถึงต้นปีหน้า กลางกรุงลอนดอนกันเลยทีเดียว โดยวอลเลซ คอลเลกชั่น ต้องการให้ได้บรรยากาศเหมือนกับได้ไปเยือนปราสาทบาร์นาร์ด ในเดอร์แฮมจริงๆ จึงได้จัดแสดงต่างจากนิทรรศการอื่นๆ แบบให้ความรู้สึกเหมือนเดินชมภาพเขียนในบ้าน นอกจากนี้ ยังจัดแสงแบบสลัวๆ ให้ได้ชมกันตามอารมณ์ภาพ ที่ส่วนใหญ่บอกเล่าเรื่องราวอิงคริสต์ศาสนา รวมทั้งเป็นภาพในโทนขรึมขลังอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การแสดงงานครั้งนี้ต้องการนำเสนอคุณค่าทางศิลปะเป็นหลัก แม้ว่าผลงานจำนวนมากจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ก็ตาม ดังเช่น ผลงานของ โฆเซ อันโตลิเนซ (1635-1675) The Immaculate Conception ที่ซาเวียร์ เบรย์ บอกว่า ให้มองข้ามเรื่องความเลื่อมใส ไปโฟกัสที่ความเป็นผลงานศิลปะชั้นเยี่ยม

เช่นเดียวกับ The Tears of St Peter ในแง่ของศิลปะนั้น ไม่ได้คำนึงว่าเป็นเรื่องราวของนักบุญเปโตร ผู้ทรงสถิตอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า หรือผู้ซึ่งตรึงกุญแจสวรรค์ ทว่าเป็นเรื่องขององค์ประกอบภาพที่มอบอารมณ์ขุ่นข้องหมองใจ นักบุญเปโตรในเสื้อผ้าสีน้ำเงินเข้มตัดด้วยสีเหลืองมัสตาร์ด กับสีหน้าของท่านที่เต็มไปด้วยน้ำตา บนฉากหลังขมุกขมัวกับพายุที่โหมกระหน่ำ

“ผมว่าภาพนี้มาอยู่ในยุคแอบสแทรกต์ อิมเพรสชันนิสม์ได้อย่างเนียนๆ เลย” ซาเวียร์ เสริม

พอร์เทรตของ ฆวน อันโตนิโอ เมเลนเดซ บัลเดส แขวนอยู่ตรงข้ามกับ The Tears of St Peter ในนิทรรศการฯ โดย ฟรานซิสโก เด โกยา วาดภาพเพื่อนกวี-นักกฎหมายแก้มสีชมพูระเรื่อ ปากของเขาเผยอเล็กน้อย เหมือนต้องการจะพูดอะไรสักอย่าง นับเป็นภาพเขียนที่แตกต่างไปจากภาพอื่นๆ ของโกยา ที่จัดแสดงในนิทรรศการนี้อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะภาพไฮไลต์อย่าง Interior of a Prison ฉากตอนในคุกที่ดูไม่น่าอภิรมย์ กับภาพเงาเลือนรางของนักโทษที่ดูคล้ายปิศาจผอมโซ โดนตรึงอยู่ในโซ่ตรวน ขณะที่ภาพอื่นๆ ทั้งภาพเกี่ยวกับการสู้วัวกระทิง, ไฟไหม้โรงละคร รวมทั้งภาพนักเดินทาง ก็แตกต่างไปคนละอารมณ์

แน่นอนว่า ซีรี่ส์ผลงานของโกยา มากันครบถ้วนแบบยากที่จะเห็นที่ไหน ทั้งภาพพิมพ์ชุด Caprichos ไปจนถึง Black Paintings อันเป็นซีรี่ส์สุดท้ายก่อนที่เขาจะจบชีวิตลง

เอดวาร์ด มุงค์ ผลงาน 6 ทศวรรษ ที่ เดอะ เม็ต บรอยเออร์

Self Portrait: Between the Clock and the Bed (1940-43) 
เอดวาร์ด มุงค์ จิตรกรชาวนอร์วีเจียน (มีชีวิตระหว่างปี 1863-1944) สร้างชื่อเสียงในช่วงต้นๆ ของอาชีพจิตรกรของตัวเอง ด้วยภาพเขียนแนวแปลกๆ หลอนๆ เนื่องเพราะอิทธิพลแห่งยุคโมเดิร์น ซึ่งทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างมาก ในราวปี 1913 ซึ่งจะว่าไป เอดวาร์ด ตอนนั้นก็อายุอานาม 50 ปีไปแล้ว และตลอดเส้นทางในอาชีพ เขามักจะกลับไปนำเอาแรงบันดาลใจเก่าๆ มาสร้างความหลอนในรูปแบบใหม่อยู่เสมอ

Madonna (1894-1895) 
ภาพเซลฟ์พอร์เทรต Between the Clock and the Bed (1940-43) ผลงานช่วงบั้นปลายชีวิตจิตรกรเอกของนอร์เวย์ ซึ่งดูเหมือนเป็นตำนานบทใหม่ในผลงานศิลปะของเขา และตอนนี้ได้กลายมาเป็นชื่อของนิทรรศการ Edvard Munch: Between the Clock and the Bed จัดแสดงอยู่ที่ เดอะ เม็ต บรอยเออร์ (The Met Breuer) แกลเลอรี่สาขาของเดอะ เม็ต หรือ เดอะ เมโทรโพลิแทน มิวเซียม (The Met - The Metropolitan Museum) กรุงนิวยอร์ก สหรัฐ โดยนำเอาผลงาน 43 ชิ้น ตลอดช่วงชีวิตการสร้างสรรค์ผลงาน 6 ทศวรรษของเขา ซึ่งรวมทั้งภาพเซลฟ์พอร์เทรต 16 ชิ้นที่หาชมยาก และไม่เคยมีการจัดแสดงในสหรัฐมาก่อน

การจัดแสดงภาพในนิทรรศการ Edvard Munch: Between the Clock and the Bed แสดงให้เห็นภาพที่ เอดวาร์ด มุงค์ วาดแล้วนำกลับมาวาดใหม่ในเวอร์ชั่นต่างๆ ภาพไหนวาดไว้มากที่สุดก็จะจัดเอาไว้เป็นกลุ่มเป็นก้อนใหญ่ในนิทรรศการ ซึ่งแสดงให้เห็นความเป็นศิลปินที่ฉีกกฎเกณฑ์ของศตวรรษที่ 20 ในฐานะจิตรกรผู้โดดเด่นแห่งยุคซิมโบลิสม์ (Symbolism) หรือยุคศิลปะสัญลักษณ์ อย่างชัดเจน

แนวคิดและใจความสำคัญของผลงานศิลปะชิ้นสุดท้ายของ เอดวาร์ด มุงค์ สามารถที่จะเชื่อมโยงกลับไปถึงจิตรกรรมในช่วงก่อนหน้าของเขาได้มากมาย โดยในนิทรรศการได้จัดแสดงภาพเขียนหลายๆ ยุคเอาไว้ด้วยกัน ทำให้ผู้เข้าชมสามารถจะจับเอาเอกลักษณ์ในการสร้างสรรค์งานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขององค์ประกอบภาพ รวมทั้งเทคนิควิธีการที่ไม่เหมือนใครของจิตรกรผู้เอกอุ

ภาพแรกที่เราจะได้เห็นเมื่อเข้าไปในนิทรรศการ ไม่ใช่ภาพดังอย่าง The Scream (1893) Madonna (1894-1895) หรือ Puberty (1895) หากเป็นภาพจากช่วงสุดท้ายในชีวิตของเขา ที่นำมาตั้งเป็นชื่อนิทรรศการ Self Portrait: Between the Clock and the Bed ซึ่งบอกเล่า “มู้ด แอนด์ โทน” ของนิทรรศการที่จะได้ชมต่อไปนี้ว่า ไม่ธรรมดา และแตกต่างจากการรวบรวมผลงานของเอดวาร์ด มุงค์ ที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

The Scream (1893) 
ภาพเขียนชิ้นนี้แสดงให้เห็นห้องนอนของจิตรกรนอร์วีเจียน ที่มีประตูเปิดไปสู่สตูดิโอวาดภาพของเขาที่ด้านหลัง ตัวของศิลปินเองยืนตรงทำหน้าตาไร้อารมณ์ ระหว่างนาฬิกาตั้งพื้นแบบโบราณ กับเตียงนอน ภาพดูไม่บ่งบอกกาลเวลา เหมือนกับว่าเล่าเรื่องทั้งชีวิตของเอดวาร์ด มุงค์ ที่วนเวียนอยู่ในห้องๆ นี้ และสตูดิโอของเขา

ขณะที่ภาพเซลฟ์พอร์เทรตอีก 15 ภาพ ก็นับว่าเป็นกลุ่มภาพที่ เอดวาร์ด วาดอยู่บ่อยๆ โดยมีตั้งแต่ภาพวัยหนุ่ม ไปจนถึงวัยชรา ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นการวาดเพื่อพิเคราะห์ความเป็นตัวเอง (Self-scrutinies) ในหลากหลายแง่มุม โดยส่วนตัวแล้ว เอดวาร์ด มุงค์ บอกว่า ภาพเหล่านี้เป็นการบ่งบอกจุดเปลี่ยนของชีวิต เป็นอัตชีวประวัติ เป็นการสารภาพบาป เป็นการศึกษาสภาพทางจิต อีกทั้งยังเป็นวรรณกรรมแห่งชีวิตของเขาอีกด้วย

Puberty (1894)
นอกจากภาพเซลฟ์พอร์เทรตจำนวนมากที่ไม่เคยจัดแสดงในสหรัฐมาก่อนแล้ว ยังมีอีก 7 ภาพจิตรกรรมของจิตรกรดังชาวนอร์วีเจียน ที่ชาวอเมริกันยังไม่เคยได้ชื่นชมเช่นเดียวกัน ตั้งแต่ Lady in Black (1891) Puberty (1894) Jealousy (1907) Death Struggle (1915) Man with Bronchitis (1920) Self-Portrait with Hands in Pockets (1925-26) และ Ashes (1925)

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีผลงานชิ้นสำคัญ Sick Mood at Sunset, Despair (1892) ที่ถือว่าเป็นปฐมบทของผลงานเลื่องชื่อที่สุดของเขา และเป็นสุดยอดผลงานที่น่าจดจำที่สุดในยุคศิลปะสมัยใหม่ อย่าง The Scream ซึ่งออกมาจัดแสดงนอกยุโรปเป็นครั้งที่ 2 เท่านั้นในหน้าประวัติศาสตร์

Sick Mood at Sunset, Despair (1892)
นิทรรศการ Edvard Munch: Between the Clock and the Bed ได้นำเอาผลงานจากคอลเลกชั่นส่วนตัวของ เอดวาร์ด มุงค์ จาก มุงค์ มิวเซียม (Munch Museum) ในกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ รวมทั้งสถาบันศิลปะ และจากคอลเลกชั่นส่วนตัวของนักสะสมจากทั่วโลกมาจัดแสดงให้ครบสมบูรณ์ ทำให้เห็นความสามารถ ความเชี่ยวชาญด้านศิลปะที่แท้ของจิตรกรชื่อดัง รวมทั้งวิธีคิดสุดแสนจะเสรีนิยมของเขาผ่านผลงานแต่ละชิ้น

ไปชมได้ตั้งแต่วันนี้-4 ก.พ. ศกหน้า ณ เดอะ เม็ต บรอยเออร์ ถนนเมดิสัน กรุงนิวยอร์ก สหรัฐ

Salvator Mundi ภาพแพงที่สุดในโลก

เพิ่งทุบสถิติ กลายเป็นภาพเขียนราคาแพงที่สุดในโลก จากการประมูลที่สถาบันคริสตีส์ กรุงนิวยอร์ก ไปเมื่อวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมานี้เอง สำหรับภาพเขียน Salvator Mundi (Saviour of the World) ของยอดจิตรกรผู้เอกอุแห่งยุคเรอเนสซองซ์ เลโอนาร์โด ดา วินชี กับยอดประมูล 450.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 1.5 หมื่นล้านบาท) แซงราคาที่เคยมีคนประมูลภาพ Interchange ของ วิลเลม เด คูนิง ไปเมื่อปีที่ผ่านมาแตกกระจาย

จะว่าไปแล้ว ขึ้นชื่อว่าเป็นภาพเขียนของเลโอนาร์โด ดา วินชี ก็แทบจะหามูลค่าไม่ได้อยู่แล้ว โดย Salvator Mundi เป็นหนึ่งในภาพเขียนของเขาที่คนคิดว่าสูญหายไปแล้ว ทว่า ได้กลับหวนคืนสู่แวดวงศิลปะอีกครั้ง ในปี 2005หลังได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นภาพเขียนแท้ๆ ของเลโอนาร์โด ดา วินชี จึงมีการบูรณะ และได้นำออกแสดงโชว์ครั้งแรกในปี 2011

Salvator Mundi เป็นภาพพระเยซูในฐานะผู้กอบกู้โลก คาดว่า เลโอนาร์โด ดา วินชี วาดขณะที่ทำงานอยู่ภายใต้ร่มเงาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 12 แห่งฝรั่งเศส (ระหว่างปี 1506-1513) ภายหลังได้ตกเป็นสมบัติของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ โดยมีบันทึกเป็นหลักฐานว่า เป็นหนึ่งคอลเลกชั่นศิลปะส่วนพระองค์ในปี 1649 ต่อมาได้ตกเป็นของดยุกแห่งบักกิงแฮมและนอร์มันบี ในปี 1763

Salvator Mundi เผยโฉมออกมาบนโลกนี้อีกครั้ง ในปี 1900 เมื่อ ฟรานซิส คุ้ก (ไวส์เคาน์คนแรกของมอนเซอร์ราเต) นักสะสมชาวอังกฤษ ออกมาซื้อเอาไว้เป็นคอลเลกชั่นส่วนตัว สภาพของภาพเขียนตอนนั้นเสียหายหนักมาก จากความพยายามในการบูรณะแบบไม่มีความรู้ ภายหลังในปี 1958 ทายาทของฟรานซิส คุ้ก จึงขายภาพเขียนนี้ไปในราคาเพียง 45 ปอนด์เท่านั้น

ในปี 2005 ภาพ Salvator Mundi ตกเป็นของสมาคมผู้ค้าศิลปะ โดยหนึ่งในสมาชิกสมาคม คือ โรเบิร์ต ไซม่อน ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะโอลด์ มาสเตอร์ส (Old Masters) พวกเขารู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างมาก ที่เห็นสภาพของภาพเขียนล้ำค่าของจิตรกร ที่อาจเรียกได้ว่าเอกอุที่สุดในโลกชิ้นนี้ โดยถึงกับบรรยายว่า เป็นความวินาศ ตกต่ำ และมืดมนถึงขีดสุด

เมื่อ Salvator Mundi ตกอยู่ในมือผู้เชี่ยวชาญ ทำให้การบูรณะภาพเขียนล้ำค่า เพื่อฟื้นฟูให้กลับคืนสู่สภาพที่คงเดิม เมื่อครั้งที่จิตรกรตัวจริงวาดเอาไว้มากที่สุดได้เริ่มต้นขึ้น จนสามารถอวดโฉมในนิทรรศการ Leonardo da Vinci : Painter at the Court of Milan (ปี 2011-2012) ณ หอศิลป์แห่งชาติ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษได้ ด้วยความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปะโอลด์ มาสเตอร์ส และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เลโอนาร์โด ดา วินชี ทั้งหลาย ตั้งแต่ โรเบิร์ต ไซม่อน, มาร์ติน เคมพ์ และวอลเทอร์ ไอแซกสัน

ภาพเขียนบุตรของพระเจ้าผู้กอบกู้โลก มี ดีมิตรี ไรโบลอฟเลฟ ซื้อผ่าน อีฟส์ บูวิเยร์ นักค้าศิลปะชาวสวิสไปที่ราคา 127.5 ล้านดอลลาร์ ในปี 2013 ก่อนที่จะนำมาออกประมูลจนกลายเป็นภาพเขียนราคาแพงที่สุดในโลกไปในที่สุด

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชื่อชั้นของความเป็น เลโอนาร์โด ดา วินชี นั้นมีส่วนเป็นอย่างมาก ที่ทำให้มูลค่าของงานศิลปะชิ้นนี้พุ่งทะลุเพดานประมูล แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ทรรศนะทางศิลปะถึงคุณค่าของภาพ Salvator Mundi ที่แสดงถึงเอกลักษณ์ในผลงานของจิตรกรผู้เอกอุเอาไว้...


ลูกแก้ว

หากภาพนี้วาดราวๆ ปี 1500 เลโอนาร์โด ก็น่าจะอายุราวๆ 48 ปี ซึ่งวอลเทอร์ ไอแซกสัน ผู้เขียนอัตชีวประวัติของ เลโอนาร์โด ดา วินชี บอกว่า เป็นช่วงที่เขากำลังมุ่งมั่นกับการศึกษาเรื่องเลนส์ การหักเหของแสง และวิชาฟิสิกส์ ซึ่งมักจะมาปรากฏในภาพเขียนด้วย

การหักเหของแสงผ่านลูกแก้วคริสตัล น่าจะเกิดแสงเงาลงบนเสื้อผ้าด้านหลัง เช่นเดียวกับเงาของมือ ก็น่าจะปรากฏลงบนลูกแก้ว รายละเอียดที่ไม่เหมือนจริงตรงนี้ ดูคล้ายเป็นจุดบอดของภาพเขียนหากไม่ได้พะยี่ห้อเลโอนาร์โด ดา วินชี ที่วอลเทอร์ ไอแซกสัน บอกว่า ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นการแสดงออกถึงปาฏิหาริย์แห่งพระเยซูคริสต์


ตำแหน่งร่างกาย

ไม่เคยมีภาพเขียนของ เลโอนาร์โด ดา วินชี ภาพไหน ที่วาดแบบให้หันหน้าตรง อยู่ตรงกลางภาพ เป็นรูปติดบัตรแบบนี้มาก่อนเลย ลักษณะการวางตำแหน่งร่างกายที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย เป็นเครื่องหมายการค้าของจิตรกร โดยเฉพาะแบบที่ดูลึกลับ มีการเอี้ยวคอ เอียงไหล่ กลับไม่ปรากฏในภาพนี้ จนถึงขั้นที่มีการลือกันไปก่อนหน้านี้ว่า ต้องไม่ใช่ผลงานของเลโอนาร์โดอย่างแน่นอน คาดว่าเป็นผลงานของผู้ช่วยที่ทำงานเคียงข้างเขา ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม หลังจากได้มีการพิสูจน์เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า เป็นผลงานของยอดศิลปินเรอเนสซองส์หนึ่งเดียวกันนี้อย่างแน่นอน ไมเคิล ดาลีย์ ผู้อำนวยการของอาร์ตวอทช์ แห่งสหราชอาณาจักร อธิบายว่า การจัดวางตำแหน่งร่างกายบุตรของพระเจ้าใน Salvator Mundi ให้เป็นแบบหน้าตรงเรียบๆ แบนๆ แสดงความเป็น “รูปบูชา” ซึ่งต่างจากวิธีการวาดภาพนาย/นางแบบของเลโอนาร์โดโดยสิ้นเชิง


ที่มาที่ไป

ภาพวาดน้อยกว่า 20 ชิ้น ที่ผ่านการพิสูจน์ว่าเป็นผลงานที่แท้จริงของ เลโอนาร์โด ดา วินชี และก่อนหน้านี้ Salvator Mundi ไม่ได้อยู่ในรายชื่อนั้นอยู่เป็นเวลานาน ความสับสนส่วนหนึ่ง เกิดจากการที่ เวนเซสลอส ฮอลลาร์ จิตรกรจากศตวรรษที่ 17 ได้สร้างสรรค์ภาพพิมพ์ก๊อบปี้ โดยอาศัยภาพนี้เป็นแบบออกมา

หลังจากสมัยของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ภาพนี้ก็อันตรธานหายไป ก่อนจะโผล่มาอีกครั้งในปี 1900 ซึ่งตอนนั้นกลายเป็นว่า Salvator Mundi ภาพนี้วาดโดยแบร์นาร์ดิโน ลุยนิ ผู้ติดตามของเลโอนาร์โด อีกที กว่าจะเคลียร์สถานะตัวเองได้ ก็ปาเข้าไปในปี 2005 ที่ภาพผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการพิสูจน์ว่า วาดขึ้นในขณะที่เลโอนาร์โด ยังมีชีวิตอยู่ รวมทั้งเทคนิควิธีการวาดที่ไม่เหมือนใคร เช่น เม็ดสีที่ใช้ การเลือกแผ่นวอลนัทมาวาดภาพ หรือการนิยมใช้นิ้วหรือส่วนหนึ่งของร่างกายกดลงไปในภาพ ฯลฯ


การบูรณะภาพ

แม้จะได้รับการพิสูจน์แล้วว่า Salvator Mundi เป็นผลงานที่แท้ของ เลโอนาร์โด ดา วินชี ทว่าก่อนปี 2011 นั้น ภาพนี้แทบไม่เหลือสภาพความเป็นภาพเขียนอันทรงคุณค่า ถึงขนาดผ่านการขายที่ราคาเพียง 45 ปอนด์มาแล้ว

การปรากฏขึ้นในโลกศิลปะอีกครั้งในปี 2005 นั้นแทบไม่เหลือคราบของความเป็นผลงานของยอดจิตรกรแห่งยุคเรอเนสซองซ์ ต้องขอบคุณผู้เชี่ยวชาญทุกท่าน และที่สุดของที่สุด คือ ผลงานของนักบูรณะภาพเขียน ดิแอนน์ ดอว์เยอร์ โมเดสตินี ผู้เชี่ยวชาญการบูรณะภาพเขียนโอลด์ มาสเตอร์ส ที่ไม่เพียงอาศัยความเชี่ยวชาญบูรณะภาพตรงหน้าเท่านั้น หากต้องศึกษาเทคนิคและฝีแปรงของจิตรกรแต่ละท่านอย่างละเอียด

ดิแอนน์ ให้สัมภาษณ์ว่า หลักการของเธอ คือ ต้องไม่ทำให้รู้สึกว่า ไปทำลายต้นฉบับของภาพเขียน ต้องไม่เอาตัวเองใส่ลงไปในนั้น “ฉันจึงไม่ทำอะไรมากมาย เพราะภาพเขียนของโอลด์ มาสเตอร์ส ต้องคงความเก่าของตัวเองอยู่แล้ว ส่วนไหนที่แตกหักก็ต้องปล่อยทิ้งเอาไว้อย่างนั้น หากไปทำให้เนี้ยบก็จะกลายเป็น ‘ภาพทำใหม่’ ไม่ใช่การ ‘บูรณะ’ ภาพเขียน”

ท้ายที่สุดแล้ว Salvator Mundi ก็คล้ายกับการค้นพบ Mona Lisa อีกภาพหนึ่งก็ไม่ปาน

วันศุกร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560

อันโตนิโอ เกาดี้ บันดาลใจจากธรรมชาติ

อันโตนี ปลาซิด กูอิลเยม เกาดี้ อี กอร์เนต หรือที่รู้จักกันดีใน แวดวง ศิลปะสถาปัตย์ ภายใต้ชื่อ อันโตนิโอ เกาดี้ สถาปนิกชาวคาตาลัน และ ศิลปินแห่งยุคโมเดิร์นนิสม์ (อาร์ตนูโว) ผู้มีเอกลักษณ์ในผลงานการออกแบบที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน

ผลงานการสร้างสรรค์ของเขาทุกชิ้น ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็น “มรดกโลก” ของ องค์การยูเนสโก โดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงบาร์เซโลนา แคว้นกาตาโลเนีย ประเทศสเปน

อันโตนิโอ เกาดี้
ด้านหน้าสกราดา ฟามีเลีย
อันโตนี เกิดที่เมืองตาราโกนา ทางตอนใต้ของแคว้นกาตาโลเนียเมื่อปี 1852 เขาได้รับการศึกษาโดยตรงทางด้านสถาปัตย์ที่โรงเรียนสถาปัตยกรรมในบาร์เซโลนา (Escola Tecnica Superior d’Arquitectura) ระหว่างปี 1879-1877 แม้ว่าเกรดเฉลี่ยในวิชาการด้านสถาปัตย์จะอยู่ในระดับกลางๆ ทว่า ที่ทำคะแนนได้สูงลิ่วก็คือ ผลงานด้านการวาดภาพ และไอเดียในการสร้างสรรค์โปรเจกต์ต่างๆ

เขาก็เริ่มสร้างชื่อในการเป็นสถาปนิกชั้นเอก ตั้งแต่ที่ยังเป็นนักศึกษา เริ่มจากปี 1878-1879 อันโตนีได้สร้างชื่อในการออกแบบโคมไฟประดับจัตุรัสเรอิยัล (Placa Reial) กลางกรุงบาร์เซโลนา และในปี 1878 ผลงานการออกแบบบริษัทผลิตถุงมือ โกเมลยา ก็ได้ไปออกงานเวิลด์แฟร์ที่กรุงปารีส

นั่นคือเส้นทางที่ทำให้นักอุตสาหกรรม อย่าง เคานต์เออูเซบี กูเอลล์ ได้รู้จักสถาปนิกดาวรุ่งคนนี้ และกำลังจะกลายเป็นผู้อุปถัมภ์คนสำคัญในกาลต่อมา

ในปี 1878-1882 เขาออกแบบอาคารไม้ให้โรงงานทอผ้า โอเบรรา มาตาโรเนนเซ (Obrera Mataronense) ในมาตาโร ทว่า มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับการสร้างออกมาเป็นอาคารจริง ในงาน ออกแบบดังกล่าว อันโตนี ได้นำเอาลักษณะของ เสา/หลังคาโค้งรูปไข่ (Parabolic Arches) มาใช้เป็นครั้งแรกในอาคารไม้

สกราดา ฟามีเลีย
คาซา วิเชนส์ (Casa Vicens) บ้านของครอบครัววิเชนส์ในบาร์เซโลนา ลักษณะเป็นอาคารสไตล์แขกมัวร์ ออกแบบและสร้างขึ้นระหว่างปี 1883-1885 ในช่วงเดียวกันนั้น เขายังรับงานที่ วิลล่าเอล กาปริโช (Villa El Capricho) ในแคว้นโกมิลยาส ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสเปนด้วย จึงไม่แปลกที่อาคารทั้งสองจะมีแบบสไตล์แขกมัวร์คล้ายๆ กัน

ในปี 1884 ผลงานชิ้นแรกที่เขาสร้างสรรค์ให้เคานต์เออูเซบี กูเอลล์ ได้แก่ ฟินกา กูเอลล์ (Finca Guell) ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในนามของโซนา อูนิเวร์ซิตาเรีย (Zona Universitaria) ซึ่งสร้างความตื่นตะลึงตั้งแต่หน้าประตูโลหะไปจนกระทั่งสวนสวย และสถาปัตยกรรมอาคารด้านใน

อันโตนี เริ่มต้นผลงานสุดอลังการ และกลายเป็นสถานที่ที่ใครไปบาร์เซโลนาต้องไปเยือน นั่นคือ สกราดา ฟามีเลีย (Sagrada Familia หรือ The Sacred Family) วิหารที่ศักดิ์สิทธิ์แบบที่มีห้องใต้ดินสำหรับฝังพระศพของครอบครัวพระคริสต์ ตามความเชื่อของคริสต์ศาสนานิกายคาทอลิก โดย ฟรานซิสโก เดล บิลลาร์ หยุดทำไปเฉยๆ อันโตนีจึงเข้ามารับงานต่อ

ปาเลา กูเอลล์ (Palau Guell) ทาวน์เฮาส์ของครอบครัวกูเอลล์ กลางกรุงบาร์เซโลนา ได้รับการออกแบบและสร้างอย่างอลังการในปี 1885-1889 ระหว่างนั้นเขายังไปสร้างพระราชวังสไตล์ โกธิก เอปิสโกปาล พาเลซ (Episcopal palace) ที่ อัสตอร์กา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสเปนด้วย

ผลงานชิ้นต่อมานับว่าแตกต่างไปจากที่ผ่านๆ มาอย่างสิ้นเชิง กับ โกเลจิโอ เตเรเซียโน (Colegio Teresiano หรือโรงเรียนเซนต์เทเรซา) ซึ่งนับเป็นการออกแบบอย่างเรียบง่าย ไม่มีลวดลายวิจิตรพิสดารเช่นที่เคย หากเป็นการเล่นกับเส้นสายโครงสร้างตัวอาคารมากกว่า

ในยุคหลังๆ ของอันโตนิโอ เกาดี้ เขามุ่งมั่นกับการรับใช้ศาสนา โดยเลิกรับงานอย่างอื่น หันไปทุ่มเทให้คริสต์ศาสนานิกายคาทอลิก โดยเฉพาะผลงานที่สร้างไม่ยอมเสร็จ อย่าง สกราดา ฟามีเลีย ซึ่งเขาออกแบบเอาไว้ให้มีหอระฆังถึง 18 แห่ง 12 หอที่สร้างเสร็จแล้ว เพื่อระลึกถึงสาวก 12 คนของพระเยซู ส่วนอีก 4 หอระฆังสำหรับ 4 ผู้เผยพระวจนะของพระองค์ ทั้ง 16 หอระฆังสูง 100 เมตร ออกแบบให้เชื่อมโยงกับโถงใหญ่ ที่จะนำมาสู่หอระฆังคู่ซึ่งสูงที่สุดบริเวณด้านหน้า (170 เมตร) ที่สร้างเพื่อสดุดีพระแม่มารีและพระเยซูคริสต์นั่นเอง

เวลาผ่านไป ผู้ร่วมงานของเขาก็ล้มหายตายจากไปทีละคนๆ ทำให้การก่อสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เป็นไปด้วยความล่าช้า ผนวกกับพิษเศรษฐกิจของบาร์เซโลนาที่ไม่ปรานีใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ อุปถัมภ์คนสำคัญของเขา เคานต์เออูเซบี เสียชีวิตลง

ดาดฟ้าคาซ่าบัตโย
ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ถูกรถรางชนจนปางตาย ด้วยความที่เขาอยู่ในเสื้อผ้าซอมซ่อ ทั้งในกระเป๋าสตางค์ก็ไม่มีเงินเลย รถแท็กซี่คันแล้วคันเล่าไม่ยอมพาไปส่งโรงพยาบาล แต่ในที่สุดเขาก็ถูกพาไปส่งที่โรงพยาบาลคนยาก ไม่มีใครจำได้เลยว่า นี่คือยอดศิลปินแห่งยุคโมเดิร์นนิสม์ จนกระทั่งเพื่อนของเขามาพบและพยายามให้ย้ายโรงพยาบาลที่ดีกว่า แต่อันโตนีก็ปฏิเสธ

เขาเสียชีวิตใน 3 วันต่อมา ผู้คนกว่าครึ่งค่อนเมืองบาร์เซโลนาออกมาไว้อาลัยจนทั่วท้องถนน ร่างอันไร้วิญญาณได้รับการบรรจุเอาไว้ ณ ใจกลางของสกราดา ฟามีเลีย นั่นเอง

คาซ่าบัตโย
แม้ว่า อันโตนิโอ เกาดี้ จะเขียนแบบพิมพ์เขียวของสกราดา ฟามีเลีย ใหม่ทั้งหมด ทว่าแบบแปลนชิ้นล่าสุดดังกล่าวได้ถูกทำลายไป ระหว่างการเถลิงอำนาจของรัฐบาลเผด็จการของนายพลฟรังโก ณ ปัจจุบัน จึงอาศัยตามแบบเก่าที่เขาคิดไว้แต่แรก ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การก่อสร้างสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เป็นไปอย่างล่าช้า จนกระทั่งทุกวันนี้แล้วยังสร้างไม่เสร็จเสียที โดยเมื่อปี 2007 ที่ผ่านมา ได้มีการกำหนดเป้าหมายอย่างจริงจัง ว่าการก่อสร้างส่วนที่เหลือจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2026

ใครที่ไปเยือนสกราดา ฟามีเลีย จะได้เห็นถึงอัจฉริยภาพในการสร้างสรรค์ของยอดสถาปนิก ที่ได้แรงบันดาลใจจากอาคารสมัยโกธิก ผสมผสานกับขนบในการก่อสร้างอาคารแบบสเปนแท้ การออกแบบเสาเลียนแบบต้นไม้ การทดลองนำเอาถุงทรายเล็กๆ มาถ่วงน้ำหนัก เพื่อการออกแบบจัดวางเสา โค้งประตู/หลังคา ผนัง และห้องใต้ดิน ที่ผ่านการคำนวณมาแล้วอย่างแม่นยำ

มองผ่านกระจกในคาซ่าบัตโย
ตลอดระยะเวลาในชีวิตของอันโตนี เขาใช้เวลามากมายไปกับการศึกษามุมมองต่างๆ และส่วนโค้งเว้าของธรรมชาติ ซึ่งได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจอันใหญ่หลวงในผลงานการออกแบบของเขาทุกชิ้น (และอาคารทุกแห่ง) การนำธรรมชาติมาคำนวณด้วยหลักเรขาคณิต ออกมาเป็นอาคารสถานที่ เฟอร์นิเจอร์ โคมไฟ ฯลฯ นับว่าเป็นเรื่องใหม่มากในยุคสมัยของเขา

เสาทุกต้นในสกราดา ฟามีเลีย เลียนแบบโครงร่างของต้นมะพร้าว โครงเหล็กประดับประตูของปาเลากูเอลล์ เลียนแบบรังของตัวต่อ รั้วปาร์กกูเอลล์ (Parc Guell) ลอกเลียนจากรูปทรงใบตาล หลังคาโรงเรียนเกาดี้ (หรือโรงเรียนสกราดา ฟามีเลีย) ออกแบบตามโค้งธรรมชาติของใบไม้ ฯลฯ

คาซา บัตโย (Casa Batllo) ทาวน์เฮาส์ของครอบครัวบัตโยกลางกรุงบาร์เซโลนา เป็นอีกหนึ่งผลงานระดับมาสเตอร์พีซ ที่สามารถเห็นอัจฉริยภาพและแรงบันดาลใจจากธรรมชาติได้อย่างชัดเจน ในบ้านแสนมหัศจรรย์นี้ปราศจากเส้นตรง เพราะในธรรมชาติเองก็ไม่มีเส้นตรง ไม่ว่าจะเป็นกรอบประตู/หน้าต่าง ราวบันได กระจก ฯลฯ ล้วนกอปรขึ้นด้วยเส้นสายโค้งมนเลียนแบบธรรมชาติทั้งสิ้น

ที่น่าตื่นเต้นที่สุด ก็คือ การออกแบบกระจกใสให้มองผ่านไปแล้ว ราวกับกำลังเดินอยู่ ณ ใต้บาดาล

ภาพถ่ายและคำบรรยายทั้งหลายล้วนไม่ได้ครึ่งของการมีโอกาสได้ไปสัมผัสมรดกโลกเหล่านี้จริงๆ

วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

‘ตัวย็อง’ มารี เชอร์มิโนว่า เซอร์เรียลิสม์ที่ถูกลืม

The Message of the Forest
ณ หอศิลปะสมัยใหม่แห่งชาติสกอตแลนด์ เมืองเอดินบะระ จัดแสดงนิทรรศการถาวรของจิตรกรเซอร์เรียลิสม์ในตำนาน ตัวย็อง(Toyen) ฉายาของ มารี เชอร์มิโนว่า จิตรกรชาวเช็ก ที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในอังกฤษ หลังจากที่ได้แสดงผลงาน The Message of the Forest ที่วาดในปี 1936

มารี เชอร์มิโนว่า เกิดในปี 1902 นับว่าเป็นจิตรกรเซอร์เรียลิสม์แถวหน้าของเช็ก โดยใช้ชีวิตสร้างสรรค์งานศิลปะส่วนใหญ่ในกรุงปราก ซึ่งเป็นศูนย์รวมของบรรดาศิลปินเซอร์เรียลิสม์ตัวกลั่นมากมายนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1930

ในปี 1923 ขณะที่นั่งอยู่ในร้านกาแฟ มารี ก็ลุกขึ้นมาประกาศว่า นับจากนี้ไปเธอต้องการจะเป็นที่รู้จักกันในนาม ตัวย็อง ไม่ใช่ มารี เชอร์มิโนว่า อีกต่อไป เธอไม่ได้บอกเหตุผล แต่ใครๆ ในแวดวงก็รู้กันอยู่ว่า ตัวย็องต้องการให้คนรู้จักตัวตนของเธอในฐานะ ชายหนุ่มมากกว่าจะเป็น หญิงสาวตามเพศกำเนิดที่แท้จริง

ที่เธอผุดคำว่า ตัวย็อง เพราะนึกถึงคำว่า Citoyen (ซิตัวย็อง = ประชาชน) ในภาษาฝรั่งเศสขึ้นมา โดยหากใช้คำนี้ก็หมายความว่าเธอเป็นประชาชนคนหนึ่ง ที่ไม่ได้มีเพศเป็นชายหรือหญิง ขณะที่เมื่อเทียบคำ Toyen เข้ากับภาษาเช็กบ้านเกิด ก็จะได้เป็น To je on ที่หมายถึง It is he (นี่คือเขา) ซึ่งเป็นการประกาศตัวอย่างชัดเจนว่า ต้องการที่จะให้คนจดจำเธอในมาดสาวหล่อ ดังเช่นลุคของเธอตลอดระยะเวลา ก็จะมาในมาดผมสั้น ใส่สูท สวมกางเกงแบบผู้ชาย

ตัวย็อง
The Message of the Forest เป็นภาพของนกสีฟ้าขนาดใหญ่ที่อยู่ท่ามกลางฉากหลังสีทึบทึม ดูลึกลับ ประหนึ่ง ป่าตามชื่อภาพ เท้าข้างหนึ่งของนกถูกตัดขาดไป ขณะที่กรงเล็บของเท้าข้างที่เหลือกำลังเกาะกุมศีรษะของหญิงสาว ตัวย็องวาดภาพตัวนกและฉากป่าข้างหลังให้สีโดดเด่นและมีพื้นผิวที่หนาหนัก ตัดกับหน้าตาซีดๆ ของหญิงสาวที่ดูเหมือนจริง ซึ่งตรงกับสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อคือ ธรรมชาตินั้นมีอานุภาพเหนือมนุษย์

สิ่งที่มักปรากฏในภาพเขียนของตัวย็อง ได้แก่ ความแห้งแล้ง สิ่งตายซาก ทิวทัศน์แปลกๆ ที่เหมือนหลุดออกมาจากฝัน ผู้หญิงที่ดูโดดเดี่ยว บอบบาง รวมทั้งภาพนก ก็เป็นสิ่งที่เธอวาดบ่อยๆ ธีมเหล่านี้มาจากผลงานวาดภาพประกอบหนังสือเด็กของเธอในอดีต ทว่าพอยิ่งวาดผลงานยิ่งแปลกประหลาดไปเรื่อยๆ และเริ่มไม่เหมาะสำหรับเด็ก

ตัวย็องระวังเนื้อระวังตัวมาก โดยส่วนใหญ่เธอจะไม่อธิบายเบื้องหลังความคิดในการสร้างสรรค์ผลงานแต่ละชิ้น ทว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ชมงานตีความเอง ตามประสบการณ์ ความคิด ของแต่ละคน ซึ่งส่วนมากผลงานของเธอตอบโจทย์ของเรื่องราวเกี่ยวกับความฝันและฝันร้าย โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานเขียนของซิกมันด์ ฟรอยด์ นักจิตวิทยาชื่อดัง

ระหว่างปี 1925-1928 ตัวย็องและเพื่อนสนิท แยน สไตร์สกี ไปยังกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และสร้างสาขาของศิลปินเช็กสายเซอร์เรียลิสม์ที่นั่น โดยสนิทสนมใกล้ชิดกับกลุ่มเซอร์เรียลิสม์ชาวฝรั่งเศส อย่างกลุ่มของ อองเดร เบรอตง ที่เชื่อมโยงถึงบรรดาจิตรกรแนวเหนือจริงแห่งยุคทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น มักซ์ แอร์นสต์, อีฟส์ ต็องกี หรือ ซัลวาดอร์ ดาลิ

สำหรับหอศิลปะสมัยใหม่แห่งชาติสกอตแลนด์ เป็นหอศิลป์ชื่อดังทางสายเซอร์เรียลิสม์ของโลก ที่นั่นมีผลงานแนวเหนือจริงมากมายของทั้ง โฆอัน มีโร, มักซ์ แอร์นสต์, เรอเน มากริตต์, อัลแบร์โต จาโกเมตติ และอีกมากมาย โดยเฉพาะกลุ่มจิตรกรเซอร์เรียลิสม์สายที่มาโด่งดังในฝรั่งเศสทั้งหลาย เป็นที่น่าเสียดายที่พวกเขาแทบไม่มีผลงานของกลุ่มศิลปินเซอร์เรียลิสม์ชาวเช็กเลย ทั้งที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในยุคเฟื่องฟูของศิลปะแนวนี้ที่ปารีสด้วยซ้ำ ทำให้พวกเขาต้องนำผลงานของ ตัวย็อง ออกมาเจิมในต้น พ.ศ. นี้


ภาพเด่นอย่าง The Message of the Forest เคยเป็นสมบัติของ รอยและแมรี คัลเลน นักสะสมชาวอเมริกัน ที่มีภาพศิลปะเซอร์เรียลิสม์ของศิลปินเช็กภาพอื่นอยู่ในครอบครองมากมาย หลังจากที่รอยเสียชีวิตในปี 2014 งานศิลปะหลายชิ้นถูกนำออกมาขาย รวมทั้ง The Message of the Forest ที่หอศิลปะสมัยใหม่แห่งชาติสกอตแลนด์ เจรจาซื้อมาได้ผ่านทางสถาบันคริสตี้ โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อศิลปะวัลตัน ครอบครัวนักสะสมงานศิลปะในเอดินบะระ

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เบื้องหลังภาพแพงที่สุดในโลก The Women of Algiers (Version ‘O’)

ทุบสถิติโลกไปแล้ว สำหรับภาพวาดแนวคิวบิสม์ของ ปาโบล ปิกัสโซ The Women of Algiers (Version ‘O’) ซึ่งมีผู้ประมูลไปด้วยมูลค่าสูงถึง 179.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 6,000 ล้านบาท โดยมหาเศรษฐีชาวซาอุดิอาระเบีย ผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม

ก่อนหน้านี้ ภาพเขียนแนวแอบสแทรกต์ของ ฟรานซิส เบคอน Three Studies of Lucian Freud เคยเป็นเจ้าของสถิติภาพแพงที่สุดในโลกที่ 142.4 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 4,700 ล้านบาท เมื่อปี 2013

ปาโบล ปิกัสโซ เขียนภาพที่แพงที่สุดในโลกขณะนี้ ในวันวาเลนไทน์ ปี 1955 ซึ่ง The Women of Algiers (Version ‘O’) นับเป็นภาพเวอร์ชั่นสุดท้ายที่เขาวาดสำหรับซีรี่ส์ดังกล่าว โดยเริ่มวาดมาหลายเวอร์ชั่น ตั้งแต่ปี 1954

ปาโบล เริ่มวาด The Women of Algiers หลังจากได้ข่าวว่าเพื่อนรักและคู่แข่งคนสำคัญ อย่าง อองรี มาติสส์ ได้ลาจากโลกนี้ไปเป็นเวลา 6 เดือนแล้ว เพื่อที่จะระลึกถึงเพื่อนยอดศิลปินโพสต์อิมเพรสชันรายนี้ เขาจึงตัดสินใจวาดภาพในแนวที่เพื่อนถนัดและโด่งดัง อย่างภาพหญิงสาวนอนเอกเขนกในท่าที่สบายๆ มีกลิ่นอายตะวันออกนิดๆ หรือในแวดวงศิลปะ เรียกว่า ภาพสไตล์โอดาลิสก์ (Odalisques) ที่ให้อารมณ์ของหญิงสาวในฮาเร็มของตุรกี

"เมื่ออองรีตาย สิ่งที่เหลือทิ้งไว้ให้ผมคือ ภาพโอดาลิสก์" ปาโบล พูดติดตลกเอาไว้ในช่วงนั้น ทว่าสิ่งนี้ปรากฏในผลงานของเขาจริงๆ ในช่วงปี 1955-1956

จิตรกรคิวบิสม์ เห็นความเหมือนระหว่างผลงานของ อูแชน เดอลาครัวซ์ จิตรกรยุคศตวรรษที่ 19 กับ อองรี มาติสส์ เขาจึงเลือกภาพของอูแชน ที่เป็นภาพมาสเตอร์พีซชื่อดังบนผนังพิพิธภัณฑ์ลูฟร์เป็นแรงบันดาลใจ นั่นคือภาพเขียนปี 1834 ชื่อ Femmes d'Alger dans leur appartement (Women of Algiers in their Apartment) คล้ายเช่นที่เขาเคยวาดภาพผลงานมาสเตอร์ทั้งหลายออกมาในสไตล์ของตัวเอง อย่าง Las Meninas ของ ดิเอโก เบลาซเกซ ก็ทำมาแล้ว

ปาโบล ปิกัสโซ สุดแสนจะ "อิน" มากกับการวาดภาพในซีรี่ส์นี้ ถึงขนาดทำอะไรที่มันเวอร์วัง อย่างการซื้อวิลลาสไตล์ย้อนยุค (Belle-Epoque) ลา กาลิฟอร์นี (La Californie) ในเมืองกานส์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ในปี 1955 เพื่อสร้างบรรยากาศในการวาดภาพ The Women of Algiers ของเขาทีเดียว


นอกจากจะสร้างสรรค์ไอเดียเด็ดสำหรับซีรี่ส์ The Women of Algiers แล้ว บรรยากาศการตกแต่งและการจัดแสงในวิลลาสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ที่มีสวนสวยแสนมหัศจรรย์อันเป็นกลิ่นอายแบบตะวันออกแล้ว ยังเป็นใจให้เขาได้วาดภาพแนวโอดาลิสก์อีกหลายภาพ

อัลเฟรด บาร์ ภัณฑารักษ์ชื่อดังรายหนึ่งบอกว่า ผลงานที่สร้างสรรค์ ณ ลา กาลิฟอร์นี ถือเป็นจุดสูงสุดในชีวิตของจิตรกรคิวบิสม์ทีเดียวในความคิดของเขา

สำหรับภาพวาดในซีรี่ส์ The Women of Algiers ชิ้นที่โดดเด่น ก็มีอย่าง "Version H" ที่ ปาโบล ปิกัสโซ วาดเสร็จเมื่อ 24 ม.ค. 1955 โดยในปี 1997 ภาพนี้มีผู้ประมูลไปจากสถาบันคริสตีส์ กรุงนิวยอร์ก ในราคา 7.15 ล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันอยู่ในคอลเลกชั่นนาห์หมัด (ของนักค้างานศิลปะและมหาเศรษฐีชาวเลบานอน) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเพิ่งถูกยืมมาโชว์ ณ เทต แกลเลอรี่ เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ เมื่อต้นเดือน พ.ค. ปีนี้

"Version J" ได้รับการนำออกประมูลที่สถาบันโซเทอบีส์ กรุงลอนดอน เมื่อปี 2006 และปิดประมูลที่ราคา 18.6 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยตกเป็นสมบัติของคอลเลกชั่นนาห์หมัดเช่นกัน

ขณะที่ "Version K" มีผู้ประมูลไปจากสถาบันคริสตีส์ กรุงนิวยอร์ก ด้วยราคา 6.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วน "Version L" นั้นขายให้กับพิพิธภัณฑ์หอศิลป์แบร์กกรุน (Berggruen Museum) ในกรุงเบอร์ลิน ประทศเยอรมนี ไปที่ราคา 11.4 ล้านหรียญสหรัฐ ไปเมื่อปี 2011

มาถึง "Version M" นั้นก็ได้มีผู้ประมูลไปจากสถาบันคริสตีส์ กรุงนิวยอร์ก ที่ราคา 10 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมๆ กับ "Version H" ด้าน "Version N" ปัจจุบันเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์หอศิลป์มิลเดรด เลน เคมเปอร์ (Mildred Lane Kemper Art Museum) ในมหาวิทยาลัยวอชิงตัน เมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี จากการบริจาคของกองทุนสไตน์แบร์ก ตั้งแต่ปี 1960

กุสตาฟว์ กูร์เบต์ สัจ(ไม่)นิยม

ภาพเขียนที่ถูกลืมเลือนของ กุสตาฟว์ กูร์เบต์ อย่าง La Bohemienne et ses enfants จากปี 1853 กำลังจะเป็นไฮไลต์ในเวทีประมูลของสถาบันคริสตีส์ กรุงนิวยอร์ก โดยคาดว่าจะมีราคาไม่ต่ำกว่า 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐ

La Bohemienne et ses enfants เป็นหนึ่งในภาพเขียนชิ้นสำคัญที่หายไป โดยย้อนไปในปี 1853 ภาพเขียนชิ้นดังกล่าวซึ่งมีขนาดใหญ่มาก ได้ถูกกล่าวถึงในจดหมายที่กุสตาฟว์เขียนถึงอัลเฟรด บรูยาส ว่า เขาต้องจัดการกับภาพในชุด Highway ของเขาชิ้นนี้ เนื่องเพราะถูกกดดันให้เขียน L’Atelier du peintre ซึ่งมีขนาดใหญ่ไม่แพ้กันให้เสร็จ ทำให้ La Bohemienne et ses enfants ไม่มีที่จะตั้ง จึงต้องไปเก็บเอาไว้ในห้องใต้หลังคาของเพื่อนบ้านในเมืองออร์นองส์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส

เพื่อจะประหยัดพื้นที่ในห้องใต้หลังคา พวกเขาจึงซุกภาพนี้เอาไว้ใต้พื้นห้อง แล้วมันก็ถูกลืมไว้ที่นั่นจนกระทั่งปี 2001 จึงถูกค้นพบ และได้ถูกส่งไปยังพิพิธภัณฑ์กูร์เบต์ทันที เพื่อตรวจสอบว่าเป็นของจริง

ฌอง เดซีเร กุสตาฟว์ กูร์เบต์ จิตรกรฝรั่งเศส มีชีวิตระหว่างปี 1819-1877 เขาเป็นผู้นำความเคลื่อนไหวทางศิลปะยุคสัจนิยม (Realism) ในศตวรรษที่ 19 โดยออกมาประกาศว่าจะสร้างสรรค์งานศิลปะเท่าที่ตาเห็นเท่านั้น พร้อมหันหลังให้สถาบันศิลปะและสตูดิโอทั้งหลายที่บรรดามาสเตอร์ยุคนั้นกำลังเผยแพร่งานในสไตล์โรแมนติกซิสม์

คำประกาศของเขาทำให้กุสตาฟว์มีพื้นที่พิเศษในศตวรรษที่ 19 ซึ่งโชคดีในความคิดผิดเพี้ยนจากยุคสมัยของเขา เนื่องเพราะมันมีอิทธิพลอย่างมากต่อยุคสมัยของศิลปะรุ่นต่อๆ มา ไม่ว่าจะเป็นยุคอิมเพรสชันนิสม์ หรือยุคคิวบิสม์ก็ตาม

ท่ามกลางจินตนาการเพ้อฝัน และงานศิลปะสุดสวยหรูของยุคโรแมนติก ผลงานที่วาดภาพเป๊ะเวอร์อย่างตาเห็นของกุสตาฟว์เริ่มฉายแสงเป็นที่จดจำในปลายทศวรรษที่ 1840 ผู้คนเริ่มละสายตามาจากภาพความงามของเทวดา นางฟ้า สวนสวรรค์ หันมามองภาพของชาวนา กรรมกร คนร่อนเร่ กันบ้าง

กุสตาฟว์ กูร์เบต์ เกิดที่ออร์นองส์ ในครอบครัวชาวนาที่ต่อต้านระบบกษัตริย์ของฝรั่งเศส โดยคุณตาของเขามีส่วนร่วมในการปฏิวัติฝรั่งเศสเมื่อปี 1789 โซเอ เซลี และชูเลียตต์ พี่สาวของเขา เป็นนางแบบรุ่นแรกๆ ในการวาดภาพให้ โดยหลังย้ายมาอยู่ปารีส เขายังกลับบ้านที่ออร์นองส์เป็นประจำ เพื่อมาล่าสัตว์ รวมทั้งหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ

ที่ปารีส เขาไปทำงานที่ สตอยเบน แอนด์ เฮสเส สตูดิโอสไตล์ศิลปะโรแมกติก แต่อยู่ได้ไม่นาน ด้วยวิญญาณรักอิสระ เขาก็ลาออกเพื่อไปพัฒนาศิลปะตามแนวทางของตัวเอง ด้วยการไปศึกษาผลงานของโอลด์มาสเตอร์ชาวสเปน เฟลมิช และฝรั่งเศส โดยวาดภาพก๊อบปี้ผลงานของพวกเขาเหล่านั้น

Odalisque ผลงานชิ้นแรกของเขาได้แรงบันดาลใจมาจากงานเขียนของวิคตอร์ อูโก และภาพประกอบบนปกหนังสือของจอร์จ ซองด์ เรื่อง Lelia แต่ไม่นานเขาก็เลิกอาศัยแรงบันดาลใจจากวรรณกรรม หันมาเขียนภาพที่เขาเห็นด้วยตา ทั้งประกาศตัวว่าจะเขียนแต่ภาพที่เห็นและเป็นจริงเท่านั้น โดยเริ่มต้นผลงานในช่วงนี้ด้วยภาพเหมือนตัวเอง (Self-Portrait) มากมาย

การเดินทางไปเนเธอร์แลนด์และเบลเยียมในปี 1846–1847 ยิ่งตอกย้ำความเชื่อในแนวทางตัวเอง ราวปี 1848 เขาก็รวบรวมคนหนุ่มที่มีแนวคิดสอดคล้องกันในแนวนีโอ-โรแมนติกและเรียลิสม์ ก่อตั้งขึ้นมาในชื่อ ชอมป์เฟลอรี (Champfleury) ตามนามปากกาของ ชูลส์ ฟรองซัวส์
เฟลิกซ์ เฟลอรี-อุสซง นักเขียนคนแรกที่ช่วยโปรโมทศิลปะแบบที่กุสตาฟว์สร้างสรรค์ขึ้น

After Dinner at Ornans (1849) ผลงานชิ้นแรกๆ ที่เริ่มสร้างชื่อเสียง นอกจากได้รางวัลเหรียญทองระดับประเทศแล้ว ยังถูกซื้อไปเป็นสมบัติชาติ การได้รางวัลเหรียญทองยังหมายถึงว่า ผลงานของเขาจากนี้ไปมีสิทธิที่จะจัดแสดงในซาลง (แกลเลอรี่) โดยไม่ต้องผ่านคณะกรรมการตรวจสอบคุณค่าทางศิลปะและความเหมาะควรจัดแสดงอีก

ปี 1849-1850 กุสตาฟว์วาด Stone-Breakers (ถูกทำลายจากระเบิดในเดรสเดน ปี 1945) ซึ่ง ปิแอร์-โชเซฟ พรูดง นักหนังสือพิมพ์และนักต่อสู้ฝ่ายเสรีนิยมเห็นว่าเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตชนบท แถมยังชมอีกว่าเป็นภาพเขียนที่ดีที่สุดของกุสตาฟว์ ซึ่งจิตรกรบอกว่า ได้แรงบันดาลใจจากสิ่งที่เขาเห็นจริงๆ ข้างถนน

A Burial at Ornans (1849-1850) อีกหนึ่งผลงานที่โดดเด่น และสร้างชื่อเสียงไม่แพ้ Stone-Breakers (แถมยังแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ดอร์เซย์ให้ได้ชมกันทุกวันนี้) ในภาพเป็นงานศพลุงแท้ๆ ของเขาเอง โดยคนที่ไปร่วมงานศพทุกคนได้รับเชิญมายังสตูดิโอเพื่อวาดภาพนี้ ที่กลายเป็นภาพเขียนเรียลลิสต์ขนาดยักษ์ที่แสดงวิถีชีวิตของชาวออร์นองส์ แม้นักวิจารณ์ที่กรุงปารีสจะไม่นิยมเท่าไร โดยติว่างานศพอะไรไม่มีอารมณ์ของภาพเศร้าโศกเลย ขณะที่กุสตาฟว์ออกมาโต้ตอบว่า ภาพดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ของการฝังศิลปะแบบโรแมนติกที่นับวันจะเสื่อมถอยไปทุกทีๆ

The Artist’s Studio (L’Atelier du peintre) ผลงานอลังการงานสร้างชิ้นมหึมา ที่วาดบรรยากาศในสตูดิโอของเขาเอง ซึ่งเขาเรียกว่า ศาลาแห่งสัจนิยม (Pavillon du Realisme) ในภาพแสดงชีวิตศิลปินของเขา ที่ล้อมรอบไปด้วยเพื่อนๆ และคนที่ชื่นชมงานศิลปะสไตล์นี้ ทั้งนักวิจารณ์ศิลปะ ชอมป์เฟลอรี ชาร์ลส์ โบเดอแลร์ กับนักสะสมงานศิลปะ อัลเฟรด บรูยาส ทางด้านซ้ายของภาพ เป็นคนที่เกี่ยวข้องในชีวิต ตั้งแต่พระ โสเภณี สัปเหร่อ ชาวนา และอื่นๆ

สำหรับรูปผู้ชายกับสุนัขทางซ้าย ผลจากการเอกซเรย์บอกว่าวาดขึ้นทีหลัง โดยเชื่อว่าชายหนวดโง้งนั้นคือภาพของนโปเลียนที่ 3 ซึ่งนิยมล่าสัตว์พร้อมกับสุนัข โดยผู้ที่ครอบครองภาพในสมัยนั้นถือว่า ต้องโทษถึงแก่ชีวิต (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ดอร์เซย์ กรุงปารีสเช่นกัน)

นอกจากไม่ยอมใครในแวดวงศิลปะ กุสตาฟว์ยังเป็นนักวิจารณ์ฝีปากกล้าทางด้านการเมือง เขามีส่วนเคลื่อนไหวให้ฝรั่งเศสเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมนิยมที่สมบูรณ์แบบ ผ่านการพูดและการเขียน อันเป็นเหตุให้ต้องถูกจำคุกจากบทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ชื่อดังฉบับหนึ่ง และลี้ภัยไปยังสวิตเซอร์แลนด์




“ผมอายุ 50 และมีชีวิตอิสระมาโดยตลอด ผมก็ขอจบชีวิตแบบมีเสรีภาพ ถ้าผมตายไป ขอให้พูดถึงผมว่าไม่ขึ้นอยู่กับโรงเรียนใดๆ ศาสนาไหนๆ หรือสถาบันอะไรก็ตาม เช่นเดียวกับระบบการปกครองที่ผมยึดมั่น ก็คือระบบเสรีนิยมเท่านั้น” บันทึกของกุสตาฟว์ว่าเอาไว้

วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2558

โกล้ด โมเนต์ : ภาพเขียนที่เพิ่งค้นพบ

นักวิจัยจากภาควิชาคณิตศาสตร์เทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยยีวาสกีลา ประเทศฟินแลนด์ ค้นพบภาพเขียนในกลุ่ม Haystack อีกภาพหนึ่งของโกล้ด โมเนต์ จิตรกรอิมเพรสชันนิสม์ชื่อดังชาวฝรั่งเศส ซึ่งมีร่องรอยของสีน้ำมันที่ทาทับลายเซ็นศิลปินเอาไว้ ทำให้แม้เขาจะสร้างสรรค์ภาพกองฟางลักษณะนี้เอาไว้หลายภาพ แต่ก่อนหน้านี้ไม่มีใครกล้าฟันธงว่าเป็นผลงานของเขาจริง เพราะไม่เห็นลายเซ็นที่ซ่อนอยู่

นอกจากนี้ หลังจากการตรวจสอบด้วยกล้อง hyperspectral หรือเครื่องกวาดภาพช่วงคลื่นละเอียดสูง ซึ่งสร้างสรรค์โดย SPECIM ทำให้ได้ข้อสรุปว่าภาพดังกล่าวว่าโกล้ดน่าจะวาดขึ้นในปี 1891

ภาพเขียนดังกล่าวเป็นสมบัติของมูลนิธิจิตรกรรม กอสตา เซอร์ลาชิอุส มาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950 ซึ่งพวกเขาสงสัยมาตลอดว่าเป็นภาพเขียนของโกล้ด โมเนต์ แต่ไม่ได้รับการยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะ

ก่อนหน้านี้ได้มีความพยายามที่จะพิสูจน์หลายครั้ง เพราะหากเป็นภาพวาดเลียนแบบมันก็ดูสวยเกินไป อย่างมหาวิทยาลัยในเรเซนาร์ต โดยศูนย์วิจัยศิลปะผสมผสานในเมืองมันต์ตา ประเทศฟินแลนด์ ก็เคยเข้าตรวจสอบภาพนี้ด้วยกล้อง hyperspectral พร้อมทั้งเครื่องระบบเอกซเรย์ แบบ XRF ที่ทำการสแกนภาพในหลายๆ มุมไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้ข้อสรุปใดๆ

“กล้อง hyperspectral จะถ่ายภาพออกมาให้เห็นเป็นแนวคลื่นแสงที่แตกต่างกัน 256 ภาพต่อหนึ่งครั้งที่กดชัตเตอร์ ซึ่งใกล้เคียงกับการใช้อินฟราเรด คลื่นแสงที่ออกมาเป็นภาพนี้ ไม่อาจเห็นได้ด้วยตาเปล่า โดยจะทำให้เห็นถึงสีทุกสี ทุกชั้นที่อยู่บนภาพๆ นั้น”

อิลกา โปโลเนน ผู้ทำวิจัยคณะล่าสุด กล่าวต่อว่า กล้องจะทำหน้าที่คล้ายสแกนเนอร์ โดยจะสแกนเป็นแนวระนาบทีละเส้นๆ จนครบทั้งภาพ “ผลที่ได้ออกมาจะเป็นโครงสร้างของแสงสีออกมาเป็นคลื่นแสง ซึ่งคราวนี้ก็แล้วแต่การออกแบบของนักวิจัยแต่ละท่านที่จะถอดรหัสคลื่นแสงออก มาเป็นการอ่านค่าได้อย่างไร”

สำหรับทีมของอิลกาได้สแกนภาพเขียน Haystacks at Giverny the Evening Sun ด้วยกล้อง hyperspectral ของ SPECIM ตามขั้นตอนดังกล่าว ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลเป็นคลื่นแสงจำนวนมาก ขณะที่ลายเซ็นของโกล้ด โมเนต์ อาศัยคนละวิธีในการค้นหา โดยเป็นศาสตร์หลากหลายที่มีคนพยายามทดลองทำมาก่อนหน้า นำมาผสมผสานกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง

“วิธีการที่เรียกว่า Spectral imaging ที่มักใช้ในการตรวจสอบความถูกต้องของภาพต้นแบบดั้งเดิม เช่นว่ามีสีสันที่เพี้ยนไปจากของเก่ามั้ย เป็นวิธีการยอดนิยมในการตรวจสอบภาพเขียนที่มีมูลค่ามานานแล้ว กรณีนี้เคยมีการใช้วิจัยภาพ Haystack ภาพนี้มาแล้ว แต่อาจทำไม่ละเอียดพอ หรือจำเพาะเจาะจงไปไม่ตรงจุดที่เป็นลายเซ็นของศิลปิน ไม่ก็อ่านค่าไม่ถูกต้อง สำหรับครั้งนี้เราอาศัยศาสตร์อื่นๆ เข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์การแพทย์ การสำรวจสิ่งแวดล้อมในธรรมชาติ อะไรอีกมากมาย ที่ช่วยให้เราค้นพบลายเซ็นที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นสี” เพคคา นีททานมากิ อธิการบดีมหาวิทยาลัยยีวาสกีลา เล่า

สำหรับ ออสการ์-โกล้ด โมเนต์ ถือได้ว่าเป็นจิตรกรผู้บุกเบิกศิลปะยุคอิมเพรสชันนิสม์เลยก็ว่าได้ โดยภาพ Impression, Sunrise ปี 1873 ของเขา กลายมาเป็นชื่อเรียกยุคสมัยความเคลื่อนไหวของศิลปะ
สมัยเด็กๆ บิดาของเขาต้องการให้สานต่อธุรกิจของครอบครัว แต่ในจิตใจของโกล้ดมีแต่ศิลปะ และมุ่งมั่นต้องการเป็นจิตรกรอาชีพ

โกล้ด โมเนต์ เข้าโรงเรียนศิลปะที่เลอ อาฟร์ ตั้งแต่อายุ 11 ขวบ ซึ่งแค่ชั้นมัธยมต้น เขาก็สามารถสร้างรายได้จากการวาดภาพเหมือนให้คนนั้นคนนี้ โดยคิดภาพละ 10-20 ฟรังก์

5 ปีหลังเข้าเรียนศิลปะ เขาก็ได้พบกับศิลปินอย่าง อูแชน บูลแด็ง ซึ่งสอนเทคนิควาดภาพกลางแจ้งที่เรียกว่า en plein air ให้ ทั้งคู่กลายเป็นศิษย์-อาจารย์ กระทั่งอายุ 16 โกล้ดลาออกจากโรงเรียนมุ่งหน้าสู่กรุงปารีส แทนที่จะไปนั่งวาดภาพศึกษาจากศิลปะของโอลด์มาสเตอร์เช่นคนอื่นๆ เขากลับนั่งริมหน้าต่างแล้ววาดสิ่งที่เขามองเห็นจากหน้าต่างห้องแทน
ในวัย 21 เขาเข้าร่วมกองทัพไปประจำการที่แอลจีเรีย จริงๆ แล้วต้องรับใช้ชาติถึง 7 ปี ทว่าพอเข้าปีที่ 2 เขาก็ป่วยเป็นไทฟอยด์จึงต้องปลดประจำการ และกลับมาเรียนศิลปะต่อ ณ กรุงปารีส โดยศึกษาเข้มข้นในแนว en plein air กับเพื่อนๆ ในรุ่นใกล้เคียงกัน อย่าง ปิแอร์-โอกุสต์ เรอนัวร์ เฟรเดริก บาซิลล์ และอัลเฟรด ซิสลีย์

ระหว่างนั้นได้เกิดสงครามฟร็องโก-ปรัสเซีย ทำให้โกล้ดอพยพไปอยู่ที่อังกฤษชั่วคราว ที่นั่นเขาได้ศึกษาผลงานของจอห์น สเตเบิล และโจเซฟ มัลลอร์ด เทอร์เนอร์ โกล้ดไม่เพียงได้เรียนรู้ด้านการวาดภาพแนวแลนด์สเคปซึ่งทั้งคู่เอกอุเท่า นั้น หากยังได้อิทธิพลเรื่องการใช้สีมาด้วย

พอสงครามสงบเขากลับมากรุงปารีส และใช้ชีวิตแบบชาวปารีเซียงทำกัน คือ ออกมาปิกนิกในสวนวันอาทิตย์ นอกจากเพื่อนๆ ศิลปินรุ่นเดียวกันที่กล่าวไปแล้ว เขายังสนิทกับเอดูอาร์ด มาเนต์ และภรรยา พวกเขาออกไปปิกนิกวันอาทิตย์ด้วยกันบ่อยๆ และเป็นที่มาของภาพเขียนจำนวนหนึ่งที่วาดในสวนท่ามกลางบรรยากาศปิกนิก

ศิลปินหนุ่มในกลุ่มก๊วนรวมตัวกันจัดนิทรรศการอิมเพรสชันนิสม์ครั้งแรก ณ เลขที่ 35 บูเลอวาร์ด เดส์ กาปูชีนส์ กรุงปารีส ในปี 1874 โดยจริงๆ แล้วไม่ได้ตั้งใจจะนำเสนอวิธีการวาดภาพแนวใหม่ ทว่าต้องการแสดงอิสระทางความคิดของพวกเขามากกว่า เนื่องจากว่า ซาลง เดอ ปารีส ปฏิเสธการจัดแสดงผลงานของเขา ไม่ว่าจะเป็นภาพ Impression, Sunrise (1873) Luncheon (1868) และรูปอื่นๆ เขายังวาด Boulevard des Capucines เพื่อเป็นเกียรติแก่สถานที่

ท่ามกลางภาพเขียนของเพื่อนร่วมกลุ่มรวม 165 ภาพ ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม มีผู้เข้าชมกว่า 3,500 คน และภาพก็ขายได้ดี แม้บางภาพราคาจะดูสูงเกินจริง

หลังการจากไปของกามิลล์ ภรรยาของเขาซึ่งป่วยเป็นวัณโรค ฐานะทางการเงินของโกล้ดก็ดูจะดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ก็มีอย่างไม่หยุดหย่อน ในปี 1890 เขาซื้อบ้านหลังใหญ่ที่มีสวนสวย ผลงานดีๆ ในบั้นปลายจึงเต็มไปด้วยภาพวาดในสวน ซึ่งเขาเป็นคนออกแบบเองโดยศึกษาจากหนังสือพฤกษศาสตร์ ว่ากันว่า เขาจ้างคนสวนทีเดียวถึง 7 คน เพื่อให้ได้สวนในแบบที่ต้องการ

เมื่อออสการ์-โกล้ด โมเนต์ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอด มิเชล โมเนต์ ลูกชายคนเดียวที่เหลืออยู่ของเขา ปรับปรุงบ้านของพ่อเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนทั่วไปเข้าชม รวมทั้งในส่วนของสวนสวยด้วย