แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Vangogh แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Vangogh แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ชีวิตสั้น ศิลปะยืนยาว

เพิ่งครบรอบ 25 ปีแห่งการจากไปของ คีท แฮริ่ง ศิลปินสตรีทอาร์ตที่ฝากผลงานสุดป๊อปที่โลกไม่ลืมเลือน ก่อนจะจากไปในวัยเพียง 32 ปี ศิลปินผู้เอกอุมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ไม่นาน หรือแม้จะชีวิตยืนยาวเกือบร้อยปี ถึงอย่างไรชีวิตคนก็แสนสั้นแต่ศิลปะนั้นยืนยาว

อันดับหนึ่งในดวงใจ ฟินเซนต์ ฟาน โก๊กห์ (คนเดียวกับวินเซนต์ แวน โก๊ะ นั่นแหละ) ศิลปินชื่อดังที่มีผลงานจำนวนมากที่สุดในอันดับท็อปลิสต์ของงานศิลปะราคาแพงที่สุดของโลก ซึ่งประวัติศาสตร์บันทึกเอาไว้ว่า เขาฆ่าตัวตายในวัย 37 ปี โดยใช้ปืนยิงไปที่หน้าอกของตัวเอง ทว่าหนังสือ Van Gogh : The Life ที่เขียนโดยสตีเฟน ไนเฟห์ และเกรกอรี ไวท์ สมิธ เมื่อ 2-3 ปีก่อน บอกว่า การตายของเขาอาจจะมาจากสาเหตุฆาตกรรม

เหตุการณ์ในตอนนั้น... ฟินเซนต์ยิงตัวเองที่บริเวณหน้าอกในกลางทุ่ง ก่อนจะซมซานกลับมายังที่พักซึ่งอยู่ไกลกว่าหนึ่งไมล์ แล้วเสียชีวิตในอีก 30 ชั่วโมงถัดมา ระหว่างนอนรอความตาย คนถามว่า เขาตั้งใจจะฆ่าตัวตายหรือ? ฟินเซนต์ตอบ... “อืม ผมคิดว่างั้น” ผู้คนก็เลยปักใจว่า เขายิงตัวเอง แต่ไม่มีใครพูดถึงขาตั้งและผ้าใบซึ่งถูกพบในที่เกิดเหตุ ทว่าไม่มีปืนสักกระบอก

สตีเฟนและเกรกอรี ยังชี้ว่า ฟินเซนต์ ฟาน โก๊กห์ เคยเข้าสถานบำบัดจิตมาก่อน ซึ่งทำให้เขาไม่ได้รับสิทธิในการครอบครองปืน นอกจากนี้วิถีกระสุนก็ได้รับการพิสูจน์ว่าไม่น่าจะอยู่ในตำแหน่งของการยิงตัวเอง

ฟินเซนต์ วิลเลม ฟาน โก๊กห์ (มีชีวิตระหว่างปี 1853-1890) ถือเป็นจิตรกรเอกในยุคปลายอิมเพรสชันนิสม์ ผลงานของศิลปินชาวดัตช์ ได้การยอมรับทางด้านความงามของฝีแปรงที่เป็นเอกลักษณ์ เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก และมีสีสันที่โดดเด่น

แม้จะไม่ได้ยึดอาชีพจิตรกรกระทั่งอายุเกือบ 30 หากในชั่วเวลาเพียงทศวรรษเดียวเขาก็มีผลงานมากกว่า 2,000 ชิ้น โดยผลงานที่โดดเด่นเป็นที่รู้จักมากๆ อยู่ในช่วง 2 ปีหลังก่อนที่เขาจะเสียชีวิต

ว่ากันว่า แสงอาทิตย์ที่เจิดจ้าทางใต้ของฝรั่งเศส ส่งให้ผลงานของเขามีสีสันที่จัดจ้าน และเขายังพัฒนาฝีมือจนมีเอกลักษณ์ฝีแปรงที่เฉพาะตัว ซึ่งบรรดานักวิจารณ์ศิลปะรุ่นใหม่เชื่อว่า ผลงานที่โดดเด่นในบั้นปลายของวินเซนต์ แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่แท้จริงของเขา

ศิลปินสตรีทอาร์ต และนักเคลื่อนไหวทางสังคม คีท อัลเลน แฮริ่ง (1958-1990) ผู้มีผลงานเข้มข้นอยู่ในทศวรรษที่ 1980 โดยเนื้อหาสาระมักเกี่ยวกับการเกิด การตาย เรื่องเพศ และสงคราม ผลงานของเขาส่วนใหญ่มุ่งหมายด้านการเมือง ซึ่งกราฟฟิกรูปร่างเหมือนคน (บ้างเรียกว่า ปีศาจตัวน้อย หรือโครงกระดูก) หลากสีสันของเขา ได้กลายเป็นภาษาภาพแห่งศตวรรษที่ 20

การแสดงออกทางความคิดทางสังคมและการเมือง มีแรงผลักดันมาจากเรื่องส่วนตัวล้วนๆ กราฟฟิกหลากสีสันนั้น ดูน่ารักก็ไม่ใช่ น่ากลัวก็ไม่เชิง ทว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ออกไปในด้านมืด โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ อันเป็นความตั้งใจของคีทที่ต้องการส่งสารในฐานะตัวแทนของชาวโฮโมเซ็กชวล ว่าพวกเขาไม่ใช่ชนกลุ่มน้อย สังคมต้องยอมรับในความมีอยู่แบบเท่าเทียม นอกจากนี้ยังมีเอดส์ที่กลายเป็นประเด็นหลัก ให้คีทออกมาเรียกร้องว่ารัฐจะเมินเฉยไม่ได้

หลังเห็นคนรอบข้างล้มตายด้วยโรคเอดส์ ในที่สุดเขาเองก็ตรวจพบเชื้อเอชไอวี ในปี 1987 ซึ่งผลงานหลังจากนั้น เขายิ่งไม่เล่าเรื่องอื่น อย่างเช่น Untitled (cat. no. 27) ผลงานขนาดใหญ่ที่เป็นภาพสเปิร์มตัวเขื่องสีขาวบนแบ็กกราวด์สีดำ คล้ายการเล่าเรื่องชีวิตของเขาเอง หรือภาพ Silence=Death ที่เขาวาดให้กราฟฟิกรูปปีศาจตัวเล็กๆ ของเขาอยู่ในอิริยาบถปิดหู ปิดตา ปิดปาก ฯลฯ

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เซลฟ์-พอร์เทรต เซลฟี่ผ่านงานจิตรกรรม

การถ่ายภาพเซลฟี่ หรือเดี๋ยวนี้จิตแพทย์เรียกว่าเป็น “โรคเซลฟี่” (Selfie) เมื่อคนที่ถ่ายภาพตัวเองไปโพสต์แล้วหวังให้คนกดไลค์ หรือให้เพื่อนๆ ในสังคมออนไลน์มาเขียนข้อความแสดงความเห็นกันให้มากๆ นั้นอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ ภาพแบบนี้ก็มีปรากฏอยู่แล้ว เพียงมิใช่ผ่านกระบวนการผลิตโดยกล้องหน้า กล้องหลัง ทว่า เป็นเซลฟี่ที่ถ่ายทอดผ่านปลายพู่กัน (ดินสอเครยอง ภาพพิมพ์ หรืองานปั้น) ที่เรียกกันว่า เซลฟ์-พอร์เทรต (Self-portrait)

จิตรกรและประติมากรนั้นวาด (เขียนและปั้น) “เซลฟี่” มาแต่ไหนแต่ไร มีทั้งการนำรูปหน้าตัวเองมาวาดเป็นตัวเด่นในภาพวาดทางศาสนา ทั้งบนเครื่องประดับแทนบูชา หรือวาดประกอบพระคัมภีร์ไบเบิล บ้างก็จัดภาพวาดตัวเองจากที่เห็นในกระจกเงา ส่วนช่วงที่เริ่มรุ่มรวยมากๆ คือในกลางศตวรรษที่ 15 โดยเฉพาะกลุ่มศิลปินในยุโรปเหนือ ภาพดังอย่าง Portrait of a Man in a Turban (1433) ของแยน ฟาน ไอก์ น่าจะเป็นภาพแรกๆ ที่โลกได้รู้จักคำจำกัดความของภาพเซลฟ์-พอร์เทรต กันเลยทีเดียว

นอกเหนือจากเทคนิคที่ปลายพู่กันของจิตรกรแต่ละราย ภาพเซลฟ์-พอร์เทรต ยังทำหน้าที่แสดงตัวตนของพวกเขาด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสไตล์ ฝีแปรง มุมมองความคิด หรือองค์ประกอบของภาพ ศิลปินหลายคนอาศัยภาพเซลฟ์-พอร์เทรตนี่แหละ เป็นการฝึกฝนฝีมือให้ก้าวล้ำ เพราะภาพที่วาดให้
ผู้จ้างมักจะมีคำเรียกร้องต่างๆ หากเซลฟ์-พอร์เทรตเป็นสิ่งที่จิตรกรสามารถจัดเต็มในสิ่งที่ตัวเองต้องการจะทำหรือทดลอง ส่วนบางคนก็ใส่ภาพหน้าตัวเองเอาไว้ในงานของพวกเขาอย่างแนบเนียน เช่น The Four Philosophers (1611–1612) ของพอล รูเบนส์ หรือ ดิเอโก เบลาซเกซ ก็ใส่หน้าตัวเองไว้ในภาพเขียนอันเอกอุ อย่าง Las Meninas (1656)

จิตรกรหญิงเป็นกลุ่มที่ชอบวาดภาพตัวเองมากเช่นกัน ตั้งแต่ คาเทอรีน่า ฟาน เฮเมสเซ่น เอลิซาเบธ วิเก-เลอบรุน ไปจนถึงฟรีดา คาห์โล อย่างเอลิซาเบธนั้น เธอวาดเซลฟ์-พอร์เทรตมากถึงเกือบ 40 ภาพ ขณะที่ฟรีดาไม่วาดรูปอื่นใดนอกจากรูปของเธอ โดยให้เหตุผลว่า เนื่องเพราะต้องการที่จะเข้าใจตัวเองมากขึ้น

ในอดีตนั้น จิตรกรสตรีไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับสักเท่าไร หลายคนแอบเรียนวาดภาพ โดยพวกเธอไม่ได้รับอนุญาตให้วาดภาพนู้ดจนกระทั่งศตวรรษที่ 20 ทำให้ไม่ได้ฝึกฝนการวาดภาพหุ่นนิ่งที่มีองค์ประกอบภาพขนาดเท่าคนจริงมาก่อน การวาดภาพตัวเองถือเป็นฝึกฝนฝีมือได้ดีอย่างหนึ่ง

ภาพเซลฟ์-พอร์เทรตที่ถือได้ว่าเป็นการวาดภาพแบบ “โปรไฟล์” เห็นจะต้องยกให้อัลเบรชท์ ดูเรอร์ จิตรกรชาวเยอรมันผู้นี้เรียกว่ามาแรงแซงโค้ง ในด้านการวาดภาพเหมือนตัวเองมากกว่าจิตรกรคนก่อนๆ โดยเขามีภาพเซลฟ์-พอร์เทรตถึง 22 ภาพ อย่างเช่น Carnation (1493) The Madrid self-portrait (1498) และพอร์เทรตภาพสุดท้ายในชีวิต ปี 1500 ที่เขาวาดให้ตัวเองดูเหมือนพระเยซู ขณะที่ เรมบรานดท์ ฟาน ไรน์ จิตรกรชาวดัตช์ชื่อดัง ก็ใช้ภาพเซลฟ์-พอร์เทรตจำนวนมาก ทดลอง ฝึกฝน อะไรใหม่ๆ มาตั้งแต่เป็นจิตรกรรุ่นเยาว์

ไม่พูดถึงวินเซนต์ ฟาน โกห์ ก็คงไม่ได้ เพราะเขามีภาพเหมือนตัวเองจำนวนมากมายไม่แพ้ใครอื่น นับจากปี 1886-1889 เขาวาดรูปตัวเองมากถึง 37 ชิ้น ด้าน เอกอน ชีเล จิตรกรชาวออสเตรีย นอกจากชอบวาดภาพนู้ดหญิงสาวแล้ว ยังชอบวาดภาพนู้ดตัวเองอีกต่างหาก

เซลฟี่จากปลายพู่กันจิตรกร อาจเป็นได้ทั้งการมุ่งหวังจะโปรโมทตัวเอง โดยนักวิจารณ์ศิลปะและนักจิตวิเคราะห์ จัด แยน ฟาน ไอก์ อัลเบรชท์ ดูเรอร์ กับปาโบล ปิกัสโซไว้ในหมวดหมู่นี้ ที่อาศัยภาพเหมือนตัวเองเป็นพื้นที่โฆษณาความสามารถว่าทำอะไรได้บ้าง

ขณะที่ศิลปินบางส่วนก็ต้องการที่จะถ่ายทอดเรื่องราวที่อยู่ภายในใจ ดังเช่น ฟรีดา คาห์โล ที่นอกจากใส่หน้าตาของตัวเองไว้ในรูปทุกรูปแล้ว ยังบ่งบอกเรื่องราวความเจ็บปวดทางกายและใจเอาไว้ในทุกๆ รูป นักวิเคราะห์ภาพเขียน ยังจัดกรุ๊ปให้วินเซนต์ ฟาน โกห์ กับเอกอน ชีเล อยู่ในพวกมีปัญหาทางจิต โดยดูจากภาพเขียนหลายๆ ภาพ โดยเฉพาะรายหลังนี้ที่มีภาพวาดขณะช่วยตัวเองคงจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลย