แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Self-Portrait แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Self-Portrait แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2558

โกล้ด โมเนต์ : ภาพเขียนที่เพิ่งค้นพบ

นักวิจัยจากภาควิชาคณิตศาสตร์เทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยยีวาสกีลา ประเทศฟินแลนด์ ค้นพบภาพเขียนในกลุ่ม Haystack อีกภาพหนึ่งของโกล้ด โมเนต์ จิตรกรอิมเพรสชันนิสม์ชื่อดังชาวฝรั่งเศส ซึ่งมีร่องรอยของสีน้ำมันที่ทาทับลายเซ็นศิลปินเอาไว้ ทำให้แม้เขาจะสร้างสรรค์ภาพกองฟางลักษณะนี้เอาไว้หลายภาพ แต่ก่อนหน้านี้ไม่มีใครกล้าฟันธงว่าเป็นผลงานของเขาจริง เพราะไม่เห็นลายเซ็นที่ซ่อนอยู่

นอกจากนี้ หลังจากการตรวจสอบด้วยกล้อง hyperspectral หรือเครื่องกวาดภาพช่วงคลื่นละเอียดสูง ซึ่งสร้างสรรค์โดย SPECIM ทำให้ได้ข้อสรุปว่าภาพดังกล่าวว่าโกล้ดน่าจะวาดขึ้นในปี 1891

ภาพเขียนดังกล่าวเป็นสมบัติของมูลนิธิจิตรกรรม กอสตา เซอร์ลาชิอุส มาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950 ซึ่งพวกเขาสงสัยมาตลอดว่าเป็นภาพเขียนของโกล้ด โมเนต์ แต่ไม่ได้รับการยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะ

ก่อนหน้านี้ได้มีความพยายามที่จะพิสูจน์หลายครั้ง เพราะหากเป็นภาพวาดเลียนแบบมันก็ดูสวยเกินไป อย่างมหาวิทยาลัยในเรเซนาร์ต โดยศูนย์วิจัยศิลปะผสมผสานในเมืองมันต์ตา ประเทศฟินแลนด์ ก็เคยเข้าตรวจสอบภาพนี้ด้วยกล้อง hyperspectral พร้อมทั้งเครื่องระบบเอกซเรย์ แบบ XRF ที่ทำการสแกนภาพในหลายๆ มุมไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้ข้อสรุปใดๆ

“กล้อง hyperspectral จะถ่ายภาพออกมาให้เห็นเป็นแนวคลื่นแสงที่แตกต่างกัน 256 ภาพต่อหนึ่งครั้งที่กดชัตเตอร์ ซึ่งใกล้เคียงกับการใช้อินฟราเรด คลื่นแสงที่ออกมาเป็นภาพนี้ ไม่อาจเห็นได้ด้วยตาเปล่า โดยจะทำให้เห็นถึงสีทุกสี ทุกชั้นที่อยู่บนภาพๆ นั้น”

อิลกา โปโลเนน ผู้ทำวิจัยคณะล่าสุด กล่าวต่อว่า กล้องจะทำหน้าที่คล้ายสแกนเนอร์ โดยจะสแกนเป็นแนวระนาบทีละเส้นๆ จนครบทั้งภาพ “ผลที่ได้ออกมาจะเป็นโครงสร้างของแสงสีออกมาเป็นคลื่นแสง ซึ่งคราวนี้ก็แล้วแต่การออกแบบของนักวิจัยแต่ละท่านที่จะถอดรหัสคลื่นแสงออก มาเป็นการอ่านค่าได้อย่างไร”

สำหรับทีมของอิลกาได้สแกนภาพเขียน Haystacks at Giverny the Evening Sun ด้วยกล้อง hyperspectral ของ SPECIM ตามขั้นตอนดังกล่าว ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลเป็นคลื่นแสงจำนวนมาก ขณะที่ลายเซ็นของโกล้ด โมเนต์ อาศัยคนละวิธีในการค้นหา โดยเป็นศาสตร์หลากหลายที่มีคนพยายามทดลองทำมาก่อนหน้า นำมาผสมผสานกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง

“วิธีการที่เรียกว่า Spectral imaging ที่มักใช้ในการตรวจสอบความถูกต้องของภาพต้นแบบดั้งเดิม เช่นว่ามีสีสันที่เพี้ยนไปจากของเก่ามั้ย เป็นวิธีการยอดนิยมในการตรวจสอบภาพเขียนที่มีมูลค่ามานานแล้ว กรณีนี้เคยมีการใช้วิจัยภาพ Haystack ภาพนี้มาแล้ว แต่อาจทำไม่ละเอียดพอ หรือจำเพาะเจาะจงไปไม่ตรงจุดที่เป็นลายเซ็นของศิลปิน ไม่ก็อ่านค่าไม่ถูกต้อง สำหรับครั้งนี้เราอาศัยศาสตร์อื่นๆ เข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์การแพทย์ การสำรวจสิ่งแวดล้อมในธรรมชาติ อะไรอีกมากมาย ที่ช่วยให้เราค้นพบลายเซ็นที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นสี” เพคคา นีททานมากิ อธิการบดีมหาวิทยาลัยยีวาสกีลา เล่า

สำหรับ ออสการ์-โกล้ด โมเนต์ ถือได้ว่าเป็นจิตรกรผู้บุกเบิกศิลปะยุคอิมเพรสชันนิสม์เลยก็ว่าได้ โดยภาพ Impression, Sunrise ปี 1873 ของเขา กลายมาเป็นชื่อเรียกยุคสมัยความเคลื่อนไหวของศิลปะ
สมัยเด็กๆ บิดาของเขาต้องการให้สานต่อธุรกิจของครอบครัว แต่ในจิตใจของโกล้ดมีแต่ศิลปะ และมุ่งมั่นต้องการเป็นจิตรกรอาชีพ

โกล้ด โมเนต์ เข้าโรงเรียนศิลปะที่เลอ อาฟร์ ตั้งแต่อายุ 11 ขวบ ซึ่งแค่ชั้นมัธยมต้น เขาก็สามารถสร้างรายได้จากการวาดภาพเหมือนให้คนนั้นคนนี้ โดยคิดภาพละ 10-20 ฟรังก์

5 ปีหลังเข้าเรียนศิลปะ เขาก็ได้พบกับศิลปินอย่าง อูแชน บูลแด็ง ซึ่งสอนเทคนิควาดภาพกลางแจ้งที่เรียกว่า en plein air ให้ ทั้งคู่กลายเป็นศิษย์-อาจารย์ กระทั่งอายุ 16 โกล้ดลาออกจากโรงเรียนมุ่งหน้าสู่กรุงปารีส แทนที่จะไปนั่งวาดภาพศึกษาจากศิลปะของโอลด์มาสเตอร์เช่นคนอื่นๆ เขากลับนั่งริมหน้าต่างแล้ววาดสิ่งที่เขามองเห็นจากหน้าต่างห้องแทน
ในวัย 21 เขาเข้าร่วมกองทัพไปประจำการที่แอลจีเรีย จริงๆ แล้วต้องรับใช้ชาติถึง 7 ปี ทว่าพอเข้าปีที่ 2 เขาก็ป่วยเป็นไทฟอยด์จึงต้องปลดประจำการ และกลับมาเรียนศิลปะต่อ ณ กรุงปารีส โดยศึกษาเข้มข้นในแนว en plein air กับเพื่อนๆ ในรุ่นใกล้เคียงกัน อย่าง ปิแอร์-โอกุสต์ เรอนัวร์ เฟรเดริก บาซิลล์ และอัลเฟรด ซิสลีย์

ระหว่างนั้นได้เกิดสงครามฟร็องโก-ปรัสเซีย ทำให้โกล้ดอพยพไปอยู่ที่อังกฤษชั่วคราว ที่นั่นเขาได้ศึกษาผลงานของจอห์น สเตเบิล และโจเซฟ มัลลอร์ด เทอร์เนอร์ โกล้ดไม่เพียงได้เรียนรู้ด้านการวาดภาพแนวแลนด์สเคปซึ่งทั้งคู่เอกอุเท่า นั้น หากยังได้อิทธิพลเรื่องการใช้สีมาด้วย

พอสงครามสงบเขากลับมากรุงปารีส และใช้ชีวิตแบบชาวปารีเซียงทำกัน คือ ออกมาปิกนิกในสวนวันอาทิตย์ นอกจากเพื่อนๆ ศิลปินรุ่นเดียวกันที่กล่าวไปแล้ว เขายังสนิทกับเอดูอาร์ด มาเนต์ และภรรยา พวกเขาออกไปปิกนิกวันอาทิตย์ด้วยกันบ่อยๆ และเป็นที่มาของภาพเขียนจำนวนหนึ่งที่วาดในสวนท่ามกลางบรรยากาศปิกนิก

ศิลปินหนุ่มในกลุ่มก๊วนรวมตัวกันจัดนิทรรศการอิมเพรสชันนิสม์ครั้งแรก ณ เลขที่ 35 บูเลอวาร์ด เดส์ กาปูชีนส์ กรุงปารีส ในปี 1874 โดยจริงๆ แล้วไม่ได้ตั้งใจจะนำเสนอวิธีการวาดภาพแนวใหม่ ทว่าต้องการแสดงอิสระทางความคิดของพวกเขามากกว่า เนื่องจากว่า ซาลง เดอ ปารีส ปฏิเสธการจัดแสดงผลงานของเขา ไม่ว่าจะเป็นภาพ Impression, Sunrise (1873) Luncheon (1868) และรูปอื่นๆ เขายังวาด Boulevard des Capucines เพื่อเป็นเกียรติแก่สถานที่

ท่ามกลางภาพเขียนของเพื่อนร่วมกลุ่มรวม 165 ภาพ ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม มีผู้เข้าชมกว่า 3,500 คน และภาพก็ขายได้ดี แม้บางภาพราคาจะดูสูงเกินจริง

หลังการจากไปของกามิลล์ ภรรยาของเขาซึ่งป่วยเป็นวัณโรค ฐานะทางการเงินของโกล้ดก็ดูจะดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ก็มีอย่างไม่หยุดหย่อน ในปี 1890 เขาซื้อบ้านหลังใหญ่ที่มีสวนสวย ผลงานดีๆ ในบั้นปลายจึงเต็มไปด้วยภาพวาดในสวน ซึ่งเขาเป็นคนออกแบบเองโดยศึกษาจากหนังสือพฤกษศาสตร์ ว่ากันว่า เขาจ้างคนสวนทีเดียวถึง 7 คน เพื่อให้ได้สวนในแบบที่ต้องการ

เมื่อออสการ์-โกล้ด โมเนต์ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอด มิเชล โมเนต์ ลูกชายคนเดียวที่เหลืออยู่ของเขา ปรับปรุงบ้านของพ่อเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนทั่วไปเข้าชม รวมทั้งในส่วนของสวนสวยด้วย

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เซลฟ์-พอร์เทรต เซลฟี่ผ่านงานจิตรกรรม

การถ่ายภาพเซลฟี่ หรือเดี๋ยวนี้จิตแพทย์เรียกว่าเป็น “โรคเซลฟี่” (Selfie) เมื่อคนที่ถ่ายภาพตัวเองไปโพสต์แล้วหวังให้คนกดไลค์ หรือให้เพื่อนๆ ในสังคมออนไลน์มาเขียนข้อความแสดงความเห็นกันให้มากๆ นั้นอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ ภาพแบบนี้ก็มีปรากฏอยู่แล้ว เพียงมิใช่ผ่านกระบวนการผลิตโดยกล้องหน้า กล้องหลัง ทว่า เป็นเซลฟี่ที่ถ่ายทอดผ่านปลายพู่กัน (ดินสอเครยอง ภาพพิมพ์ หรืองานปั้น) ที่เรียกกันว่า เซลฟ์-พอร์เทรต (Self-portrait)

จิตรกรและประติมากรนั้นวาด (เขียนและปั้น) “เซลฟี่” มาแต่ไหนแต่ไร มีทั้งการนำรูปหน้าตัวเองมาวาดเป็นตัวเด่นในภาพวาดทางศาสนา ทั้งบนเครื่องประดับแทนบูชา หรือวาดประกอบพระคัมภีร์ไบเบิล บ้างก็จัดภาพวาดตัวเองจากที่เห็นในกระจกเงา ส่วนช่วงที่เริ่มรุ่มรวยมากๆ คือในกลางศตวรรษที่ 15 โดยเฉพาะกลุ่มศิลปินในยุโรปเหนือ ภาพดังอย่าง Portrait of a Man in a Turban (1433) ของแยน ฟาน ไอก์ น่าจะเป็นภาพแรกๆ ที่โลกได้รู้จักคำจำกัดความของภาพเซลฟ์-พอร์เทรต กันเลยทีเดียว

นอกเหนือจากเทคนิคที่ปลายพู่กันของจิตรกรแต่ละราย ภาพเซลฟ์-พอร์เทรต ยังทำหน้าที่แสดงตัวตนของพวกเขาด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสไตล์ ฝีแปรง มุมมองความคิด หรือองค์ประกอบของภาพ ศิลปินหลายคนอาศัยภาพเซลฟ์-พอร์เทรตนี่แหละ เป็นการฝึกฝนฝีมือให้ก้าวล้ำ เพราะภาพที่วาดให้
ผู้จ้างมักจะมีคำเรียกร้องต่างๆ หากเซลฟ์-พอร์เทรตเป็นสิ่งที่จิตรกรสามารถจัดเต็มในสิ่งที่ตัวเองต้องการจะทำหรือทดลอง ส่วนบางคนก็ใส่ภาพหน้าตัวเองเอาไว้ในงานของพวกเขาอย่างแนบเนียน เช่น The Four Philosophers (1611–1612) ของพอล รูเบนส์ หรือ ดิเอโก เบลาซเกซ ก็ใส่หน้าตัวเองไว้ในภาพเขียนอันเอกอุ อย่าง Las Meninas (1656)

จิตรกรหญิงเป็นกลุ่มที่ชอบวาดภาพตัวเองมากเช่นกัน ตั้งแต่ คาเทอรีน่า ฟาน เฮเมสเซ่น เอลิซาเบธ วิเก-เลอบรุน ไปจนถึงฟรีดา คาห์โล อย่างเอลิซาเบธนั้น เธอวาดเซลฟ์-พอร์เทรตมากถึงเกือบ 40 ภาพ ขณะที่ฟรีดาไม่วาดรูปอื่นใดนอกจากรูปของเธอ โดยให้เหตุผลว่า เนื่องเพราะต้องการที่จะเข้าใจตัวเองมากขึ้น

ในอดีตนั้น จิตรกรสตรีไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับสักเท่าไร หลายคนแอบเรียนวาดภาพ โดยพวกเธอไม่ได้รับอนุญาตให้วาดภาพนู้ดจนกระทั่งศตวรรษที่ 20 ทำให้ไม่ได้ฝึกฝนการวาดภาพหุ่นนิ่งที่มีองค์ประกอบภาพขนาดเท่าคนจริงมาก่อน การวาดภาพตัวเองถือเป็นฝึกฝนฝีมือได้ดีอย่างหนึ่ง

ภาพเซลฟ์-พอร์เทรตที่ถือได้ว่าเป็นการวาดภาพแบบ “โปรไฟล์” เห็นจะต้องยกให้อัลเบรชท์ ดูเรอร์ จิตรกรชาวเยอรมันผู้นี้เรียกว่ามาแรงแซงโค้ง ในด้านการวาดภาพเหมือนตัวเองมากกว่าจิตรกรคนก่อนๆ โดยเขามีภาพเซลฟ์-พอร์เทรตถึง 22 ภาพ อย่างเช่น Carnation (1493) The Madrid self-portrait (1498) และพอร์เทรตภาพสุดท้ายในชีวิต ปี 1500 ที่เขาวาดให้ตัวเองดูเหมือนพระเยซู ขณะที่ เรมบรานดท์ ฟาน ไรน์ จิตรกรชาวดัตช์ชื่อดัง ก็ใช้ภาพเซลฟ์-พอร์เทรตจำนวนมาก ทดลอง ฝึกฝน อะไรใหม่ๆ มาตั้งแต่เป็นจิตรกรรุ่นเยาว์

ไม่พูดถึงวินเซนต์ ฟาน โกห์ ก็คงไม่ได้ เพราะเขามีภาพเหมือนตัวเองจำนวนมากมายไม่แพ้ใครอื่น นับจากปี 1886-1889 เขาวาดรูปตัวเองมากถึง 37 ชิ้น ด้าน เอกอน ชีเล จิตรกรชาวออสเตรีย นอกจากชอบวาดภาพนู้ดหญิงสาวแล้ว ยังชอบวาดภาพนู้ดตัวเองอีกต่างหาก

เซลฟี่จากปลายพู่กันจิตรกร อาจเป็นได้ทั้งการมุ่งหวังจะโปรโมทตัวเอง โดยนักวิจารณ์ศิลปะและนักจิตวิเคราะห์ จัด แยน ฟาน ไอก์ อัลเบรชท์ ดูเรอร์ กับปาโบล ปิกัสโซไว้ในหมวดหมู่นี้ ที่อาศัยภาพเหมือนตัวเองเป็นพื้นที่โฆษณาความสามารถว่าทำอะไรได้บ้าง

ขณะที่ศิลปินบางส่วนก็ต้องการที่จะถ่ายทอดเรื่องราวที่อยู่ภายในใจ ดังเช่น ฟรีดา คาห์โล ที่นอกจากใส่หน้าตาของตัวเองไว้ในรูปทุกรูปแล้ว ยังบ่งบอกเรื่องราวความเจ็บปวดทางกายและใจเอาไว้ในทุกๆ รูป นักวิเคราะห์ภาพเขียน ยังจัดกรุ๊ปให้วินเซนต์ ฟาน โกห์ กับเอกอน ชีเล อยู่ในพวกมีปัญหาทางจิต โดยดูจากภาพเขียนหลายๆ ภาพ โดยเฉพาะรายหลังนี้ที่มีภาพวาดขณะช่วยตัวเองคงจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลย