แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Henri แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Henri แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ตามภาพเขียนกลับบ้าน

Seated Woman ภาพเขียนของ อองรี มาติสส์ ที่สูญหายไประหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 นานกว่า 75 ปี ในที่สุดก็ได้กลับคืนสู่ครอบครัวที่แท้จริงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นั่นคือ ทายาทของ พอล โรเซนเบิร์ก นักค้างานศิลปะที่ต้องหนีตายจากนาซีในปี 1940

เรื่องราวการตามหาภาพเขียนที่หายไปภาพนี้ ลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเงื่อนเสียยิ่งกว่านิยายสืบสวนสอบสวน...

ในปี 2010 ระหว่างที่มีการตรวจเอกสารบนรถไฟที่กำลังจะข้ามประเทศ จากเมืองซูริก ของสวิตเซอร์แลนด์ สู่เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี ทางด่านลินเดา มีผู้เดินทางสูงวัยรายหนึ่งดูมีพฤติกรรมน่าสงสัย ทั้งตรวจพบว่าเขาขนเงินสดจำนวนมากติดตัวมาด้วย

ทางการเยอรมนีจึงได้สืบเกี่ยวกับชายคนนี้เพิ่มเติม ได้ความว่า เขาชื่อ คอร์เนลิอุส กูร์ลิท เมื่อตามไปถึงอพาร์ตเมนต์ของเขาก็พบสุดยอดภาพเขียนนับพันรูป ซุกอยู่ในลังไม้แบบที่ใช้ใส่ผัก เป็นผลงานของจิตรกร "บิ๊กเนม" ทั้งสิ้น ตั้งแต่ ปาโบล ปิกัสโซ อองรี มาติสส์ มาร์ก ชากัลล์ ออตโต ดิกซ์ พอล คลี เอดการด์ เดอกาส์ กุสตาฟว์ กูร์เบต์ แล้วก็ ปิแอร์-โอกุสต์ เรอนัวร์ คิดรวมมูลค่ากว่าพันล้านเหรียญสหรัฐ

สืบย้อนกลับไปอีกก็ได้ความว่า ฮิลเดบรันด์ กูร์ลิท บิดาของเขาเป็นนายหน้าค้างานศิลปะ ที่เมื่อกาลก่อนเคยช่วยนาซีขายและแลกเปลี่ยนงานศิลปะที่พวกเขาขโมยมาจากเศรษฐีชาวยิว ทว่าท่านผู้นำนั้นไม่ปลื้มศิลปะสมัยใหม่สักเท่าไร "ผลงานที่ซุกในลังเหล่านี้คือผลงานที่จัดอยู่ในกลุ่มที่ไม่ได้เรื่องสำหรับนาซี" คริสโตเฟอร์ มาริเนลโล ซีอีโอของกลุ่มตามหาศิลปะที่หายไป กล่าว

"พวกนักค้างานศิลปะย่อมรู้อยู่แล้วว่าผลงานเหล่านี้มีมูลค่าขนาดไหน แต่ว่าในสายตาของนาซีมันคือผลงานตกกระป๋อง" คริสโตเฟอร์ว่า ในยุคเติร์ดไรซ์ มีเพียงผลงานเรอเนสซองซ์ และจิตรกรรมของมาสเตอร์ชาวดัตช์เท่านั้นที่เข้าตากรรมการ

สำหรับตระกูลโรเซนเบิร์ก เก็บรายละเอียดเรื่องคอลเลกชั่นงานศิลปะในครอบครองเอาไว้เป็นอย่างดี "เขามีเอกสาร ลิสต์รายชื่อ รูปภาพ บันทึกการแสดงงานต่างๆ ที่พิสูจน์ได้หมดว่า ภาพชิ้นไหนเป็นของเขาบ้าง" คริสโตเฟอร์ ที่ทำงานทวงคืนงานศิลปะร่วมกับทายาทตระกูลโรเซนเบิร์ก เล่า

เมื่อ Seated Woman ถูกค้นพบในกรุของคอร์เนลิอุส จึงไม่ยากเลยที่จะพิสูจน์ว่าเป็นของตระกูลโรเซนเบิร์กแน่นอน นอกจากนี้ ภาพของปาโบล ปิกัสโซ และอองรี มาติสส์ ชิ้นอื่นๆ ก็เป็นชิ้นที่จดจำได้ว่าเป็นของกลุ่มเพื่อนๆ นักค้างานศิลปะ เพราะหลายชิ้นก็เคยจัดแสดงอยู่ในนิทรรศการเดียวกัน

ที่ผ่านมา ตระกูลโรเซนเบิร์กใช้เวลาหลายปีในการตามหาชิ้นงานศิลปะกว่า 400 ชิ้น ที่ถูกนาซีขโมยไป แต่เขาก็จบชีวิตลงเสียก่อนในปี 1959 อย่างไรก็ตาม ครอบครัวก็ไม่ได้หยุดตามหา

แอนน์ ซินแคลร์ หลานสาวของ พอล โรเซนเบิร์ก ผู้เขียนหนังสือ My Grandfather's Gallery บอกว่า การได้ Seated Woman คืนมาเป็นเรื่องปลื้มปริ่มสุดจะบรรยาย "ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีวันนี้จริงๆ ลองคิดดูสิ มันโดนขโมยไปตั้ง 74 ปี น่าเสียดายที่คุณตาของฉันไม่มีโอกาสได้เห็นตอนที่ได้คืนมา"

เธอเสริมว่า ยังมีอีกกว่า 60 ชิ้นงานที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งเธอและพี่น้องที่ช่วยกันทำทุกวิถีทางที่จะตามหานั้นก็ไม่ทราบว่าจะมีวิธีไหนที่ได้เจอภาพเขียนชิ้นอื่นๆ ที่หายไป "มันอาจจะยังอยู่ในอพาร์ตเมนต์ที่ไหนสักแห่ง หรือไม่ก็ถูกทำลายไประหว่างสงครามแล้ว เราไม่อาจจะรู้ได้เลย" แอนน์ กล่าว

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เชื่อว่า มีผลงานศิลปะกว่า 6.5 แสนภาพ ที่ถูกนาซีกวาดเอาไปจากยุโรป เรียกว่าเป็นอาชญากรรมทางศิลปะครั้งมโหฬารที่สุดในประวัติศาสตร์

ขณะที่เจ้าของที่แท้จริงต่างพยายามตามหางานศิลปะอันเป็นสมบัติของครอบครัวอย่างเงียบๆ ทว่าข่าวคราวการพบเจอผลงาน 1,280 ชิ้น ที่บ้านของคอร์เนลิอุส ในหนังสือพิมพ์ Der Spiegel ก็หมือนเป็นการปลุกชีพเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่

ชายชราผมขาวโพลน ถือพาสปอร์ตของออสเตรีย รอล์ฟ นิโคลัส คอร์เนลิอุส กูร์ลิท เกิดที่เมืองฮัมบูร์ก ปี 1932 เขารายงานเจ้าหน้าที่ว่า เดินทางเข้าสวิตเซอร์แลนด์ไปเพื่อทำธุรกิจกับแกลเลอรี่ศิลปะที่กรุงเบิร์น ท่าทีเขามีพิรุธมาก เจ้าหน้าที่จึงเชิญเขาไปในห้องน้ำแล้วทำการตรวจค้น และพบเงินสดๆ แบงก์ยูโรใหม่ๆ ถึง 9,000 ยูโร

แม้คอร์เนลิอุสจะไม่ได้ทำผิดกฎหมาย เนื่องจากยังคงเป็นจำนวนต่ำกว่าเกณฑ์ที่ต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ (1 หมื่นยูโร) แต่ด้วยความที่เขาทำท่ามีพิรุธทำให้เจ้าหน้าที่ต้องตามไปขุดคุ้ย โดยยิ่งสืบก็เหมือนตามล่าเงาของปิศาจ เขาบอกว่า มีอพาร์ตเมนต์อยู่ในมิวนิก ทว่าที่ที่เขาจ่ายภาษีกลับเป็นซัลซ์บูร์ก ประเทศออสเตรีย นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานว่าเขาอยู่ในมิวนิก หรือที่อื่นๆ ในเยอรมนีน้อยมาก

นอกจากนี้ ไม่มีหลักฐานการจ่ายค่าเช่าบ้านที่ไหนๆ ไม่มีประกันสุขภาพ หรือหลักฐานการจ้างงาน หรือบัญชีธนาคารของคอร์เนลิอุสเลย เรียกว่า คุณลุงรายนี้ไม่เคยมีงานมีการทำ ไม่มีแม้แต่รายชื่ออยู่ในสมุดโทรศัพท์ คือเป็นคนไม่มีตัวตนอยู่โดยแท้

ในที่สุด ทางการเยอรมนีก็หาจนเจอว่า เขาอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ราคาร้อยล้านย่านชวาบิง ซึ่งเป็นย่านของมหาเศรษฐีในมิวนิก และหลังจากไล่เรียงไปยังต้นตระกูลกูร์ลิท จึงพบว่า เกี่ยวโยงกับคนใหญ่คนโตสมัยนาซีเรืองอำนาจ โดยชื่อของ ฮิลเดบรันด์ บิดาของเขา เป็นภัณฑารักษ์ในหอศิลป์ประจำย่านชาวยิวเลยทีเดียว

หนังสือพิมพ์ Der Spiegel รายงานว่า คนในย่านอพาร์ตเมนต์บนถนนอาร์เทอร์-คุทเชอร์-พลัทซ์ของคอร์เนลิอุส รู้ทั้งนั้นว่า เขามีงานศิลปะจำนวนมาก ทว่าเยอรมนีไม่มีกฎหมายที่จะมาเอาผิดคนที่ครอบครองงานศิลปะที่ถูกขโมยไปในยุคนาซี งานนี้ต้องให้สรรพากรยื่นมือเข้ามาจัดการ แต่ทางการเยอรมนีกลับมีท่าทีไม่แยแสเรื่องนี้สักเท่าไร และไม่ได้ดำเนินการอะไรเลย

ไม่นานหลังจากนั้น คอร์เนลิอุสก็นำภาพ The Lion Tamer ของมักซ์ เบคมันน์ ออกมาขายผ่านสถาบันประมูลเลมเพิร์ตซ์ ในเมืองโคโลญ ได้เงินไป 1.17 ล้านเหรียญ รายงานข่าวว่า เงินถูกแบ่งเป็น 60:40 กับเอเยนต์ชาวยิว อัลเฟรด เฟลชท์ไฮม์ ที่ครอบครัวเขาเคยมีแกลเลอรี่หลายแห่งในเยอรมนี โดยในปี 1934 ภาพนี้ได้ถูกบังคับขายให้ฮิลเดบรันด์ ก่อนที่เจ้าของภาพจะหนีไปกรุงปารีสต่อด้วยกรุงลอนดอน และเสียชีวิตอย่างอดอยากในปี 1937 ซึ่งทายาทของพวกเขาพยายามที่จะทวง The Lion Tamer และภาพอื่นๆ ที่ถูกบังคับซื้อไปแต่ไม่เป็นผล

กว่าที่ทางการจะออกหมายค้น ก็ปาเข้าไปเดือน ก.พ. 2012 ที่เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องตะลึงกับงานศิลปะนับพัน ในอพาร์ตเมนต์ขนาดพันกว่าตารางเมตรของเขา

หนังสือพิมพ์ Der Spiegel รายงานว่า ระหว่าง 3 วันที่เจ้าหน้าที่เก็บรวบรวมหลักฐานงานศิลปะทั้งหลายออกไปจากอพาร์ตเมนต์ของเขา คอร์เนลิอุส ได้แต่นั่งเงียบ ไม่พูดไม่จาอะไรเลย

เบื้องหลังภาพแพงที่สุดในโลก The Women of Algiers (Version ‘O’)

ทุบสถิติโลกไปแล้ว สำหรับภาพวาดแนวคิวบิสม์ของ ปาโบล ปิกัสโซ The Women of Algiers (Version ‘O’) ซึ่งมีผู้ประมูลไปด้วยมูลค่าสูงถึง 179.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 6,000 ล้านบาท โดยมหาเศรษฐีชาวซาอุดิอาระเบีย ผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม

ก่อนหน้านี้ ภาพเขียนแนวแอบสแทรกต์ของ ฟรานซิส เบคอน Three Studies of Lucian Freud เคยเป็นเจ้าของสถิติภาพแพงที่สุดในโลกที่ 142.4 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 4,700 ล้านบาท เมื่อปี 2013

ปาโบล ปิกัสโซ เขียนภาพที่แพงที่สุดในโลกขณะนี้ ในวันวาเลนไทน์ ปี 1955 ซึ่ง The Women of Algiers (Version ‘O’) นับเป็นภาพเวอร์ชั่นสุดท้ายที่เขาวาดสำหรับซีรี่ส์ดังกล่าว โดยเริ่มวาดมาหลายเวอร์ชั่น ตั้งแต่ปี 1954

ปาโบล เริ่มวาด The Women of Algiers หลังจากได้ข่าวว่าเพื่อนรักและคู่แข่งคนสำคัญ อย่าง อองรี มาติสส์ ได้ลาจากโลกนี้ไปเป็นเวลา 6 เดือนแล้ว เพื่อที่จะระลึกถึงเพื่อนยอดศิลปินโพสต์อิมเพรสชันรายนี้ เขาจึงตัดสินใจวาดภาพในแนวที่เพื่อนถนัดและโด่งดัง อย่างภาพหญิงสาวนอนเอกเขนกในท่าที่สบายๆ มีกลิ่นอายตะวันออกนิดๆ หรือในแวดวงศิลปะ เรียกว่า ภาพสไตล์โอดาลิสก์ (Odalisques) ที่ให้อารมณ์ของหญิงสาวในฮาเร็มของตุรกี

"เมื่ออองรีตาย สิ่งที่เหลือทิ้งไว้ให้ผมคือ ภาพโอดาลิสก์" ปาโบล พูดติดตลกเอาไว้ในช่วงนั้น ทว่าสิ่งนี้ปรากฏในผลงานของเขาจริงๆ ในช่วงปี 1955-1956

จิตรกรคิวบิสม์ เห็นความเหมือนระหว่างผลงานของ อูแชน เดอลาครัวซ์ จิตรกรยุคศตวรรษที่ 19 กับ อองรี มาติสส์ เขาจึงเลือกภาพของอูแชน ที่เป็นภาพมาสเตอร์พีซชื่อดังบนผนังพิพิธภัณฑ์ลูฟร์เป็นแรงบันดาลใจ นั่นคือภาพเขียนปี 1834 ชื่อ Femmes d'Alger dans leur appartement (Women of Algiers in their Apartment) คล้ายเช่นที่เขาเคยวาดภาพผลงานมาสเตอร์ทั้งหลายออกมาในสไตล์ของตัวเอง อย่าง Las Meninas ของ ดิเอโก เบลาซเกซ ก็ทำมาแล้ว

ปาโบล ปิกัสโซ สุดแสนจะ "อิน" มากกับการวาดภาพในซีรี่ส์นี้ ถึงขนาดทำอะไรที่มันเวอร์วัง อย่างการซื้อวิลลาสไตล์ย้อนยุค (Belle-Epoque) ลา กาลิฟอร์นี (La Californie) ในเมืองกานส์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ในปี 1955 เพื่อสร้างบรรยากาศในการวาดภาพ The Women of Algiers ของเขาทีเดียว


นอกจากจะสร้างสรรค์ไอเดียเด็ดสำหรับซีรี่ส์ The Women of Algiers แล้ว บรรยากาศการตกแต่งและการจัดแสงในวิลลาสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ที่มีสวนสวยแสนมหัศจรรย์อันเป็นกลิ่นอายแบบตะวันออกแล้ว ยังเป็นใจให้เขาได้วาดภาพแนวโอดาลิสก์อีกหลายภาพ

อัลเฟรด บาร์ ภัณฑารักษ์ชื่อดังรายหนึ่งบอกว่า ผลงานที่สร้างสรรค์ ณ ลา กาลิฟอร์นี ถือเป็นจุดสูงสุดในชีวิตของจิตรกรคิวบิสม์ทีเดียวในความคิดของเขา

สำหรับภาพวาดในซีรี่ส์ The Women of Algiers ชิ้นที่โดดเด่น ก็มีอย่าง "Version H" ที่ ปาโบล ปิกัสโซ วาดเสร็จเมื่อ 24 ม.ค. 1955 โดยในปี 1997 ภาพนี้มีผู้ประมูลไปจากสถาบันคริสตีส์ กรุงนิวยอร์ก ในราคา 7.15 ล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันอยู่ในคอลเลกชั่นนาห์หมัด (ของนักค้างานศิลปะและมหาเศรษฐีชาวเลบานอน) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเพิ่งถูกยืมมาโชว์ ณ เทต แกลเลอรี่ เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ เมื่อต้นเดือน พ.ค. ปีนี้

"Version J" ได้รับการนำออกประมูลที่สถาบันโซเทอบีส์ กรุงลอนดอน เมื่อปี 2006 และปิดประมูลที่ราคา 18.6 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยตกเป็นสมบัติของคอลเลกชั่นนาห์หมัดเช่นกัน

ขณะที่ "Version K" มีผู้ประมูลไปจากสถาบันคริสตีส์ กรุงนิวยอร์ก ด้วยราคา 6.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วน "Version L" นั้นขายให้กับพิพิธภัณฑ์หอศิลป์แบร์กกรุน (Berggruen Museum) ในกรุงเบอร์ลิน ประทศเยอรมนี ไปที่ราคา 11.4 ล้านหรียญสหรัฐ ไปเมื่อปี 2011

มาถึง "Version M" นั้นก็ได้มีผู้ประมูลไปจากสถาบันคริสตีส์ กรุงนิวยอร์ก ที่ราคา 10 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมๆ กับ "Version H" ด้าน "Version N" ปัจจุบันเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์หอศิลป์มิลเดรด เลน เคมเปอร์ (Mildred Lane Kemper Art Museum) ในมหาวิทยาลัยวอชิงตัน เมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี จากการบริจาคของกองทุนสไตน์แบร์ก ตั้งแต่ปี 1960

วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ค้นหาแก่นมาติสส์

The Gulf of Saint-Tropez

ในแวดวงศิลปะ ไม่มีใครไม่รู้จัก อองรี มาติสส์ (มีชีวิตระหว่าง ค.ศ.1869 - 1954) ศิลปินที่โดดเด่นที่สุดแห่งต้นศตวรรษที่ 20

ตลอดชีวิตการทำงานของเขาเต็มไปด้วยมาตรฐานและการตรวจสอบตัวเอง

เคลเมนต์ กรีนเบิร์ก นักวิจารณ์ศิลปะรุ่นเดียวกับศิลปิน บอกว่า อองรี รู้จักการวาดภาพพอๆ กับรู้วิธีหายใจ “ตลอดชีวิตการทำงาน เขาตั้งคำถามกับงานของตัวเอง วาดใหม่จนกว่าจะพอใจ หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลงานของเขาได้มากเสมอ

ผลงานที่วาดเสร็จแล้วเป็นอุปกรณ์ชั้นเลิศของเขา ที่มีไว้ปรับปรุง แก้ไของค์ประกอบภาพ เพิ่มเทคนิค มุมมองใหม่ๆ ลงไป ให้ได้ภาพเขียนที่ลุ่มลึกกว่าเก่า”
Le Luxe I

ในนิทรรศการ Matisse: In Search of True Painting ระหว่างวันนี้ – 17 มี.ค. ณ ชั้น 1 ด้านลีล่า เอชสัน วอลเลซ วิง ของโมมา นิวยอร์ก (The Metropolitan Museum of Art) ทุกคนสามารถไปค้นหาตัวตนที่ลึกซึ้งของจิตรกรฝรั่งเศสรายนี้ได้ จากภาพเขียน 49 ภาพ ที่ได้รับความร่วมมือจาก หอศิลป์แห่งชาติเดนมาร์ก (Statens Museum for Kunst) กรุงโคเปนเฮเกน และศูนย์ศิลปะสมัยใหม่ซองเทรอ ปอมปิดู (Centre Pompidou, Musee National d’Art Moderne) กรุงปารีส
Young Sailor I

อองรี ศึกษาจากการวาดภาพก๊อปปี้ผลงานระดับปรมาจารย์ในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ไม่ว่าจะเป็น โปล
เซซานน์ (1839 - 1906) หรือ โปล ซีญัค (1863 - 1935) โดยในช่วงปี 1904 – 1905 เขาเริ่มวาดภาพแนวสติลไลฟ์ (Still Life) โดยก๊อปปี้จาก 2 มาสเตอร์ที่ว่า ด้วยการทำออกมาคราวละ 2 แบบ 2 สไตล์

ชิ้นหนึ่งวาดตามระบอบของโอลด์มาสเตอร์ที่เขาชื่นชอบ ส่วนอีกชิ้นใส่สีสันสดๆ เช่นว่า สีเขียว สีม่วง กับฝีแปรงแนวขวางๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองลงไป
Interior with Violin (Room at Beau-Rivage)

อองรี มาติสส์ อธิบายภายหลังว่า การทำงานออกมาหลายๆ เวอร์ชั่นดังกล่าว ก็เพื่อที่จะถ่ายทอดความเข้มข้นของเส้นสี และอารมณ์ของแต่ละภาพอย่างที่เขาต้องการ

ในที่สุดก็พัฒนาออกมาเป็นสีสันในสไตล์ของตัวเอง อันสุดแสนจะจัดจ้าน ร้อนแรง จนได้ชื่อว่าเป็นผู้บุกเบิกรูปแบบศิลปะ สไตล์โฟวิสม์ (Fauvism) ที่เริ่มเห็นได้ชัดในชิ้นงาน Young Sailor I และ Young Sailor II ปี 1906 และ Le Luxe I ปี 1907 กับ Le Luxe II ปี 1907 – 8
Still Life with Magnolia
Meditation (Portrait of Laurette)

หลังจากเริ่มทดลองวาดภาพ 2 สไตล์ในคราวเดียวกันเป็นเวลา 10 ปี อองรี มาติสส์ หันมาวาดภาพขนาดใหญ่ โดยมีแรงบันดาลใจเป็นศิลปะในยุคอิมเพรสชันนิสม์

ผลงานโดดเด่นในช่วงนี้ อย่าง Meditation (Portrait of Laurette) ปี 1916 – 7 กับชิ้นงานจำนวนมาก ที่วาดขึ้นในฉากหลังเป็นโรงแรมโบ – รีวาจ ที่เมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส โดยตั้งใจเขียนเป็นภาพประดับผนังโรงแรมแห่งเดียวกัน ซึ่งทำให้เกิดการปฏิวัติภาพศิลปะในโรงแรมหรูทั่วยุโรปไปอย่างสิ้นเชิง
Notre-Dame, 1914

ในการทำงาน อองรี จ้างช่างภาพมาถ่ายภาพนางแบบเอาไว้ ก่อนที่เขาจะสร้างสรรค์ชิ้นงานเหล่านั้นออกมาเป็นงานจิตรกรรม ซึ่งในปี 1945 ได้มีการจัดนิทรรศการแสดงภาพในซีรีส์นี้ พร้อมทั้งภาพถ่ายกับบรรยากาศในสตูดิโอทำงานของอองรี แบบเคียงคู่กันชิ้นต่อชิ้น ที่แกลเลอรี แมห์ต กรุงปารีสด้วย ขึ้นมาแต่แฝงไว้ด้วยสไตล์แบบโอลด์มาสเตอร์

อองรี มาติสส์ ยังสร้างสรรค์ภาพแนวอินทีเรียร์ไว้อีกที่ วิลล่า เลอ เรฟ เมืองวองซ์ ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างปี 1944 – 1948

เขาเคยเขียนจดหมายถึงลูกชาย ปิแอร์ มาติสส์ พูดถึงสีสันสดๆ จัดๆ ที่เขานิยมใช้นั้น ก็เพื่อต้องการจะสื่อสารให้ถึงตรง และใกล้ชิดกับผู้เสพย์ศิลปะ