แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Spanish แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Spanish แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เอล เกรโก-โกยา ยอดศิลปะสเปนกลางลอนดอน

หากชื่นชอบผลงานมาสเตอร์พีซของจิตรกรชาวสเปน นอกเหนือจากพิพิธภัณฑ์หอศิลป์ปราโด ในกรุงมาดริด ประเทศเจ้าตำรับแล้ว ก็เห็นจะต้องมาที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะ เดอะ โบว์ส (The Bowes Museum) ในปราสาทบาร์นาร์ด ที่เมืองเดอร์แฮม ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ ซึ่งระหว่างวันนี้-7 ม.ค. 2018 ได้ขนเอาคอลเลกชั่นสุดพิเศษของจิตรกรสเปนมาให้ชมกัน ณ หอศิลป์วอลเลซ คอลเลกชั่น กลางกรุงลอนดอน (Wallace Collection, London) กับนิทรรศการ El Greco to Goya - Spanish Masterpieces from The Bowes Museum

ในนิทรรศการนี้ ขนมาตั้งแต่สุดยอดผลงานของ “เดอะ กรีก” เอล เกรโก หรือ โดเมนิคอส เตโอโตโคปุลอส (มีชีวิตระหว่างปี 1541-1614) อย่าง The Tears of St Peter ไปจนถึง Interior of a Prison ของฟรานซิสโก เด โกยา (1746–1828) รวมทั้ง Mariana of Austria, Queen of Spain ของเคลาดิโอ โคเอลโย (1642–1693) และมาสเตอร์พีซของจิตรกรที่อาจชื่อไม่คุ้นหูคนอื่นๆ ซึ่งนับเป็นการเปิดโลกทัศน์ทางศิลปะสเปน จากศตวรรษที่ 15-19 ได้เป็นอย่างดี เช่น Still life with Asparagus, Artichokes, Lemons and Cherries ของ บลาส เด เลเดสมา ที่โลดแล่นอยู่ในแวดวงศิลปะสเปนราวปี 1602-1614 โดยไม่มีใครทราบประวัติความเป็นมาของเขาเลยด้วยซ้ำ มีเพียงผลงานจำนวนน้อยที่คงเหลือเป็นหลักฐานการมีอยู่ของเขา

“ต้องบอกว่า พิพิธภัณฑ์ศิลปะ เดอะ โบว์ส เป็นศูนย์รวมของศิลปะมาสเตอร์พีซของจิตรกรสเปนอย่างแท้จริง” ซาเวียร์ เบรย์ ผู้อำนวยการหอศิลป์วอลเลซ คอลเลกชั่น บอก เป็นเพราะว่าผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ อย่าง จอห์น และโจเซฟิน โบว์ส ชายชาวอังกฤษ ผู้สมรสกับภริยาชาวฝรั่งเศส มีใจรักในศิลปะ เธอตัดสินใจขายปราสาทที่เป็นมรดกตกทอดจากบิดา (เอิร์ลแห่งสตราทมอร์ ที่ 3) เพื่อนำมาซื้อภาพเขียนล็อตใหญ่ โดยเฉพาะภาพของเอล เกรโก และฟรานซิสโก เด โกยา ซึ่งมีบันทึกเอาไว้ว่า ซื้อมาจากคอลเลกชั่นของ เคาน์เตส เด ควินโต ในสเปน ราวปี 1862

สำหรับ ซาเวียร์ เบรย์ ซึ่งอดีตเคยเป็นภัณฑารักษ์จิตรกรรมสเปน ณ หอศิลป์แห่งชาติอังกฤษ กรุงลอนดอน (National Gallery, London) บอกต้องยอมรับเลยว่า จะหาคอลเลกชั่นภาพพอร์เทรตผลงานของฟรานซิสโก เด โกยา ที่ดีกว่าที่เห็นในพิพิธภัณฑ์ศิลปะ เดอะ โบว์ส ไม่มีอีกแล้ว โดยที่นี่มีกระทั่งภาพพอร์เทรตของ ฆวน อันโตนิโอ เมเลนเดซ บัลเดส กวี นักกฎหมาย และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อนสนิทของจิตรกรดังรวมอยู่ด้วย

นอกจากนี้ ผลงานของ “เดอะ กรีก” เอล เกรโก ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ เดอะ โบว์ส ก็ต้องบอกว่า รวมสุดยอดของผลงานที่ดีที่สุดไว้ในที่เดียว ไม่กระจัดกระจายเหมือนในสเปนด้วยซ้ำ โดยเฉพาะ The Tears of St Peter ซึ่งเป็นผลงานไฮไลต์ของนิทรรศการที่นำมาจัดแสดงที่หอศิลป์วอลเลซ คอลเลกชั่นนี้ ที่เอล เกรโก วาดเอาไว้ถึง 6 เวอร์ชั่น “สำหรับผลงาน The Tears of St Peter พิพิธภัณฑ์ศิลปะ เดอะ โบว์ส นับเป็นเวอร์ชั่นแรกที่เขาวาด” ผู้อำนวยการหอศิลป์วอลเลซ คอลเลกชั่น บอก

นับเป็นครั้งแรกที่ผลงานระดับมาสเตอร์พีซ ได้มาปะทะสังสรรค์กับผลงานของศิลปินเล็กๆ แต่สุดยอดไม่แพ้กัน แถมยังเปิดโอกาสให้ชมกันฟรีๆ ไปจนถึงต้นปีหน้า กลางกรุงลอนดอนกันเลยทีเดียว โดยวอลเลซ คอลเลกชั่น ต้องการให้ได้บรรยากาศเหมือนกับได้ไปเยือนปราสาทบาร์นาร์ด ในเดอร์แฮมจริงๆ จึงได้จัดแสดงต่างจากนิทรรศการอื่นๆ แบบให้ความรู้สึกเหมือนเดินชมภาพเขียนในบ้าน นอกจากนี้ ยังจัดแสงแบบสลัวๆ ให้ได้ชมกันตามอารมณ์ภาพ ที่ส่วนใหญ่บอกเล่าเรื่องราวอิงคริสต์ศาสนา รวมทั้งเป็นภาพในโทนขรึมขลังอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การแสดงงานครั้งนี้ต้องการนำเสนอคุณค่าทางศิลปะเป็นหลัก แม้ว่าผลงานจำนวนมากจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ก็ตาม ดังเช่น ผลงานของ โฆเซ อันโตลิเนซ (1635-1675) The Immaculate Conception ที่ซาเวียร์ เบรย์ บอกว่า ให้มองข้ามเรื่องความเลื่อมใส ไปโฟกัสที่ความเป็นผลงานศิลปะชั้นเยี่ยม

เช่นเดียวกับ The Tears of St Peter ในแง่ของศิลปะนั้น ไม่ได้คำนึงว่าเป็นเรื่องราวของนักบุญเปโตร ผู้ทรงสถิตอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า หรือผู้ซึ่งตรึงกุญแจสวรรค์ ทว่าเป็นเรื่องขององค์ประกอบภาพที่มอบอารมณ์ขุ่นข้องหมองใจ นักบุญเปโตรในเสื้อผ้าสีน้ำเงินเข้มตัดด้วยสีเหลืองมัสตาร์ด กับสีหน้าของท่านที่เต็มไปด้วยน้ำตา บนฉากหลังขมุกขมัวกับพายุที่โหมกระหน่ำ

“ผมว่าภาพนี้มาอยู่ในยุคแอบสแทรกต์ อิมเพรสชันนิสม์ได้อย่างเนียนๆ เลย” ซาเวียร์ เสริม

พอร์เทรตของ ฆวน อันโตนิโอ เมเลนเดซ บัลเดส แขวนอยู่ตรงข้ามกับ The Tears of St Peter ในนิทรรศการฯ โดย ฟรานซิสโก เด โกยา วาดภาพเพื่อนกวี-นักกฎหมายแก้มสีชมพูระเรื่อ ปากของเขาเผยอเล็กน้อย เหมือนต้องการจะพูดอะไรสักอย่าง นับเป็นภาพเขียนที่แตกต่างไปจากภาพอื่นๆ ของโกยา ที่จัดแสดงในนิทรรศการนี้อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะภาพไฮไลต์อย่าง Interior of a Prison ฉากตอนในคุกที่ดูไม่น่าอภิรมย์ กับภาพเงาเลือนรางของนักโทษที่ดูคล้ายปิศาจผอมโซ โดนตรึงอยู่ในโซ่ตรวน ขณะที่ภาพอื่นๆ ทั้งภาพเกี่ยวกับการสู้วัวกระทิง, ไฟไหม้โรงละคร รวมทั้งภาพนักเดินทาง ก็แตกต่างไปคนละอารมณ์

แน่นอนว่า ซีรี่ส์ผลงานของโกยา มากันครบถ้วนแบบยากที่จะเห็นที่ไหน ทั้งภาพพิมพ์ชุด Caprichos ไปจนถึง Black Paintings อันเป็นซีรี่ส์สุดท้ายก่อนที่เขาจะจบชีวิตลง

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เบื้องหลังภาพแพงที่สุดในโลก The Women of Algiers (Version ‘O’)

ทุบสถิติโลกไปแล้ว สำหรับภาพวาดแนวคิวบิสม์ของ ปาโบล ปิกัสโซ The Women of Algiers (Version ‘O’) ซึ่งมีผู้ประมูลไปด้วยมูลค่าสูงถึง 179.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 6,000 ล้านบาท โดยมหาเศรษฐีชาวซาอุดิอาระเบีย ผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม

ก่อนหน้านี้ ภาพเขียนแนวแอบสแทรกต์ของ ฟรานซิส เบคอน Three Studies of Lucian Freud เคยเป็นเจ้าของสถิติภาพแพงที่สุดในโลกที่ 142.4 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 4,700 ล้านบาท เมื่อปี 2013

ปาโบล ปิกัสโซ เขียนภาพที่แพงที่สุดในโลกขณะนี้ ในวันวาเลนไทน์ ปี 1955 ซึ่ง The Women of Algiers (Version ‘O’) นับเป็นภาพเวอร์ชั่นสุดท้ายที่เขาวาดสำหรับซีรี่ส์ดังกล่าว โดยเริ่มวาดมาหลายเวอร์ชั่น ตั้งแต่ปี 1954

ปาโบล เริ่มวาด The Women of Algiers หลังจากได้ข่าวว่าเพื่อนรักและคู่แข่งคนสำคัญ อย่าง อองรี มาติสส์ ได้ลาจากโลกนี้ไปเป็นเวลา 6 เดือนแล้ว เพื่อที่จะระลึกถึงเพื่อนยอดศิลปินโพสต์อิมเพรสชันรายนี้ เขาจึงตัดสินใจวาดภาพในแนวที่เพื่อนถนัดและโด่งดัง อย่างภาพหญิงสาวนอนเอกเขนกในท่าที่สบายๆ มีกลิ่นอายตะวันออกนิดๆ หรือในแวดวงศิลปะ เรียกว่า ภาพสไตล์โอดาลิสก์ (Odalisques) ที่ให้อารมณ์ของหญิงสาวในฮาเร็มของตุรกี

"เมื่ออองรีตาย สิ่งที่เหลือทิ้งไว้ให้ผมคือ ภาพโอดาลิสก์" ปาโบล พูดติดตลกเอาไว้ในช่วงนั้น ทว่าสิ่งนี้ปรากฏในผลงานของเขาจริงๆ ในช่วงปี 1955-1956

จิตรกรคิวบิสม์ เห็นความเหมือนระหว่างผลงานของ อูแชน เดอลาครัวซ์ จิตรกรยุคศตวรรษที่ 19 กับ อองรี มาติสส์ เขาจึงเลือกภาพของอูแชน ที่เป็นภาพมาสเตอร์พีซชื่อดังบนผนังพิพิธภัณฑ์ลูฟร์เป็นแรงบันดาลใจ นั่นคือภาพเขียนปี 1834 ชื่อ Femmes d'Alger dans leur appartement (Women of Algiers in their Apartment) คล้ายเช่นที่เขาเคยวาดภาพผลงานมาสเตอร์ทั้งหลายออกมาในสไตล์ของตัวเอง อย่าง Las Meninas ของ ดิเอโก เบลาซเกซ ก็ทำมาแล้ว

ปาโบล ปิกัสโซ สุดแสนจะ "อิน" มากกับการวาดภาพในซีรี่ส์นี้ ถึงขนาดทำอะไรที่มันเวอร์วัง อย่างการซื้อวิลลาสไตล์ย้อนยุค (Belle-Epoque) ลา กาลิฟอร์นี (La Californie) ในเมืองกานส์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ในปี 1955 เพื่อสร้างบรรยากาศในการวาดภาพ The Women of Algiers ของเขาทีเดียว


นอกจากจะสร้างสรรค์ไอเดียเด็ดสำหรับซีรี่ส์ The Women of Algiers แล้ว บรรยากาศการตกแต่งและการจัดแสงในวิลลาสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ที่มีสวนสวยแสนมหัศจรรย์อันเป็นกลิ่นอายแบบตะวันออกแล้ว ยังเป็นใจให้เขาได้วาดภาพแนวโอดาลิสก์อีกหลายภาพ

อัลเฟรด บาร์ ภัณฑารักษ์ชื่อดังรายหนึ่งบอกว่า ผลงานที่สร้างสรรค์ ณ ลา กาลิฟอร์นี ถือเป็นจุดสูงสุดในชีวิตของจิตรกรคิวบิสม์ทีเดียวในความคิดของเขา

สำหรับภาพวาดในซีรี่ส์ The Women of Algiers ชิ้นที่โดดเด่น ก็มีอย่าง "Version H" ที่ ปาโบล ปิกัสโซ วาดเสร็จเมื่อ 24 ม.ค. 1955 โดยในปี 1997 ภาพนี้มีผู้ประมูลไปจากสถาบันคริสตีส์ กรุงนิวยอร์ก ในราคา 7.15 ล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันอยู่ในคอลเลกชั่นนาห์หมัด (ของนักค้างานศิลปะและมหาเศรษฐีชาวเลบานอน) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเพิ่งถูกยืมมาโชว์ ณ เทต แกลเลอรี่ เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ เมื่อต้นเดือน พ.ค. ปีนี้

"Version J" ได้รับการนำออกประมูลที่สถาบันโซเทอบีส์ กรุงลอนดอน เมื่อปี 2006 และปิดประมูลที่ราคา 18.6 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยตกเป็นสมบัติของคอลเลกชั่นนาห์หมัดเช่นกัน

ขณะที่ "Version K" มีผู้ประมูลไปจากสถาบันคริสตีส์ กรุงนิวยอร์ก ด้วยราคา 6.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วน "Version L" นั้นขายให้กับพิพิธภัณฑ์หอศิลป์แบร์กกรุน (Berggruen Museum) ในกรุงเบอร์ลิน ประทศเยอรมนี ไปที่ราคา 11.4 ล้านหรียญสหรัฐ ไปเมื่อปี 2011

มาถึง "Version M" นั้นก็ได้มีผู้ประมูลไปจากสถาบันคริสตีส์ กรุงนิวยอร์ก ที่ราคา 10 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมๆ กับ "Version H" ด้าน "Version N" ปัจจุบันเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์หอศิลป์มิลเดรด เลน เคมเปอร์ (Mildred Lane Kemper Art Museum) ในมหาวิทยาลัยวอชิงตัน เมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี จากการบริจาคของกองทุนสไตน์แบร์ก ตั้งแต่ปี 1960