วันศุกร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560

อันโตนิโอ เกาดี้ บันดาลใจจากธรรมชาติ

อันโตนี ปลาซิด กูอิลเยม เกาดี้ อี กอร์เนต หรือที่รู้จักกันดีใน แวดวง ศิลปะสถาปัตย์ ภายใต้ชื่อ อันโตนิโอ เกาดี้ สถาปนิกชาวคาตาลัน และ ศิลปินแห่งยุคโมเดิร์นนิสม์ (อาร์ตนูโว) ผู้มีเอกลักษณ์ในผลงานการออกแบบที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน

ผลงานการสร้างสรรค์ของเขาทุกชิ้น ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็น “มรดกโลก” ของ องค์การยูเนสโก โดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงบาร์เซโลนา แคว้นกาตาโลเนีย ประเทศสเปน

อันโตนิโอ เกาดี้
ด้านหน้าสกราดา ฟามีเลีย
อันโตนี เกิดที่เมืองตาราโกนา ทางตอนใต้ของแคว้นกาตาโลเนียเมื่อปี 1852 เขาได้รับการศึกษาโดยตรงทางด้านสถาปัตย์ที่โรงเรียนสถาปัตยกรรมในบาร์เซโลนา (Escola Tecnica Superior d’Arquitectura) ระหว่างปี 1879-1877 แม้ว่าเกรดเฉลี่ยในวิชาการด้านสถาปัตย์จะอยู่ในระดับกลางๆ ทว่า ที่ทำคะแนนได้สูงลิ่วก็คือ ผลงานด้านการวาดภาพ และไอเดียในการสร้างสรรค์โปรเจกต์ต่างๆ

เขาก็เริ่มสร้างชื่อในการเป็นสถาปนิกชั้นเอก ตั้งแต่ที่ยังเป็นนักศึกษา เริ่มจากปี 1878-1879 อันโตนีได้สร้างชื่อในการออกแบบโคมไฟประดับจัตุรัสเรอิยัล (Placa Reial) กลางกรุงบาร์เซโลนา และในปี 1878 ผลงานการออกแบบบริษัทผลิตถุงมือ โกเมลยา ก็ได้ไปออกงานเวิลด์แฟร์ที่กรุงปารีส

นั่นคือเส้นทางที่ทำให้นักอุตสาหกรรม อย่าง เคานต์เออูเซบี กูเอลล์ ได้รู้จักสถาปนิกดาวรุ่งคนนี้ และกำลังจะกลายเป็นผู้อุปถัมภ์คนสำคัญในกาลต่อมา

ในปี 1878-1882 เขาออกแบบอาคารไม้ให้โรงงานทอผ้า โอเบรรา มาตาโรเนนเซ (Obrera Mataronense) ในมาตาโร ทว่า มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับการสร้างออกมาเป็นอาคารจริง ในงาน ออกแบบดังกล่าว อันโตนี ได้นำเอาลักษณะของ เสา/หลังคาโค้งรูปไข่ (Parabolic Arches) มาใช้เป็นครั้งแรกในอาคารไม้

สกราดา ฟามีเลีย
คาซา วิเชนส์ (Casa Vicens) บ้านของครอบครัววิเชนส์ในบาร์เซโลนา ลักษณะเป็นอาคารสไตล์แขกมัวร์ ออกแบบและสร้างขึ้นระหว่างปี 1883-1885 ในช่วงเดียวกันนั้น เขายังรับงานที่ วิลล่าเอล กาปริโช (Villa El Capricho) ในแคว้นโกมิลยาส ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสเปนด้วย จึงไม่แปลกที่อาคารทั้งสองจะมีแบบสไตล์แขกมัวร์คล้ายๆ กัน

ในปี 1884 ผลงานชิ้นแรกที่เขาสร้างสรรค์ให้เคานต์เออูเซบี กูเอลล์ ได้แก่ ฟินกา กูเอลล์ (Finca Guell) ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในนามของโซนา อูนิเวร์ซิตาเรีย (Zona Universitaria) ซึ่งสร้างความตื่นตะลึงตั้งแต่หน้าประตูโลหะไปจนกระทั่งสวนสวย และสถาปัตยกรรมอาคารด้านใน

อันโตนี เริ่มต้นผลงานสุดอลังการ และกลายเป็นสถานที่ที่ใครไปบาร์เซโลนาต้องไปเยือน นั่นคือ สกราดา ฟามีเลีย (Sagrada Familia หรือ The Sacred Family) วิหารที่ศักดิ์สิทธิ์แบบที่มีห้องใต้ดินสำหรับฝังพระศพของครอบครัวพระคริสต์ ตามความเชื่อของคริสต์ศาสนานิกายคาทอลิก โดย ฟรานซิสโก เดล บิลลาร์ หยุดทำไปเฉยๆ อันโตนีจึงเข้ามารับงานต่อ

ปาเลา กูเอลล์ (Palau Guell) ทาวน์เฮาส์ของครอบครัวกูเอลล์ กลางกรุงบาร์เซโลนา ได้รับการออกแบบและสร้างอย่างอลังการในปี 1885-1889 ระหว่างนั้นเขายังไปสร้างพระราชวังสไตล์ โกธิก เอปิสโกปาล พาเลซ (Episcopal palace) ที่ อัสตอร์กา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสเปนด้วย

ผลงานชิ้นต่อมานับว่าแตกต่างไปจากที่ผ่านๆ มาอย่างสิ้นเชิง กับ โกเลจิโอ เตเรเซียโน (Colegio Teresiano หรือโรงเรียนเซนต์เทเรซา) ซึ่งนับเป็นการออกแบบอย่างเรียบง่าย ไม่มีลวดลายวิจิตรพิสดารเช่นที่เคย หากเป็นการเล่นกับเส้นสายโครงสร้างตัวอาคารมากกว่า

ในยุคหลังๆ ของอันโตนิโอ เกาดี้ เขามุ่งมั่นกับการรับใช้ศาสนา โดยเลิกรับงานอย่างอื่น หันไปทุ่มเทให้คริสต์ศาสนานิกายคาทอลิก โดยเฉพาะผลงานที่สร้างไม่ยอมเสร็จ อย่าง สกราดา ฟามีเลีย ซึ่งเขาออกแบบเอาไว้ให้มีหอระฆังถึง 18 แห่ง 12 หอที่สร้างเสร็จแล้ว เพื่อระลึกถึงสาวก 12 คนของพระเยซู ส่วนอีก 4 หอระฆังสำหรับ 4 ผู้เผยพระวจนะของพระองค์ ทั้ง 16 หอระฆังสูง 100 เมตร ออกแบบให้เชื่อมโยงกับโถงใหญ่ ที่จะนำมาสู่หอระฆังคู่ซึ่งสูงที่สุดบริเวณด้านหน้า (170 เมตร) ที่สร้างเพื่อสดุดีพระแม่มารีและพระเยซูคริสต์นั่นเอง

เวลาผ่านไป ผู้ร่วมงานของเขาก็ล้มหายตายจากไปทีละคนๆ ทำให้การก่อสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เป็นไปด้วยความล่าช้า ผนวกกับพิษเศรษฐกิจของบาร์เซโลนาที่ไม่ปรานีใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ อุปถัมภ์คนสำคัญของเขา เคานต์เออูเซบี เสียชีวิตลง

ดาดฟ้าคาซ่าบัตโย
ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ถูกรถรางชนจนปางตาย ด้วยความที่เขาอยู่ในเสื้อผ้าซอมซ่อ ทั้งในกระเป๋าสตางค์ก็ไม่มีเงินเลย รถแท็กซี่คันแล้วคันเล่าไม่ยอมพาไปส่งโรงพยาบาล แต่ในที่สุดเขาก็ถูกพาไปส่งที่โรงพยาบาลคนยาก ไม่มีใครจำได้เลยว่า นี่คือยอดศิลปินแห่งยุคโมเดิร์นนิสม์ จนกระทั่งเพื่อนของเขามาพบและพยายามให้ย้ายโรงพยาบาลที่ดีกว่า แต่อันโตนีก็ปฏิเสธ

เขาเสียชีวิตใน 3 วันต่อมา ผู้คนกว่าครึ่งค่อนเมืองบาร์เซโลนาออกมาไว้อาลัยจนทั่วท้องถนน ร่างอันไร้วิญญาณได้รับการบรรจุเอาไว้ ณ ใจกลางของสกราดา ฟามีเลีย นั่นเอง

คาซ่าบัตโย
แม้ว่า อันโตนิโอ เกาดี้ จะเขียนแบบพิมพ์เขียวของสกราดา ฟามีเลีย ใหม่ทั้งหมด ทว่าแบบแปลนชิ้นล่าสุดดังกล่าวได้ถูกทำลายไป ระหว่างการเถลิงอำนาจของรัฐบาลเผด็จการของนายพลฟรังโก ณ ปัจจุบัน จึงอาศัยตามแบบเก่าที่เขาคิดไว้แต่แรก ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การก่อสร้างสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เป็นไปอย่างล่าช้า จนกระทั่งทุกวันนี้แล้วยังสร้างไม่เสร็จเสียที โดยเมื่อปี 2007 ที่ผ่านมา ได้มีการกำหนดเป้าหมายอย่างจริงจัง ว่าการก่อสร้างส่วนที่เหลือจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2026

ใครที่ไปเยือนสกราดา ฟามีเลีย จะได้เห็นถึงอัจฉริยภาพในการสร้างสรรค์ของยอดสถาปนิก ที่ได้แรงบันดาลใจจากอาคารสมัยโกธิก ผสมผสานกับขนบในการก่อสร้างอาคารแบบสเปนแท้ การออกแบบเสาเลียนแบบต้นไม้ การทดลองนำเอาถุงทรายเล็กๆ มาถ่วงน้ำหนัก เพื่อการออกแบบจัดวางเสา โค้งประตู/หลังคา ผนัง และห้องใต้ดิน ที่ผ่านการคำนวณมาแล้วอย่างแม่นยำ

มองผ่านกระจกในคาซ่าบัตโย
ตลอดระยะเวลาในชีวิตของอันโตนี เขาใช้เวลามากมายไปกับการศึกษามุมมองต่างๆ และส่วนโค้งเว้าของธรรมชาติ ซึ่งได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจอันใหญ่หลวงในผลงานการออกแบบของเขาทุกชิ้น (และอาคารทุกแห่ง) การนำธรรมชาติมาคำนวณด้วยหลักเรขาคณิต ออกมาเป็นอาคารสถานที่ เฟอร์นิเจอร์ โคมไฟ ฯลฯ นับว่าเป็นเรื่องใหม่มากในยุคสมัยของเขา

เสาทุกต้นในสกราดา ฟามีเลีย เลียนแบบโครงร่างของต้นมะพร้าว โครงเหล็กประดับประตูของปาเลากูเอลล์ เลียนแบบรังของตัวต่อ รั้วปาร์กกูเอลล์ (Parc Guell) ลอกเลียนจากรูปทรงใบตาล หลังคาโรงเรียนเกาดี้ (หรือโรงเรียนสกราดา ฟามีเลีย) ออกแบบตามโค้งธรรมชาติของใบไม้ ฯลฯ

คาซา บัตโย (Casa Batllo) ทาวน์เฮาส์ของครอบครัวบัตโยกลางกรุงบาร์เซโลนา เป็นอีกหนึ่งผลงานระดับมาสเตอร์พีซ ที่สามารถเห็นอัจฉริยภาพและแรงบันดาลใจจากธรรมชาติได้อย่างชัดเจน ในบ้านแสนมหัศจรรย์นี้ปราศจากเส้นตรง เพราะในธรรมชาติเองก็ไม่มีเส้นตรง ไม่ว่าจะเป็นกรอบประตู/หน้าต่าง ราวบันได กระจก ฯลฯ ล้วนกอปรขึ้นด้วยเส้นสายโค้งมนเลียนแบบธรรมชาติทั้งสิ้น

ที่น่าตื่นเต้นที่สุด ก็คือ การออกแบบกระจกใสให้มองผ่านไปแล้ว ราวกับกำลังเดินอยู่ ณ ใต้บาดาล

ภาพถ่ายและคำบรรยายทั้งหลายล้วนไม่ได้ครึ่งของการมีโอกาสได้ไปสัมผัสมรดกโลกเหล่านี้จริงๆ

วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

‘ตัวย็อง’ มารี เชอร์มิโนว่า เซอร์เรียลิสม์ที่ถูกลืม

The Message of the Forest
ณ หอศิลปะสมัยใหม่แห่งชาติสกอตแลนด์ เมืองเอดินบะระ จัดแสดงนิทรรศการถาวรของจิตรกรเซอร์เรียลิสม์ในตำนาน ตัวย็อง(Toyen) ฉายาของ มารี เชอร์มิโนว่า จิตรกรชาวเช็ก ที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในอังกฤษ หลังจากที่ได้แสดงผลงาน The Message of the Forest ที่วาดในปี 1936

มารี เชอร์มิโนว่า เกิดในปี 1902 นับว่าเป็นจิตรกรเซอร์เรียลิสม์แถวหน้าของเช็ก โดยใช้ชีวิตสร้างสรรค์งานศิลปะส่วนใหญ่ในกรุงปราก ซึ่งเป็นศูนย์รวมของบรรดาศิลปินเซอร์เรียลิสม์ตัวกลั่นมากมายนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1930

ในปี 1923 ขณะที่นั่งอยู่ในร้านกาแฟ มารี ก็ลุกขึ้นมาประกาศว่า นับจากนี้ไปเธอต้องการจะเป็นที่รู้จักกันในนาม ตัวย็อง ไม่ใช่ มารี เชอร์มิโนว่า อีกต่อไป เธอไม่ได้บอกเหตุผล แต่ใครๆ ในแวดวงก็รู้กันอยู่ว่า ตัวย็องต้องการให้คนรู้จักตัวตนของเธอในฐานะ ชายหนุ่มมากกว่าจะเป็น หญิงสาวตามเพศกำเนิดที่แท้จริง

ที่เธอผุดคำว่า ตัวย็อง เพราะนึกถึงคำว่า Citoyen (ซิตัวย็อง = ประชาชน) ในภาษาฝรั่งเศสขึ้นมา โดยหากใช้คำนี้ก็หมายความว่าเธอเป็นประชาชนคนหนึ่ง ที่ไม่ได้มีเพศเป็นชายหรือหญิง ขณะที่เมื่อเทียบคำ Toyen เข้ากับภาษาเช็กบ้านเกิด ก็จะได้เป็น To je on ที่หมายถึง It is he (นี่คือเขา) ซึ่งเป็นการประกาศตัวอย่างชัดเจนว่า ต้องการที่จะให้คนจดจำเธอในมาดสาวหล่อ ดังเช่นลุคของเธอตลอดระยะเวลา ก็จะมาในมาดผมสั้น ใส่สูท สวมกางเกงแบบผู้ชาย

ตัวย็อง
The Message of the Forest เป็นภาพของนกสีฟ้าขนาดใหญ่ที่อยู่ท่ามกลางฉากหลังสีทึบทึม ดูลึกลับ ประหนึ่ง ป่าตามชื่อภาพ เท้าข้างหนึ่งของนกถูกตัดขาดไป ขณะที่กรงเล็บของเท้าข้างที่เหลือกำลังเกาะกุมศีรษะของหญิงสาว ตัวย็องวาดภาพตัวนกและฉากป่าข้างหลังให้สีโดดเด่นและมีพื้นผิวที่หนาหนัก ตัดกับหน้าตาซีดๆ ของหญิงสาวที่ดูเหมือนจริง ซึ่งตรงกับสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อคือ ธรรมชาตินั้นมีอานุภาพเหนือมนุษย์

สิ่งที่มักปรากฏในภาพเขียนของตัวย็อง ได้แก่ ความแห้งแล้ง สิ่งตายซาก ทิวทัศน์แปลกๆ ที่เหมือนหลุดออกมาจากฝัน ผู้หญิงที่ดูโดดเดี่ยว บอบบาง รวมทั้งภาพนก ก็เป็นสิ่งที่เธอวาดบ่อยๆ ธีมเหล่านี้มาจากผลงานวาดภาพประกอบหนังสือเด็กของเธอในอดีต ทว่าพอยิ่งวาดผลงานยิ่งแปลกประหลาดไปเรื่อยๆ และเริ่มไม่เหมาะสำหรับเด็ก

ตัวย็องระวังเนื้อระวังตัวมาก โดยส่วนใหญ่เธอจะไม่อธิบายเบื้องหลังความคิดในการสร้างสรรค์ผลงานแต่ละชิ้น ทว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ชมงานตีความเอง ตามประสบการณ์ ความคิด ของแต่ละคน ซึ่งส่วนมากผลงานของเธอตอบโจทย์ของเรื่องราวเกี่ยวกับความฝันและฝันร้าย โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานเขียนของซิกมันด์ ฟรอยด์ นักจิตวิทยาชื่อดัง

ระหว่างปี 1925-1928 ตัวย็องและเพื่อนสนิท แยน สไตร์สกี ไปยังกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และสร้างสาขาของศิลปินเช็กสายเซอร์เรียลิสม์ที่นั่น โดยสนิทสนมใกล้ชิดกับกลุ่มเซอร์เรียลิสม์ชาวฝรั่งเศส อย่างกลุ่มของ อองเดร เบรอตง ที่เชื่อมโยงถึงบรรดาจิตรกรแนวเหนือจริงแห่งยุคทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น มักซ์ แอร์นสต์, อีฟส์ ต็องกี หรือ ซัลวาดอร์ ดาลิ

สำหรับหอศิลปะสมัยใหม่แห่งชาติสกอตแลนด์ เป็นหอศิลป์ชื่อดังทางสายเซอร์เรียลิสม์ของโลก ที่นั่นมีผลงานแนวเหนือจริงมากมายของทั้ง โฆอัน มีโร, มักซ์ แอร์นสต์, เรอเน มากริตต์, อัลแบร์โต จาโกเมตติ และอีกมากมาย โดยเฉพาะกลุ่มจิตรกรเซอร์เรียลิสม์สายที่มาโด่งดังในฝรั่งเศสทั้งหลาย เป็นที่น่าเสียดายที่พวกเขาแทบไม่มีผลงานของกลุ่มศิลปินเซอร์เรียลิสม์ชาวเช็กเลย ทั้งที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในยุคเฟื่องฟูของศิลปะแนวนี้ที่ปารีสด้วยซ้ำ ทำให้พวกเขาต้องนำผลงานของ ตัวย็อง ออกมาเจิมในต้น พ.ศ. นี้


ภาพเด่นอย่าง The Message of the Forest เคยเป็นสมบัติของ รอยและแมรี คัลเลน นักสะสมชาวอเมริกัน ที่มีภาพศิลปะเซอร์เรียลิสม์ของศิลปินเช็กภาพอื่นอยู่ในครอบครองมากมาย หลังจากที่รอยเสียชีวิตในปี 2014 งานศิลปะหลายชิ้นถูกนำออกมาขาย รวมทั้ง The Message of the Forest ที่หอศิลปะสมัยใหม่แห่งชาติสกอตแลนด์ เจรจาซื้อมาได้ผ่านทางสถาบันคริสตี้ โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อศิลปะวัลตัน ครอบครัวนักสะสมงานศิลปะในเอดินบะระ

วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559

ชีวิตล้ำๆ ของ เกอร์ดา เวเกเนอร์

เรื่องราว ชีวิตของคู่จิตรกรชาวเดนิช เกอร์ดา เวเกเนอร์ และสามี ไอนาร์ เวเกเนอร์ (ที่ภายหลังกลายเป็นสตรีข้ามเพศคนแรกของโลก ลีลี่ เอลเบ) ได้รับการถ่ายทอดลงในภาพยนตร์ The Danish Girl (บ้านเราจะเข้าฉายประมาณเดือน ก.พ. 2016) ทว่า หอศิลป์อาร์เคน (Arken) ในกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ชิงจัดแสดงนิทรรศการผลงานของ เกอร์ดา เวเกเนอร์ ก่อนหนังจะเข้าฉายที่สหรัฐเสียอีก และนิทรรศการ Gerda Wegener จะจัดยาวไปถึงวันที่ 16 พ.ค. 2016 เลย

หากมองย้อนไปในช่วงรอยต่อศตวรรษที่ 19-20 ผลงานของจิตรกรและนักวาดภาพประกอบหญิงผู้นี้ สุดแสนจะสั่นสะเทือนวงการ ด้วยภาพเขียนที่เน้นไปในแนวเซ็กซี่อีโรติก นอกจากนี้ ชีวิตของเธอยิ่งผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวไปจากขนบของสังคมอย่างสุดๆ เช่นเดียวกัน

เกอร์ดา มารี เฟรดริกเค กอตลิบ (มีชีวิตระหว่างปี 1886-1940) ลูกสาวของพระในศาสนาคริสต์ที่เติบโตในชนบทของเดนมาร์ก ก่อนจะย้ายเข้ามายังกรุงโคเปนเฮเกนเพื่อศึกษาต่อทางด้านศิลปะที่รอยัล อะคาเดมี ออฟ ไฟน์ อาร์ตส์ อันเป็นที่ที่เธอได้พบกับสามี ไอนาร์ เวเกเนอร์ (มีชีวิตระหว่างปี 1882-1931)

ทั้งคู่แต่งงานกันในปี 1904 ตอนนั้นเกอร์ดาอายุ 19 ส่วนไอเนอร์ 21 ข้าวใหม่ปลามันเดินทางไปยังอิตาลีและฝรั่งเศสในปี 1912 โดยเกอร์ดาประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้งในฐานะจิตรกรและนักวาดภาพประกอบให้นิตยสารดังของฝรั่งเศสหลายเล่ม

แม้จะสร้างชื่อเสียงโด่งดังในฝรั่งเศส แต่เธอก็ไม่ลืมบ้านเกิดในเดนมาร์ก เกอร์ดาจัดนิทรรศการผลงานเดี่ยวของเธออย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะแกลเลอรี่โอเล ฮัสลุนด์ ในกรุงโคเปนเฮเกน ไม่เพียงประสบความสำเร็จจากผลงานที่ได้การยอมรับเท่านั้น หากชีวิตการแต่งงานที่ไม่ธรรมดาของเธอก็ยิ่งสร้างชื่อเสียงให้อีกทวีคูณ

ในช่วงเวลาของเธอ หลายๆ คนเห็นว่า ลีลี่มีความสามารถทางศิลปะมากกว่าเกอร์ดา เม้าท์กันว่า ไอนาร์ ถึงกับต้องลดการผลิตผลงานลงเพื่อให้ภรรยาโด่งดังขึ้นมาได้

เขาซึ่งกลายเป็นเธอในภายหลัง เริ่มเป็นเป็นแบบให้ภรรยาในชุดสตรีครั้งแรก เมื่อนางแบบที่เธอจ้างไว้เกิดเบี้ยวนัดกะทันหัน ไอนาร์แต่งองค์ทรงเครื่องครบมาก ทั้งสวมถุงน่องและรองเท้าส้นสูง แถมตั้งฉายาให้ตัวเองเสร็จสรรพว่า ลีลี่ เอลเบ

เขารู้สึกดีในคราบสตรีอย่างบอกไม่ถูก และลีลี่ก็กลายเป็นนางแบบที่เกอร์ดาปลื้มสุดๆ ทั้งสร้างชื่อเสียงให้เธอกับภาพแนวอีโรติกในเวลาต่อมา

ในที่สุดไอนาร์ก็ตัดสินใจที่จะกลายเป็นผู้หญิงจริงๆ และสร้างประวัติศาสตร์ในการผ่าตัดแปลงเป็นสตรีข้ามเพศเป็นคนแรกของโลกในปี 1930 โดยมีเกอร์ดาคอยสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างแข็งขัน

เกอร์ดา
คู่แต่งงานเวเกเนอร์ได้รับการประกาศว่าเป็นโมฆะอย่างเป็นทางการ ในเดือน ต.ค. 1930 โดยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 10 กษัตริย์แห่งเดนมาร์กในขณะนั้น และในปีต่อมาหลังจากลีลี่เสียชีวิตจากการผ่าตัดครั้งที่ 4 เพื่อที่จะให้เธอสามารถแต่งงานได้เหมือนผู้หญิงจริงๆ เกอร์ดาก็แต่งงานใหม่ กับนายพลเฟร์นานโด ปอร์ตา นักบินชาวอิตาเลียน ก่อนจะย้ายตามสามีไปอยู่ที่โมร็อกโก ทว่าหย่าขาดจากกันในอีก 5 ปีต่อมา และเธอก็ย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านในกรุงโคเปนเฮเกน

เกอร์ดาจัดนิทรรศการเดี่ยวครั้งสุดท้ายในปี 1939 แต่ศิลปะของเธอเริ่มไม่ได้รับความนิยมแล้ว เธอเสียชีวิตในอีกปีถัดมา

The Danish Girl หนังสือที่เล่าเรื่องราวชีวิตของไอนาร์หรือลีลี่กับเกอร์ดา ตีพิมพ์ในปี 2000 กลายเป็นหนังสือขายดี และได้รับการแปลออกมาในหลายภาษา ก่อนที่ผู้กำกับ ทอม ฮูเปอร์ จะสนใจสร้างเป็นหนังฮอลลีวู้ด ที่มีนักแสดงสวีดิช อลิเซีย วิคันเดอร์ รับบทเกอร์ดาร์ ส่วนบทบาทไอนาร์และลีลี่นั้นได้นักแสดงออสการ์ อย่าง เอดดี เรดเมน มาแสดง

แกลเลอรี่อาร์เคน บอกว่า เกอร์ดาเป็นสตรีที่ก้าวล้ำกับสมัยที่เธออยู่ ไม่ว่าจะเป็นผลงานศิลปะแนวอีโรติกที่ผู้คนต้องตะลึง ทว่า การสนับสนุนให้สามีตัวเองผ่าตัดแปลงเพศนั้นก็ไม่ใช่เรื่องของผู้หญิงในยุคเดียวกันจะคิดได้

การนำผลงานกว่า 170 ชิ้นมาจัดแสดงไว้ที่อาร์เคน แกลเลอรี่ ก็นับเป็นครั้งแรกที่มีการรวบรวมมาเพื่อระลึกถึงเธอในรอบ 50-60 ปีเลยทีเดียว

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สาวบาร์และเอดูอาร์ด มาเนต์

ภาพต้นแบบของ Le Bar aux Folies-Bergere หนึ่งในผลงานที่เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของ เอดูอาร์ด มาเนต์ เตรียมเข้าสู่การประมูล ณ สถาบันโซเทอร์บีส์ กรุงลอนดอน ในวันที่ 24 มิ.ย.นี้ โดยคาดว่าน่าจะมีมูลค่าราว 15-20 ล้านปอนด์ (หรือราว 780-1,080 ล้านบาท)

ภาพเขียนดังกล่าวเป็นสมบัติส่วนตัวของศิลปิน จนกระทั่งเขาเสียชีวิตในปี 1883 โดย โปล ดูรองด์-รูเอล นายหน้าของเขาเป็นผู้คอยติดตามรักษาผลงานของเขาไว้ และภาพดังกล่าว ได้จัดแสดงต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรกในปี 1905 ในนิทรรศการรำลึกถึงเอดูอาร์ด มาเนต์ ณ กราฟตัน แกลเลอรี
กรุงลอนดอน ที่อาจเรียกได้ว่า เป็นการนำพาความเป็นอิมเพรสชันนิสม์สู่ผู้ชื่นชอบศิลปะชาวอังกฤษ

ปัจจุบัน Le Bar aux Folies-Bergere ภาพจริงและภาพต้นแบบ จัดแสดงเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของหอศิลป์แห่งชาติอังกฤษ กรุงลอนดอน (National Gallery) ในนิทรรศการ Inventing Impressionism: Paul Durand-Ruel and the Modern Art Market ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่าง 19-24 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ ก่อนที่ภาพต้นแบบจะถูกประมูล

สำหรับ Le Bar aux Folies-Bergere เอดูอาร์ด ได้สร้างสรรค์ขึ้นจากบรรยากาศของกรุงปารีสสมัยใหม่ โดยเขาเริ่มวาดภาพในธีมของบาร์ คาเฟ่ และคอนเสิร์ตในเมืองหลวงของฝรั่งเศส ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1870 ซึ่งมามีไฮไลต์อยู่ที่บาร์ของโฟลีส์-แบร์กแชร์แห่งนี้เอง

ภาพต้นแบบของ Le Bar aux Folies-Bergere เป็นภาพสีน้ำมันขนาดเล็กๆ ก่อนที่เขาจะวาดภาพสีน้ำมันชื่อเดียวกันเป็นภาพขนาดใหญ่ จัดแสดงครั้งแรกในซาลงปี 1882 (ปัจจุบันเป็นสมบัติของคอร์ตโทลด์ แกลเลอรี กรุงลอนดอน) และได้รับความสำเร็จอย่างสูง

แม้ภาพ 2 ภาพ จะวาดในเนื้อหาเดียวกัน และมีองค์ประกอบของภาพใกล้เคียงกัน แต่ว่าเอดูอาร์ดเหมือนมีความตั้งใจที่จะวาดในสไตล์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยภาพที่วาดก่อนมีสีสันที่จัดจ้าน และอาศัยฝีแปรงที่ว่องไวกว่าในการวาด

ในกลางทศวรรษที่ 1980 มีการนำวิธีเอกซเรย์มาใช้ในการวิจัยความแตกต่างระหว่างภาพ 2 ภาพ พบว่า ในเบื้องแรก เอดูอาร์ดพยายามถ่ายทอดทุกองค์ประกอบของภาพต้นแบบไปสู่ผลงานขนาดใหญ่ แต่ดูเหมือนพอเวลาผ่านไป เขาได้ทำการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง กว่าจะออกมาเป็น Le Bar aux Folies-Bergere ตัวจริงเสียงจริง เช่นว่า ขยับสาวบาร์จากการยืนเอียงหันไปทางขวาของภาพ ให้มาอยู่บริเวณกึ่งกลางและหันหน้าตรง

การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบภาพเพียงเล็กน้อย หากสร้างแรงกระเพื่อมอย่างมาก ส่งผลให้ภาพนี้ออกมางดงามอย่างไม่น่าเชื่อ

สำหรับโฟลีส์-แบร์กแชร์ เป็นโรงละครในกรุงปารีส เปิดกิจการตั้งแต่ปี 1869 บนถนนริแชร์ก ที่นี่มีการแสดงหลากหลาย ตั้งแต่ละครใบ้ บัลเลต์ กายกรรม และดนตรี โดยภาพในมีบาร์หลายแห่งไว้คอยให้บริการ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีสาวบาร์แสนสวยไว้ดึงดูดลูกค้าหนุ่มๆ ในภาพของเอดูอาร์ด ก็จะเห็นว่า สาวบาร์หน้าละอ่อนรายนี้กำลังต้อนรับลูกค้าหนุ่มทั้งหลาย ดังเห็นได้จากภาพหนุ่มๆ ที่สะท้อนบนกระจกด้านหลัง

หลังจาก เอดูอาร์ด มาเนต์ เสียชีวิต ภาพต้นแบบดังกล่าวก็ตกเป็นของภรรยาม่ายของเขา ซูซานน์ ลีนอฟ มาเนต์ ซึ่งในปี 1884 เธอได้ยกให้กับ เอ็ดมงด์ บาซีร์ เพื่อนของอดีตสามีผู้ล่วงลับ ที่เป็นคนเขียนถึงผลงานชิ้นแรกของเขา หลังจากนั้นโปลดูรองด์-รูเอล ก็ได้ข่าวว่า ภาพนี้อยู่ในมือของนักสะสมชาวออสเตรีย ดร.เฮอร์มันน์ ไอส์เลอร์

กระทั่งราวปี 1928 ฟรันซ์ โคเอนิกส์ นักสะสมอีกคนหนึ่ง ได้ซื้อภาพนี้ผ่านนายหน้าในอัมสเตอร์ดัมจากพี่ชายของ ดร.เฮอร์มันน์ -- กอตฟรีด ไอส์เลอร์ ขณะที่ศิลปะในคอลเลกชั่นของฟรันซ์ ตกเป็นของพิพิธภัณฑ์บอยมันส์ในเมืองรอทเทอร์ดาม ทว่า ภาพนี้ยังคงเป็นสมบัติส่วนตัว จนกระทั่งปี 1994 ที่พวกเขาขายให้สถาบันประมูลโซเทอร์บีส์ กรุงลอนดอน ไป 4.4 ล้านปอนด์ (หรือราว 230 ล้านบาท)

Le Bar aux Folies-Bergere นับว่าเป็นภาพเขียนชิ้นสำคัญชิ้นสุดท้ายของจิตรกรอิมเพรสชันนิสต์ชาวฝรั่งเศส โดยหลังจากที่เขาวาดเสร็จและจัดแสดงในซาลงเรียบร้อยแล้ว คนที่ซื้อไปประดับบ้าน คือวาทยากรชื่อ เอมมานูเอล ชาบริเยร์ เพื่อนบ้านของเอดูอาร์ดเองที่แขวนไว้เหนือเปียโนของเขา

ภาพนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่แสดงความตั้งใจของเอดูอาร์ด มาเนต์ ในการวาดภาพชีวิตสมัยใหม่ของกรุงปารีส ณ ขณะนั้น โดยเขาเป็นจิตรกรคนแรกๆ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวร่วมสมัยของผู้คน ณ ขณะนั้นออกมาบนผืนผ้าใบ โดยถ่ายทอดออกมาได้ละเอียดลออและเต็มไปด้วยจิตวิญญาณ จนกระทั่งบรรดานักวิจารณ์ทั้งหลายในยุคนั้นสุดแสนจะงงงวย และภาพนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการถกประเด็นด้านต่างๆ ในสังคมขึ้นมาอีกหลากหลาย

เทคนิคภาพสะท้อนบนกระจกได้รับการตีความเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แม้จะเริ่มต้นง่ายๆ จากความศรัทธาที่เอดูอาร์ดมีต่อ ดิเอโก เบลาซเกซ ศิลปินมาสเตอร์ชาวสเปน ที่เขาขอยืมเทคนิคนี้จากภาพ Las Meninas มาใช้ในการวาดภาพสมัยใหม่ ซึ่งนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส โมริซ แมร์กโล-ปงตี บอกว่า ภาพสะท้อนในกระจกเป็นเครื่องมือมหัศจรรย์ของจักรวาลที่สามารถเปลี่ยนมุมมองของภาพได้มากอย่างเหลือเชื่อ

“ดูภาพนี้แล้วเหมือนกับเราได้ไปยืนอยู่ตรงหน้าของสาวบาร์นางนั้นเองจริงๆ” โมริซ ว่าเอาไว้

ตามภาพเขียนกลับบ้าน

Seated Woman ภาพเขียนของ อองรี มาติสส์ ที่สูญหายไประหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 นานกว่า 75 ปี ในที่สุดก็ได้กลับคืนสู่ครอบครัวที่แท้จริงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นั่นคือ ทายาทของ พอล โรเซนเบิร์ก นักค้างานศิลปะที่ต้องหนีตายจากนาซีในปี 1940

เรื่องราวการตามหาภาพเขียนที่หายไปภาพนี้ ลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเงื่อนเสียยิ่งกว่านิยายสืบสวนสอบสวน...

ในปี 2010 ระหว่างที่มีการตรวจเอกสารบนรถไฟที่กำลังจะข้ามประเทศ จากเมืองซูริก ของสวิตเซอร์แลนด์ สู่เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี ทางด่านลินเดา มีผู้เดินทางสูงวัยรายหนึ่งดูมีพฤติกรรมน่าสงสัย ทั้งตรวจพบว่าเขาขนเงินสดจำนวนมากติดตัวมาด้วย

ทางการเยอรมนีจึงได้สืบเกี่ยวกับชายคนนี้เพิ่มเติม ได้ความว่า เขาชื่อ คอร์เนลิอุส กูร์ลิท เมื่อตามไปถึงอพาร์ตเมนต์ของเขาก็พบสุดยอดภาพเขียนนับพันรูป ซุกอยู่ในลังไม้แบบที่ใช้ใส่ผัก เป็นผลงานของจิตรกร "บิ๊กเนม" ทั้งสิ้น ตั้งแต่ ปาโบล ปิกัสโซ อองรี มาติสส์ มาร์ก ชากัลล์ ออตโต ดิกซ์ พอล คลี เอดการด์ เดอกาส์ กุสตาฟว์ กูร์เบต์ แล้วก็ ปิแอร์-โอกุสต์ เรอนัวร์ คิดรวมมูลค่ากว่าพันล้านเหรียญสหรัฐ

สืบย้อนกลับไปอีกก็ได้ความว่า ฮิลเดบรันด์ กูร์ลิท บิดาของเขาเป็นนายหน้าค้างานศิลปะ ที่เมื่อกาลก่อนเคยช่วยนาซีขายและแลกเปลี่ยนงานศิลปะที่พวกเขาขโมยมาจากเศรษฐีชาวยิว ทว่าท่านผู้นำนั้นไม่ปลื้มศิลปะสมัยใหม่สักเท่าไร "ผลงานที่ซุกในลังเหล่านี้คือผลงานที่จัดอยู่ในกลุ่มที่ไม่ได้เรื่องสำหรับนาซี" คริสโตเฟอร์ มาริเนลโล ซีอีโอของกลุ่มตามหาศิลปะที่หายไป กล่าว

"พวกนักค้างานศิลปะย่อมรู้อยู่แล้วว่าผลงานเหล่านี้มีมูลค่าขนาดไหน แต่ว่าในสายตาของนาซีมันคือผลงานตกกระป๋อง" คริสโตเฟอร์ว่า ในยุคเติร์ดไรซ์ มีเพียงผลงานเรอเนสซองซ์ และจิตรกรรมของมาสเตอร์ชาวดัตช์เท่านั้นที่เข้าตากรรมการ

สำหรับตระกูลโรเซนเบิร์ก เก็บรายละเอียดเรื่องคอลเลกชั่นงานศิลปะในครอบครองเอาไว้เป็นอย่างดี "เขามีเอกสาร ลิสต์รายชื่อ รูปภาพ บันทึกการแสดงงานต่างๆ ที่พิสูจน์ได้หมดว่า ภาพชิ้นไหนเป็นของเขาบ้าง" คริสโตเฟอร์ ที่ทำงานทวงคืนงานศิลปะร่วมกับทายาทตระกูลโรเซนเบิร์ก เล่า

เมื่อ Seated Woman ถูกค้นพบในกรุของคอร์เนลิอุส จึงไม่ยากเลยที่จะพิสูจน์ว่าเป็นของตระกูลโรเซนเบิร์กแน่นอน นอกจากนี้ ภาพของปาโบล ปิกัสโซ และอองรี มาติสส์ ชิ้นอื่นๆ ก็เป็นชิ้นที่จดจำได้ว่าเป็นของกลุ่มเพื่อนๆ นักค้างานศิลปะ เพราะหลายชิ้นก็เคยจัดแสดงอยู่ในนิทรรศการเดียวกัน

ที่ผ่านมา ตระกูลโรเซนเบิร์กใช้เวลาหลายปีในการตามหาชิ้นงานศิลปะกว่า 400 ชิ้น ที่ถูกนาซีขโมยไป แต่เขาก็จบชีวิตลงเสียก่อนในปี 1959 อย่างไรก็ตาม ครอบครัวก็ไม่ได้หยุดตามหา

แอนน์ ซินแคลร์ หลานสาวของ พอล โรเซนเบิร์ก ผู้เขียนหนังสือ My Grandfather's Gallery บอกว่า การได้ Seated Woman คืนมาเป็นเรื่องปลื้มปริ่มสุดจะบรรยาย "ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีวันนี้จริงๆ ลองคิดดูสิ มันโดนขโมยไปตั้ง 74 ปี น่าเสียดายที่คุณตาของฉันไม่มีโอกาสได้เห็นตอนที่ได้คืนมา"

เธอเสริมว่า ยังมีอีกกว่า 60 ชิ้นงานที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งเธอและพี่น้องที่ช่วยกันทำทุกวิถีทางที่จะตามหานั้นก็ไม่ทราบว่าจะมีวิธีไหนที่ได้เจอภาพเขียนชิ้นอื่นๆ ที่หายไป "มันอาจจะยังอยู่ในอพาร์ตเมนต์ที่ไหนสักแห่ง หรือไม่ก็ถูกทำลายไประหว่างสงครามแล้ว เราไม่อาจจะรู้ได้เลย" แอนน์ กล่าว

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เชื่อว่า มีผลงานศิลปะกว่า 6.5 แสนภาพ ที่ถูกนาซีกวาดเอาไปจากยุโรป เรียกว่าเป็นอาชญากรรมทางศิลปะครั้งมโหฬารที่สุดในประวัติศาสตร์

ขณะที่เจ้าของที่แท้จริงต่างพยายามตามหางานศิลปะอันเป็นสมบัติของครอบครัวอย่างเงียบๆ ทว่าข่าวคราวการพบเจอผลงาน 1,280 ชิ้น ที่บ้านของคอร์เนลิอุส ในหนังสือพิมพ์ Der Spiegel ก็หมือนเป็นการปลุกชีพเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่

ชายชราผมขาวโพลน ถือพาสปอร์ตของออสเตรีย รอล์ฟ นิโคลัส คอร์เนลิอุส กูร์ลิท เกิดที่เมืองฮัมบูร์ก ปี 1932 เขารายงานเจ้าหน้าที่ว่า เดินทางเข้าสวิตเซอร์แลนด์ไปเพื่อทำธุรกิจกับแกลเลอรี่ศิลปะที่กรุงเบิร์น ท่าทีเขามีพิรุธมาก เจ้าหน้าที่จึงเชิญเขาไปในห้องน้ำแล้วทำการตรวจค้น และพบเงินสดๆ แบงก์ยูโรใหม่ๆ ถึง 9,000 ยูโร

แม้คอร์เนลิอุสจะไม่ได้ทำผิดกฎหมาย เนื่องจากยังคงเป็นจำนวนต่ำกว่าเกณฑ์ที่ต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ (1 หมื่นยูโร) แต่ด้วยความที่เขาทำท่ามีพิรุธทำให้เจ้าหน้าที่ต้องตามไปขุดคุ้ย โดยยิ่งสืบก็เหมือนตามล่าเงาของปิศาจ เขาบอกว่า มีอพาร์ตเมนต์อยู่ในมิวนิก ทว่าที่ที่เขาจ่ายภาษีกลับเป็นซัลซ์บูร์ก ประเทศออสเตรีย นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานว่าเขาอยู่ในมิวนิก หรือที่อื่นๆ ในเยอรมนีน้อยมาก

นอกจากนี้ ไม่มีหลักฐานการจ่ายค่าเช่าบ้านที่ไหนๆ ไม่มีประกันสุขภาพ หรือหลักฐานการจ้างงาน หรือบัญชีธนาคารของคอร์เนลิอุสเลย เรียกว่า คุณลุงรายนี้ไม่เคยมีงานมีการทำ ไม่มีแม้แต่รายชื่ออยู่ในสมุดโทรศัพท์ คือเป็นคนไม่มีตัวตนอยู่โดยแท้

ในที่สุด ทางการเยอรมนีก็หาจนเจอว่า เขาอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ราคาร้อยล้านย่านชวาบิง ซึ่งเป็นย่านของมหาเศรษฐีในมิวนิก และหลังจากไล่เรียงไปยังต้นตระกูลกูร์ลิท จึงพบว่า เกี่ยวโยงกับคนใหญ่คนโตสมัยนาซีเรืองอำนาจ โดยชื่อของ ฮิลเดบรันด์ บิดาของเขา เป็นภัณฑารักษ์ในหอศิลป์ประจำย่านชาวยิวเลยทีเดียว

หนังสือพิมพ์ Der Spiegel รายงานว่า คนในย่านอพาร์ตเมนต์บนถนนอาร์เทอร์-คุทเชอร์-พลัทซ์ของคอร์เนลิอุส รู้ทั้งนั้นว่า เขามีงานศิลปะจำนวนมาก ทว่าเยอรมนีไม่มีกฎหมายที่จะมาเอาผิดคนที่ครอบครองงานศิลปะที่ถูกขโมยไปในยุคนาซี งานนี้ต้องให้สรรพากรยื่นมือเข้ามาจัดการ แต่ทางการเยอรมนีกลับมีท่าทีไม่แยแสเรื่องนี้สักเท่าไร และไม่ได้ดำเนินการอะไรเลย

ไม่นานหลังจากนั้น คอร์เนลิอุสก็นำภาพ The Lion Tamer ของมักซ์ เบคมันน์ ออกมาขายผ่านสถาบันประมูลเลมเพิร์ตซ์ ในเมืองโคโลญ ได้เงินไป 1.17 ล้านเหรียญ รายงานข่าวว่า เงินถูกแบ่งเป็น 60:40 กับเอเยนต์ชาวยิว อัลเฟรด เฟลชท์ไฮม์ ที่ครอบครัวเขาเคยมีแกลเลอรี่หลายแห่งในเยอรมนี โดยในปี 1934 ภาพนี้ได้ถูกบังคับขายให้ฮิลเดบรันด์ ก่อนที่เจ้าของภาพจะหนีไปกรุงปารีสต่อด้วยกรุงลอนดอน และเสียชีวิตอย่างอดอยากในปี 1937 ซึ่งทายาทของพวกเขาพยายามที่จะทวง The Lion Tamer และภาพอื่นๆ ที่ถูกบังคับซื้อไปแต่ไม่เป็นผล

กว่าที่ทางการจะออกหมายค้น ก็ปาเข้าไปเดือน ก.พ. 2012 ที่เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องตะลึงกับงานศิลปะนับพัน ในอพาร์ตเมนต์ขนาดพันกว่าตารางเมตรของเขา

หนังสือพิมพ์ Der Spiegel รายงานว่า ระหว่าง 3 วันที่เจ้าหน้าที่เก็บรวบรวมหลักฐานงานศิลปะทั้งหลายออกไปจากอพาร์ตเมนต์ของเขา คอร์เนลิอุส ได้แต่นั่งเงียบ ไม่พูดไม่จาอะไรเลย

เบื้องหลังภาพแพงที่สุดในโลก The Women of Algiers (Version ‘O’)

ทุบสถิติโลกไปแล้ว สำหรับภาพวาดแนวคิวบิสม์ของ ปาโบล ปิกัสโซ The Women of Algiers (Version ‘O’) ซึ่งมีผู้ประมูลไปด้วยมูลค่าสูงถึง 179.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 6,000 ล้านบาท โดยมหาเศรษฐีชาวซาอุดิอาระเบีย ผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม

ก่อนหน้านี้ ภาพเขียนแนวแอบสแทรกต์ของ ฟรานซิส เบคอน Three Studies of Lucian Freud เคยเป็นเจ้าของสถิติภาพแพงที่สุดในโลกที่ 142.4 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 4,700 ล้านบาท เมื่อปี 2013

ปาโบล ปิกัสโซ เขียนภาพที่แพงที่สุดในโลกขณะนี้ ในวันวาเลนไทน์ ปี 1955 ซึ่ง The Women of Algiers (Version ‘O’) นับเป็นภาพเวอร์ชั่นสุดท้ายที่เขาวาดสำหรับซีรี่ส์ดังกล่าว โดยเริ่มวาดมาหลายเวอร์ชั่น ตั้งแต่ปี 1954

ปาโบล เริ่มวาด The Women of Algiers หลังจากได้ข่าวว่าเพื่อนรักและคู่แข่งคนสำคัญ อย่าง อองรี มาติสส์ ได้ลาจากโลกนี้ไปเป็นเวลา 6 เดือนแล้ว เพื่อที่จะระลึกถึงเพื่อนยอดศิลปินโพสต์อิมเพรสชันรายนี้ เขาจึงตัดสินใจวาดภาพในแนวที่เพื่อนถนัดและโด่งดัง อย่างภาพหญิงสาวนอนเอกเขนกในท่าที่สบายๆ มีกลิ่นอายตะวันออกนิดๆ หรือในแวดวงศิลปะ เรียกว่า ภาพสไตล์โอดาลิสก์ (Odalisques) ที่ให้อารมณ์ของหญิงสาวในฮาเร็มของตุรกี

"เมื่ออองรีตาย สิ่งที่เหลือทิ้งไว้ให้ผมคือ ภาพโอดาลิสก์" ปาโบล พูดติดตลกเอาไว้ในช่วงนั้น ทว่าสิ่งนี้ปรากฏในผลงานของเขาจริงๆ ในช่วงปี 1955-1956

จิตรกรคิวบิสม์ เห็นความเหมือนระหว่างผลงานของ อูแชน เดอลาครัวซ์ จิตรกรยุคศตวรรษที่ 19 กับ อองรี มาติสส์ เขาจึงเลือกภาพของอูแชน ที่เป็นภาพมาสเตอร์พีซชื่อดังบนผนังพิพิธภัณฑ์ลูฟร์เป็นแรงบันดาลใจ นั่นคือภาพเขียนปี 1834 ชื่อ Femmes d'Alger dans leur appartement (Women of Algiers in their Apartment) คล้ายเช่นที่เขาเคยวาดภาพผลงานมาสเตอร์ทั้งหลายออกมาในสไตล์ของตัวเอง อย่าง Las Meninas ของ ดิเอโก เบลาซเกซ ก็ทำมาแล้ว

ปาโบล ปิกัสโซ สุดแสนจะ "อิน" มากกับการวาดภาพในซีรี่ส์นี้ ถึงขนาดทำอะไรที่มันเวอร์วัง อย่างการซื้อวิลลาสไตล์ย้อนยุค (Belle-Epoque) ลา กาลิฟอร์นี (La Californie) ในเมืองกานส์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ในปี 1955 เพื่อสร้างบรรยากาศในการวาดภาพ The Women of Algiers ของเขาทีเดียว


นอกจากจะสร้างสรรค์ไอเดียเด็ดสำหรับซีรี่ส์ The Women of Algiers แล้ว บรรยากาศการตกแต่งและการจัดแสงในวิลลาสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ที่มีสวนสวยแสนมหัศจรรย์อันเป็นกลิ่นอายแบบตะวันออกแล้ว ยังเป็นใจให้เขาได้วาดภาพแนวโอดาลิสก์อีกหลายภาพ

อัลเฟรด บาร์ ภัณฑารักษ์ชื่อดังรายหนึ่งบอกว่า ผลงานที่สร้างสรรค์ ณ ลา กาลิฟอร์นี ถือเป็นจุดสูงสุดในชีวิตของจิตรกรคิวบิสม์ทีเดียวในความคิดของเขา

สำหรับภาพวาดในซีรี่ส์ The Women of Algiers ชิ้นที่โดดเด่น ก็มีอย่าง "Version H" ที่ ปาโบล ปิกัสโซ วาดเสร็จเมื่อ 24 ม.ค. 1955 โดยในปี 1997 ภาพนี้มีผู้ประมูลไปจากสถาบันคริสตีส์ กรุงนิวยอร์ก ในราคา 7.15 ล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันอยู่ในคอลเลกชั่นนาห์หมัด (ของนักค้างานศิลปะและมหาเศรษฐีชาวเลบานอน) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเพิ่งถูกยืมมาโชว์ ณ เทต แกลเลอรี่ เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ เมื่อต้นเดือน พ.ค. ปีนี้

"Version J" ได้รับการนำออกประมูลที่สถาบันโซเทอบีส์ กรุงลอนดอน เมื่อปี 2006 และปิดประมูลที่ราคา 18.6 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยตกเป็นสมบัติของคอลเลกชั่นนาห์หมัดเช่นกัน

ขณะที่ "Version K" มีผู้ประมูลไปจากสถาบันคริสตีส์ กรุงนิวยอร์ก ด้วยราคา 6.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วน "Version L" นั้นขายให้กับพิพิธภัณฑ์หอศิลป์แบร์กกรุน (Berggruen Museum) ในกรุงเบอร์ลิน ประทศเยอรมนี ไปที่ราคา 11.4 ล้านหรียญสหรัฐ ไปเมื่อปี 2011

มาถึง "Version M" นั้นก็ได้มีผู้ประมูลไปจากสถาบันคริสตีส์ กรุงนิวยอร์ก ที่ราคา 10 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมๆ กับ "Version H" ด้าน "Version N" ปัจจุบันเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์หอศิลป์มิลเดรด เลน เคมเปอร์ (Mildred Lane Kemper Art Museum) ในมหาวิทยาลัยวอชิงตัน เมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี จากการบริจาคของกองทุนสไตน์แบร์ก ตั้งแต่ปี 1960

เรื่องเล่าในบ้านและสวน เอดูอารด์ ฟุยยารด์

ภาพพิมพ์หินของ เอดูอารด์ ฟุยยารด์ กำลังจัดแสดง ณ พีนาโคเทค เดอร์ โมเดอร์เน เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี โดยเมื่อย้อนไปในปี 1889-1890 เขาและเพื่อนศิลปินหนุ่มๆ วัยเดียวกัน นำโดย ปิแอร์ บอนนารด์ รวมทั้ง โมริซ เดอนีส์ กับ โปล เซอรูซิเยร์ ฯลฯ ได้ร่วมกันตั้งกลุ่มนาบีส์ (Nabis) อันเป็นการรวมพวกหัวก้าวหน้า ทั้งสาขาจิตรกรรม กราฟฟิกอาร์ต และวรรณกรรมสมัยโพสต์-อิมเพรสชันนิสม์เอาไว้ โดยคนกลุ่มนี้ รวมตัวกันสร้างสรรค์ศิลปะเชิงสัญลักษณ์และจิตวิญญาณของธรรมชาติ

นิทรรศการในคอนเซ็ปต์ Staatliche Graphische Sammlun ไม่อาจจะแสดงความเป็นตัวตนและผลงานของ เอดูอารด์ ฟุยยารด์ ได้ทั้งหมด ทว่าสามารถเห็นเทคนิคพิเศษที่ไม่เหมือนใครของเขาที่ใช้ในงานภาพพิมพ์หิน ซึ่งแม้เขาจะสร้างสรรค์งานในรูปแบบนี้อยู่ในช่วงเวลาเพียงสั้นๆ ไม่เกิน 8 ปี แต่นับว่ามีผลงานภาพพิมพ์หินเด็ดๆ ออกมามากมายทีเดียว

เอดูอารด์ ฟุยยารด์ มีผลงานส่วนใหญ่เป็นภาพเขียนมุมต่างๆ ภายในบ้าน (Interiors) รวมทั้งภาพวาดในสวน (Park landscapes) ซึ่งในกลุ่มของนาบีส์นั้นถือว่าเขาเป็นคนที่ทำงานสุดแสนจะประณีตละเอียดลออสุดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกใช้สีอย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะภาพชุด Paysages et Interieurs ตั้งแต่ปี 1899

ผลงานภาพพิมพ์หินในยุคแรกๆ ของเขาออกมาเป็นสีขาว-ดำ โดยเป็นการออกแบบฉากละครของกลุ่มอาวองต์-การ์ด ในทศวรรษที่ 1890 ที่เขามีส่วนร่วมด้วยอยู่หลายเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นละครที่มีเนื้อหาไม่ธรรมดา และไม่ใช่ละครที่สร้างขึ้นสำหรับทุกคน

เอดูอารด์ยังพัฒนาเทคนิคในภาพพิมพ์ของเขาขึ้นในช่วงเวลาอันสั้น โดยเฉพาะเทคนิคการพิมพ์สีของเขาเมื่อเริ่มเปลี่ยนมาทำภาพพิมพ์หินสี ที่กลายเป็นเรื่องใหม่ๆ ของแวดวงศิลปะขณะนั้น ซึ่งสำหรับศิลปินในยุคใกล้เคียงกันในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 อย่าง อองรี เดอ ตูลูส-โลเทร็ก และ ปิแอร์ บอนนารด์ แล้ว เรื่องการใช้สีแบบซอฟต์ๆ เบลอๆ บนภาพพิมพ์ของเขากินขาด เช่นเดียวกับองค์ประกอบภาพซึ่งแปลกประหลาดไม่ธรรมดา

ชอง-เอดูอารด์ ฟุยยารด์ เกิดเมื่อ 11 พ.ย. 1868 เขาใช้ชีวิตวัยเด็กในเมืองกุยโซซ์ (ซาโอน-เอต์-ลัวร์) แคว้นบูร์กอญ (เบอร์กันดี) กระทั่งปี 1878 ครอบครัวย้ายมายังกรุงปารีสเพื่อชีวิตที่ดีกว่า หลังจากพ่อตายในปี 1884 เขายังได้ทุนการศึกษาและยังคงได้เรียนต่อที่โรงเรียนลีเซ กงดอร์เซต์ เอดูอารด์ได้พบกับเพื่อนร่วมรุ่น อย่าง แคร์ ซาวิเยร์ รุสเซล (ในอนาคตเป็นจิตรกรและพี่เขยของเขา) โมริซ เดอนีส์ (จิตรกร) ปิแอร์ แอร์กมองต์ (นักดนตรี) ปิแอร์ เฟแบร์ (นักเขียน) และ ออเรเลียง มารี ลูเญ (นักแสดงฉายา ลูเญ-โป)

ปีถัดมาเขาก็ออกจากโรงเรียนกลางคัน ตามคำแนะนำของแคร์ เพื่อนสนิท โดยไม่ได้ไปร่วมกับกองทัพ แต่ไปฝึกงานในสตูดิโอศิลปะของ ดิโอแชน ไมล์ยารต์ เขานำพื้นฐานศิลปะที่เรียนจากจิตรกรอาชีพ ไปสอบเข้าโรงเรียนศิลปะ เอกอน เดส์ โบซาร์ตส์ แม้ต้องสอบถึง 3 ปี แต่ก็ไม่ละความพยายามจนได้เข้าเรียนในที่สุด

ราวปี 1890 ที่เขาได้เจอกับ ปิแอร์ บอนนารด์ และ โปล เซรุสิเยร์ เขาก็เข้าเป็นสมาชิกกลุ่มนาบีส์ตามคำชวน กลุ่มนักเรียนศิลปะในยุคโพสต์-อิมเพรสชันนิสม์ ที่เริ่มต้นด้วยการสร้างสรรค์งานตามหลักการ Synthetism อย่างที่ โปล โกแก็ง นิยมทำ เพื่อสร้างความแตกต่างจากจิตรกรในยุคอิมเพรสชันนิสม์ โดยมีกฎว่าจะต้องวาดสิ่งที่เป็นรูปทรงธรรมชาติ ต้องวาดความรู้สึกของศิลปินที่มีต่อสิ่งที่วาด และมีการพิจารณาความงามอันพิสุทธิ์ของเส้นสาย สีสัน และรูปทรงในภาพที่ออกมา

เอดูอารด์ ฟุยยารด์ สร้างสรรค์ผลงานเพื่อร่วมแสดงในนิทรรศการของกลุ่มนาบีส์อย่างสม่ำเสมอ โดยภายหลัง พวกเขานั่งทำงานในสตูดิโอเดียวกัน (กับ ปิแอร์ บอนนารด์ และ โมริซ เดอนีส์) และหลังจากนั้นก็ได้ไปร่วมงานออกแบบฉากละครให้กับ เตอาร์ตร์ เดอ เลิฟร์ ของลูเญ-โป

ช่วงทศวรรษที่ 1990 เขาเดินทางไปหลายแห่ง ทั้งเวนิซ ฟลอเรนซ์ ลอนดอน มิลาน เบรอตาญ (บริตตานี) นอร์มองดี และหลายแห่งในสเปน โดยได้แสดงผลงานเดี่ยว ณ ซาลง เดส์ แองเดปองดองต์ ในปี 1991 และซาลงโดตอมน์ ปี 1903 ช่วงเวลาเดียวกัน เขายังได้เจอ อเล็กซองดร์ และ ตาดี นาตองซง พี่น้องที่ร่วมก่อตั้ง ลา เครอวู บล็องช์ นิตยสารศิลปะชื่อดัง ซึ่งได้ตีพิมพ์ผลงานเด่นๆ ของจิตรกรแห่งยุคเอาไว้

เอดูอารด์มีผลงานศิลปะบนฝาผนังบ้านชิ้นแรก (Apartment frescoes) ในบ้านของมาดามเดส์มาเรส์ หลังจากนั้นใครๆ ก็อยากให้ศิลปินดังไปละเลงฝาบ้านอีกหลายหลัง ตั้งแต่บ้านของ อเล็กซองดร์ นาตองซง โคล้ด อะเนต์ และเลยไปถึงโรงละคร เตอาร์ตร์ เดส์ ชอมป์เซลิเซส์ ปาเลส์ เดอ ไชโยต์ ในกรุงปารีส (ปิแอร์ บอนนารด์ ร่วมวาดด้วย) แล้วก็ ปาเลส์ เดส์ นาซิยงส์ ในกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (ร่วมกับ โมริซ เดอนีส์, แคร์ ซาวิเยร์ รุสเซล, และนักประวัติศาสตร์ศิลป์ อองเดร ชาสเตล)

ภาพเขียนมุมต่างๆ ภายในบ้าน ภาพท้องถนน และภาพวาดในสวน เป็นผลงานส่วนใหญ่ของเขาที่เต็มไปด้วยมุขขำแบบเบาๆ ภาพเขียนแสนละเอียดลออในสีอ่อนๆ และออกเบลอๆ เป็นเอกลักษณ์ที่เห็นในภาพรวม ชีวิตสุดแปลกของเขาคือ อาศัยอยู่กับแม่ที่เป็นช่างตัดเสื้อจนกระทั่งอายุ 60 ปี

เอดูอารด์ไม่เคยวาดภาพพอร์เทรตใครเลย จนกระทั่งปี 1912 ที่เริ่มวาด Theodore Duret in his Study (อยู่ที่หอศิลป์แห่งชาติ กรุงลอนดอน) หลังจากนั้นการวาดภาพบุคคลถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับเขา

ในบั้นปลาย เอดูอารด์เป็นหนึ่งในกรรมการตัดสินรางวัลบลูมองตัล (Prix Blumenthal) ที่มอบให้ศิลปินยอดเยี่ยมทั้งสาขาจิตรกรรม ประติมากรรม การตกแต่ง ภาพพิมพ์ วรรณกรรม และดนตรี