วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

แสงเงา ใน ภาพถ่าย ลูเซียง เคลิร์ก



ลูเซียง เคลิร์ก อายุเพียง 15 ปี ขณะที่เขาเริ่มต้นชีวิตการเป็นช่างภาพอาชีพในปี 1953 โดยบุคคลที่เขาถ่ายภาพให้เป็นคนแรก ก็คือ ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ชาวสเปน ปาโบล ปิกัสโซ โดยถ่ายทำกันที่โรมันอารีน่า ณ เมืองอาร์กเลส ประเทศฝรั่งเศส บ้านเกิดของลูเซียงเอง

ความสนิทสนมของเขาต่อศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 ผู้นี้ ดำเนินมาตลอดระยะเวลาแห่งชีวิตของยอดศิลปินในปี 1973

อาชีพช่างภาพของลูเซียง เคลิร์ก ดำเนินไป ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไรก็ดี ในปี 1955 เขาพลิกวิกฤต ให้เป็นโอกาส ด้วยการถ่ายภาพซีรีส์คนรุ่นใหม่ หัวก้าวหน้า โดยมีฉากหลังเป็นซากปรักหักพังของเมืองอาร์กเลส ที่นับว่าเสียหายอย่างยิ่งในสงครามมหาเอเชียบูรพา ถึง 1,500 ภาพ ซึ่งทำให้เขาเป็นที่จับตาในฐานะคลื่นลูกใหม่ไปด้วย

ปีต่อมา ลูเซียงเริ่มถ่ายสิ่งที่เขาอยากจะถ่าย ผลงานที่มีชื่อเสียงของเขา ได้แก่ ภาพนู้ดชายทะเล ซึ่งแสงเงาในภาพถ่ายของเขาทำให้เอวองค์ของหญิงสาวนั้นกลมกลืนราวกับเป็นเนินทรายของชายหาด

Corps Memorables หนังสือรวมภาพถ่ายนู้ดชายทะเลของเขาออกมาในปี 1957 ในเล่มมีบทกวีของ ปอล เอลูอารด์ ประกอบภาพให้อ่านเพลิน

หลังจากนั้น ลูเซียงหันไปทดลองถ่ายภาพสิ่งอื่นๆ ที่เขาสนใจ อย่าง การชนวัว ถ่ายภาพสัตว์ตาย รวมทั้งดินแดนอันรกร้างของแคว้นโปรวองซ์ กระทั่งปี 1970 เขากลับมาถ่ายภาพนู้ดอีกครั้ง คราวนี้ฉากหลังเป็นป่า ดูเหมือนภาพนู้ดจะกลายเป็นสิ่งที่เขาสนใจและกลายเป็นสัญลักษณ์ของเขาไปแล้ว ในปี 1975 เขาเปลี่ยนฉากหลังเป็นเมืองต่างๆ โดยเฉพาะเมืองที่ดูทันสมัย ซึ่งลูเซียงอาศัยภาพสะท้อนของอาคารกระจก และพื้นผิวโลหะสร้างเมืองที่ดูคล้ายกับจินตนาการ

การได้รู้จักคบหากับ ปาโบล ปิกัสโซ มีส่วนช่วยลูเซียงมากทีเดียว นอกจากปาโบลจะแนะนำเขามากมายในมุมมองของการถ่ายภาพแล้ว ยังแนะนำให้เขาได้รู้จักกับศิลปินร่วมสมัยชาวฝรั่งเศส อย่าง อง ค็อกโต ซึ่งทำให้ทั้งคู่ได้ร่วมงานกันแถมยังได้สร้างเครือข่ายศิลปินด้วยกันออกไป อีกมาก

ลูเซียง เคลิร์ก เข้าเรียนวิชาดนตรี และต่อปริญญาเอกทางด้านภาษาฝรั่งเศส ณ มหาวิทยาลัยโปรวองซ์ ในมาร์กเซยล์ส หลังจากนั้นเขาเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยแห่งโปรวองซ์และในนิวยอร์ก นอกจากนั้น เขายังสอนและจัดเวิร์กช็อปวิชาถ่ายภาพให้กับหน่วยงานต่างๆ ทั่วโลก พร้อมๆ ไปกับการแสดงผลงานงานเดี่ยวกว่า 120 นิทรรศการ รวมทั้งที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย หรือโมมา และพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งกรุงนิวยอร์ก หรือเดอะ เม็ต เช่นเดียวกับที่ โมเดิร์น มูซีต กรุงสต็อกโฮล์ม ศูนย์ศิลปะ ร่วมสมัยปอมปิดู กรุงปารีส สถาบันศิลปะ กรุงชิคาโก อิล ดาฟรัมมา ในมิลาน ชาได แกลเลอรี ในโตเกียว ฯลฯ

เขาได้ร่วมงานถ่ายภาพยนตร์ของ ฌอง ค็อกโต เรื่อง Le Testamend d'Orphee โดย ในปี 1965 ลูเซียง เริ่มสร้างภาพยนตร์อาร์ตผลงานตัวเอง โดยมีผลงาน อย่าง Manitas de Plata (1968), Picasso, de Guernica aux Mousquetaires (1969) และ La Foret Calcinee (1970) ออกมา

ในปี 1969 ลูเซียงก่อตั้งแผนกภาพถ่าย ที่พิพิธภัณฑ์เรตตู ในอาร์กเลส บ้านเกิดของตัวเอง ร่วมกับ ชี. แอม. รูแกตต์ ด้วยหวังให้เป็น ศูนย์กลางแห่งศิลปะภาพถ่ายของโลก โดยได้จัดเทศกาลแห่งภาพถ่าย เทศกาล Les Recontres Internationales de la Photographie ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนความตั้งใจของเขา

ลูเซียงได้ชื่อเป็นผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของเทศกาลศิลปะนานาชาติเมืองอาร์กเลส พร้อมๆ กับการฉลอง 30 ปีในการก่อตั้งแผนกภาพถ่ายขึ้นที่พิพิธภัณฑ์เรตตู และเทศกาลภาพถ่ายนานาชาติ Les Recontres Internationales de la Photographie ในปี 1999

นอกจากรางวัลเชิดชูเกียรติของประเทศฝรั่งเศสแล้ว เขายังได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติระดับท้องถิ่นจากเมืองอาร์กเลสในปี 2003 อันเป็นรางวัลที่มอบให้ในนามของกระทรวงวัฒนธรรม สืบเนื่องมาตั้งแต่ ปี 1802 ในสมัยจักรพรรดิ นโปเลียน โดยช่างภาพร่วมสมัยที่ได้รางวัลนี้มีไม่มากนัก อย่าง อองรี การ์ติเยร์-เบรสซง และ อองเดร แคร์กเตสซ์

เทศกาล Les Recontres Internationales de la Photographie ปัจจุบันเป็นเทศกาลแสดงภาพถ่ายที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น