วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ดอกไม้ในแวดวงศิลป์อเมริกัน จอร์เจีย โอคีฟ


จอร์เจีย ตอตโต โอคีฟ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ จอร์เจีย โอคีฟ ศิลปินหญิงอเมริกันที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของศตวรรษที่ 20 ในแนวทางโมเดิร์นนิสม์

จอร์เจีย โอคีฟ มีบทบาทสำคัญ เป็นดอกไม้ประดับแวดวงศิลปะของอเมริกันนานกว่า 70 ปี ผลงานส่วนใหญ่ของเธอเป็นภาพวาดดอกไม้หลาก สีสัน หลายชนิด ซึ่งสร้างความตื่นตะลึงด้วยภาพระยะใกล้ขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับภาพวาดกระดูกสัตว์ และภาพทิวทัศน์ ที่สื่อความหมายในเชิงแอ็บสแตร็กต์

ภาพวาดรูปดอกไม้ขนาดใหญ่ของเธอ มักสื่ออารมณ์ความรู้สึกที่มิใช่เพียงรูปดอกไม้�รรมดา แต่คล้ายว่าเป็นการถ่ายทอดภาพประหนึ่งอวัยวะเพศหญิงในนั้น

จอร์เจีย โอคีฟ เกิดที่รัฐวิสคอนซิน เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 1887 เธอเป็นลูกสาวคนโตของครอบครัวของชาวนา ที่มีลูก 7 คน จอร์เจีย เข้าเรียนในโรงเรียนทาวน์ฮอลล์ วิสคอนซิน โดยศึกษาวิชาศิลปะกับ ซาราห์ มานน์ นักวาดสีน้ำประจำท้องถิ่น ครอบครัวของเธอย้ายไปยังวิลเลียมส์เบิร์ก รัฐจอร์เจีย ทว่า จอร์เจีย ยังอาศัยอยู่กับป้าที่วิสคอนซินกระทั่งศึกษาจบไฮสกูล

ในปี 1905 เธอเดินทางไปยังชิคาโก เพื่อศึกษาต่อทางด้านศิลปะที่สถาบันศิลปะแห่งชิคาโก เพียง 2 ปีถัดมา จอร์เจียสอบเข้าที่โรงเรียนศิลปะกรุงนิวยอร์กได้ โดยเธอได้เรียนกับศิลปินชื่อดังของอเมริกา อย่าง วิลเลียม แมร์ริต เชส โดยในปี 1908 จอร์เจีย สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศในการประกวดภาพเขียน สติลล์-ไลฟ์ สีน้ำมัน รางวัลที่เธอได้รับถือเป็นทุนการศึกษาต่อในภาคฤดูร้อน ซึ่งจะไปเรียนกันกลางแจ้ง ณ ทะเลสาบจอร์จ กรุงนิวยอร์ก ระหว่างนั้น ชื่อเสียงในฐานะดาวรุ่งพุ่งแรงของจอร์เจีย โอคีฟ ก็ขจรขจาย โดยเฉพาะที่แกลเลอรี 291 ของสามีในอนาคต อัลเฟรด สติกลิตซ์

จอร์เจีย กลับไปที่ชิคาโก และทำงานเป็นนักวาดภาพประกอบ พร้อมๆ กับสร้างสรรค์งานศิลปะส่วนตัว ทว่าในปี 1910 เธอต้องยุติงานทั้งปวงเนื่องจากป่วยหนักอยู่ 2 ปีด้วยกัน ก่อนที่จะเข้าเรียนต่อทางด้านศิลปะที่มหาวิทยาลัยแห่งเวอร์จิเนีย เพื่อที่จะหาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ศิลปะอีกครั้ง

อิทธิพลของศิลปะก้าวหน้า จากอาร์เทอร์ เวสลีย์ โดว์ อาจารย์พิเศษในห้องเรียนของอัลลอน เบเมนต์ ทำให้เธอได้เรียนรู้ในเรื่องการขับเน้นชิ้นงานศิลปะ โดยการสร้างสรรค์สัญลักษณ์แบบแอ็บสแตร็กต์ ด้วยเส้นสาย สีสัน พื้นผิว การทำซ้ำๆ และการสร้างสัดส่วนที่ตอบรับกัน บทเรียนครั้งนั้น ประทับใจ จอร์เจีย โอคีฟ มาก ถึงขนาดที่เก็บเอามาสอนในโรงเรียน อมาริลโล รัฐเท็กซัส

ขณะที่มาอาศัยอยู่ในเท็กซัส จอร์เจีย โอคีฟ สร้างสรรค์งานศิลปะจำนวนมากโดยเฉพาะอย่าง ผลงานสีน้ำกว่า 50 ชิ้น รวมทั้งผลงานแอ็บสแตร็กต์จากแท่งชาร์โคลอีกหลายชุดด้วยกัน หนึ่งในนั้น มี ผลงานชาร์โคลที่เธอวาดรูปของแอนิต้า พอลลิตเซอร์ ซึ่งภายหลังตกเป็นของอัลเฟรด สติกลิตซ์ ที่ประทับใจในผลงานของเธอมาก เขาจึงเริ่มติดต่อเจรจาให้เธอมาแสดงงานแกลเลอรี 291 ในนิวยอร์ก

จอร์เจีย อนุญาตให้เขาจัดแสดงภาพดรออิ้งจากชาร์โคลที่อัลเฟรด ได้รับไปก่อนหน้านี้ ประมาณ 10 ภาพ ทว่า การเปิดแสดงผลงานศิลปะของเธออย่างเป็นทางการ เริ่มครั้งแรกเมื่อ 3 เมษายน 1917 โดยส่วนใหญ่เป็นผลงานสีน้ำระหว่างที่เธออาศัยอยู่ในเท็กซัสนั่นเอง

หลังจากนั้น เธอรับคำเชิญเข้าไปอาศัยในนิวยอร์ก เพื่อทำงานศิลปะสำหรับแสดงในแกลเลอรีของอัลเฟรด สติกลิตซ์ ซึ่งจัดให้เธออยู่ที่อพาร์ตเมนต์ที่ไม่ได้ใช้ของหลานสาวของเขา ปีเดียวกันนั้นเอง อัลเฟรดก็เลิกกับภรรยาของเขามาอยู่กับจอร์เจีย และเริ่มถ่ายภาพนู้ดของภรรยาใหม่เขาจำนวนมาก ในไม่ช้าก็นำไปจัดแสดง ร่วมกับภาพถ่ายอื่นๆ ในคอลเลคชั่นของเขาที่ แอนเดอร์สัน แกลเลอรี ในปี 1921

ปีแรกๆ ในนิวยอร์ก จอร์เจีย โอคีฟ สนิทสนมกลุ่มศิลปินโมเดิร์นนิสต์ชาวอเมริกัน อย่าง ชาร์ลส์ เดอมัท อาร์เทอร์ โดฟ มาร์สเดน ฮาร์ตลีย์ จอห์น มาริน พอล สแตรนด์ และเอ็ดเวิร์ด สไตเชน ซึ่งมักจะมานั่งพูดคุย ถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ในสังคม รวมทั้งเรื่องแนวโน้มศิลปะ ที่แกลเลอรีของอัลเฟรด สติกลิตซ์ โดยเฉพาะช่างภาพแนว สถาปัตย์และแลนด์สเคป อย่าง พอล สแตรนด์ นั้น เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานให้จอร์เจีย อย่างสูง เธอพัฒนางานภาพถ่ายของพอลมาเป็นภาพวาดของเธอ และเริ่มที่จะวาดภาพสีน้ำมากขึ้น บนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ขึ้น และเน้นภาพระยะใกล้ หรือภาพโคลส-อัพ

ระหว่างทศวรรษที่ 1920 จอร์เจีย โอคีฟ ศึกษาเกี่ยวกับด้านแลนด์สเคปและพืชพรรณต่างๆ มากขึ้น และเริ่มวาดภาพดอกไม้ขนาดใหญ่ในปี 1924 ซึ่งมีทั้งดอกไอริส ดอกลิลลีชนิดต่างๆ ดอกแมรีโกลด์ ฯลฯ ก่อนที่จะแสดงผลงานดอกไม้ในปีถัดมา และกลายเป็นชิ้นงานที่สร้างความฮือฮาให้กับแวดวงศิลปะเป็นอย่างยิ่ง โดยผลงานรูปดอกคาลล่า ลิลลี่ ของเธอ 6 ชิ้น ขายได้ชิ้นละไม่ต่ำกว่า 25,000 เหรียญสหรัฐ หลังจากนั้น เธอเริ่มวาดภาพแลนด์สเคป กับตึกระฟ้า โดยมีธีมเป็น ช่วงเวลาต่างๆ ของวัน ซึ่งให้อารมณ์ที่แตกต่างกันไป

ฤดูร้อนปี 1929 จอร์เจีย โอคีฟ เดินทางไป ซานตาเฟ และทาออส ในนิวเม็กซิโก ร่วมกับรีเบกกา สแตรนด์ หลังจากนั้น ในระหว่าง 1929-1949 เธอต้องเดินทางไปที่นั่นเป็นประจำทุกปี โดยเริ่มเขียนภาพกระดูกสัตว์ต่างๆ อันเป็นอีกคอลเลคชั่นของเธอที่อยู่ในความทรงจำของแวดวงศิลปะ ก่อนที่เธอจะเริ่มมีอาการทางประสาท และต้องได้รับการเยียวยาจนกระทั่งไม่สามารถทำงานได้ไปกระทั่งมกราคมปี 1934

Ram's Head White Hollyhock and Little Hills ผลงานรูปกระดูกศีรษะแพะประดับดอกไม้ เป็นภาพเขียนที่เลื่องชื่ออีกภาพหนึ่งของเธอ ซึ่งจอร์เจียวาดที่โกสต์ แรนช์ หลังทุเลาจากอาการทางจิต

เมื่ออัลเฟรด สติกลิตซ์ เสียชีวิต จอร์เจีย โอคีฟ ย้ายมาอยู่ในนิวเม็กซิโกอย่างถาวร ทว่า เธอปราศจาก แรงบันดาลใจมากมายในการสร้างสรรค์งานศิลปะเช่นเก่าก่อน ในช่วงทศวรรษที่ 1950 เธอวาดภาพฝาผนังบ้านตัวเองในอบิคิว และถัดมาในปี 1958 จอร์เจียวาด Ladder to the Moon เป็นภาพที่ถ่ายทอดเรื่องราวนอกอเมริกาเป็นครั้งแรก เนื่องจากการเดินทางออกนอกประเทศเป็นครั้งแรกของเธอเช่นกัน ในงานชุดเดียวกันนี้ ยังมี Sky above Clouds ซึ่งเธอวาดจากทิวทัศน์ที่มองจากช่องหน้าต่างเครื่องบิน

ในปี 1962 เธอได้รับเลือกเข้าเป็นสมาชิกแห่งหอ เกียรติยศ 50 ศิลปินของสถาบันศิลปะและวรรณกรรมแห่งอเมริกา สายตาของจอร์เจีย เริ่มพร่ามัว จนกระทั่งปี 1972 เธอก็แทบจะมองไม่เห็นอะไรเลย

ฮวน แฮมิลตัน ช่างทำเซรามิก อาสาเข้ามาช่วยเหลือเธอในทุกสิ่งทุกอย่าง และภายหลังกลายมาเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของเธอในบั้นปลายชีวิต เขาช่วยเธอสร้างสรรค์งานศิลปะ ช่วยเธอเขียนหนังสืออัตชีวประวัติ ชื่อ Georgia O’Keeffe ออกมาในปี 1976

ในปี 1984 จอร์เจีย โอคีฟ ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านของฮวนในซานตาเฟ เพื่อที่จะอยู่ใกล้โรงพยาบาลมากขึ้น ฮวนยังจัดการให้เธอเพิ่มเติมในพินัยกรรมว่า จะยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้เขา

จอร์เจีย เสียชีวิตในโรงพยาบาลเซนต์วินเซนต์ ที่ซานตาเฟ ในวันที่ 6 มีนาคม 1986 ร่างของเธอฌาปนกิจด้วยการเผา โดยเถ้ากระดูกของศิลปินหญิงที่ยิ่งใหญ่ของอเมริกาในศตวรรษที่ 20 ได้รับการโปรยที่โกสต์ แรนช์ สถานที่สุดโปรดของเธอนั่นเอง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น